วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ธรรมะเปิดโลก ตอน **วัฏสงสารและพระนิพพาน**


ธรรมะเปิดโลก วันที่ 20 เมษายน 2558
ตอนที่ 3 **วัฏสงสารและพระนิพพาน**

ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา กับพวกเราทั้งหลาย ในข้อธรรม 
- - - -
*วัฏสงสารคืออะไร*
ลูกทั้งหลายเอ๋ย ... ลูกหลายๆคน คงยังไม่เข้าใจใน วัฏสงสาร ว่า คือ อะไร... 
บางคนก็อาจเข้าใจแล้ว 
บางคน ก็อาจจะยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจบ้างในบางส่วน
ทีนี้มาคุยถึงเรื่องใน **วัฏสงสาร** คืออะไร
*วัฏสงสาร* คือ ที่แห่งหนึ่ง ที่จิตทุกๆดวงที่ก่อเกิดขึ้น มาเป็นดวงจิตแล้ว เข้าไปอยู่ในที่แห่งนั้น 
เมื่อไปอยู่ในที่แห่งนั้น ก็จะมีร่างกายของโลกต่างๆ ภูมิต่างๆ ให้ครอบครอง
เมื่อจิตได้ร่างกายต่างๆเหล่านั้นมาครอบครองแล้ว 
ก็ลุ่มหลงอยู่ในร่างกายนั้น แล้วก็ยึดว่าเป็นตัวตนของตน..
เมื่อยึดติด ลุ่มหลงอยู่ในร่างกายเหล่านั้น จึงยึดสิ่งต่างๆที่เป็นภายนอก 
เป็นองค์ประกอบต่างๆ มาเป็นตัวตนของเราอีก ...
อันนี้ของฉัน.. อันนั้นของฉัน 
-- แล้วก็ลุ่มหลงกับสิ่งที่มี --
เมื่อมีสิ่งต่างๆทั้งหลายมากขึ้น ก็คิดว่าจะเป็นสุข.. แต่แท้ที่จริงแล้ว มันก็ยังไม่เป็นสุขเลย 
...มันเป็นสิ่งที่เราคิดเอง ปรุงแต่งไปเองทั้งนั้น...
เมื่อมีน้อยไป ก็รู้สึกว่า “เป็นทุกข์” ต้องดิ้นรนให้ได้มากกว่านี้ 
แต่แท้ที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่เหตุของทุกข์ > มันเป็นสิ่งที่เราคิดเอง **
เพราะแท้ที่จริงแล้ว ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความทุกข์ เขามีอยู่ในวัฏสงสาร เขามีอยู่ในที่นั่น 
เขามีอยู่ในความมีตัวตน เขามีอยู่ในสรรพสิ่งทั้งหลาย.. ที่เรายึดอยู่
ตราบใดก็ตามที่จิตเรายังมีตัวตนอยู่ ยังยึดในร่างกายนั้น ก็ยังมีสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น เป็นที่ยึดแก่เรา ...
และสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น รวมถึงร่างกายด้วย ก็เป็นทุกข์ เพราะมีที่ยึดเหนี่ยวแห่งทุกข์ 
และนั่นคือ สิ่งที่ทำให้เรายังจมอยู่ในที่นั่น
< เมื่อเรายังจมอยู่ในที่นั่นอยู่ เราก็ยังเป็นทุกข์อยู่ ..ไม่จบไม่สิ้น อยู่อย่างนั้น เช่นนั้น >
ลูกทั้งหลาย.. ตราบใดก็ตามที่เรายังลุ่มหลงอยู่ ดิ้นรนขวนขวายอยู่ 
ตราบนั้นเรายังอยู่ในความเป็นธรรมชาติ ของวัฏสงสาร
คือ โดนกิเลสตัณหา โดนสิ่งหลอกล่อทั้งหลายดึงให้สูงขึ้น 
แล้วก็รู้สึกว่า” ดี” หรือคิดไปว่า “คงจะเป็นสุข” > แต่ก็ไม่ใช่สุข 
โดนสิ่งเหล่านั้นดึงให้ต่ำลง ไปทุกข์ทรมาน แล้วก็รู้สึกว่า “ ทุกข์เหลือเกิน” 
ทั้งที่สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น 
-- เขาไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา // เขาไม่มีอยู่ในเรา เราไม่มีอยู่ในเขาเลย --
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. บุคคล ผู้ใดที่รู้ความจริงข้อนี้ แล้วสามารถดึงจิตออกจากสิ่งเหล่านั้นได้ 
รู้ว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรา
บุคคลผู้ที่ถอดถอนตัวตนออกจากสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น.. 
บุคคลผู้นั้น เขาจึงเป็นอิสระ และหลุดออกมาจากที่นั่น
เมื่อหลุดออกมาจากที่นั่นแล้ว เขาก็ไม่ต้องถูกธรรมชาติของที่นั่น ทำให้เขาเป็นทุกข์อีก 
เขาไม่ต้องโดนหลอกให้จมอยู่ สูงขึ้นไป ต่ำลงไป วนไป เวียนมาอยู่เช่นนั้น และเป็นทุกข์ ไม่รู้จบ
บุคคลผู้นั้น เขาก็สามารถออกจากวัฏสงสารได้ เมื่อออกจากวัฏสงสารได้ จิตดวงนั้น เขาย่อมเป็นสุข 
นั่นคือ *วัฏสงสาร*
ลูกทั้งหลาย.. ตอนนี้ลูกยังเป็นผู้วนอยู่ เป็นผู้เวียนอยู่ เป็นผู้อยู่ในที่นั่นอยู่ และยังยึดอยู่ในร่างกาย ยึดอยู่ในสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย จึงยังเป็นทุกข์อยู่
จงปล่อยจิตของตนนั้น ออกจากที่นั่นโดยการ…
สละคืนเสีย สิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง / 
สละ คืนเสียซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่มี // รวมถึงร่างกายด้วย
อย่ายึดเขาเลย เพราะเขาเป็นเหตุที่ทำให้ลูกนั้น ได้เกิด ..
อย่ายึดเขาเลย เพราะเขาคือ “ราก”
- ที่ทำให้ลูกนั้น เจริญเติบโตในความทุกข์
- ที่ทำให้ความทุกข์นั้น เกิดแก่ลูก
จงตัดเขาทิ้งเสียเถิดลูกเอ๋ย.. อย่าปล่อยให้เหลือแม้แต่รากหนึ่ง 
> เพราะนั่นคือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
ต่อไป - - - -
บางคนอาจไม่รู้จักพระพุทธเจ้า 
บางคนก็อาจจะรู้จักแล้ว 
บางคนก็รู้จักบ้าง
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันนี้มาคุยกันถึงเรื่อง *พระพุทธเจ้า* คือ ใคร
ลูกจงทำความรู้จักกับพระพุทธเจ้าเถิด เพื่อจะได้เข้าใจ และทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อย่างไม่มีความลังเล สงสัยอะไรอีกต่อไป พระพุทธเจ้า 
คือ ผู้รู้ทางแล้ว 
คือ ผู้เห็นทางแล้ว และ
คือ ผู้บอกทางแก่ลูก 
คือ ผู้ที่สร้างหนทางพ้นทุกข์ ไว้ให้แก่ลูก 
และนำทางลูกทั้งหลายออกจากความทุกข์ / ออกจากวัฏสงสาร
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่ลูกไม่เข้าใจ ว่าใครคือ ใคร ลูกอาจจะลังเลสงสัย ในการที่จะเดินทาง 
แต่ลูกจงรู้จักเถิดว่า ในวัฏสงสารที่กล่าวถึงเมื่อกี้นั้น เป็นที่ที่เป็นทุกข์ และ
** พระพุทธเจ้า ก็คือ ผู้ที่รู้ทางที่ออกจากที่นั่น **
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงเดินตามรอยของพระพุทธเจ้าเถิด 
คือ การประพฤติ ปฏิบัติ อยู่ในกรอบของศีลข้อห้ามต่างๆ 
คือ การปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
และลูกนั้น ก็จะได้เดินตามรอยของพระพุทธเจ้า เพื่อข้ามพ้นวัฏสงสารนี้ 
>> เพื่อเข้าไปสู่พระนิพพาน-- และข้ามพ้นความทุกข์ทั้งหลาย
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. พระพุทธเจ้านั้น คือ ผู้ที่สร้างทางไว้ให้ ทางที่สร้างไว้ให้นั้น คือ 
** ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา **
นั่นคือ ทางที่พระพุทธเจ้าได้สร้างไว้ และนำทางลูกทั้งหลาย ออกจากวัฏสงสาร / ออกจากความทุกข์ 
โดยการเป็นผู้ไปแล้ว ถึงแล้วในที่นั่น คือ “การพ้นจากทุกข์แล้ว”
จงเดินตามมาเถิดลูก.. 
ลูกนั้น จะได้เป็นผู้ไม่หลงทาง 
ลูกนั้น จะได้ไม่ทุกข์อีก 
และไม่วนอยู่ในที่แห่งนั้น.. ไม่ต้องเป็นทุกข์อีกต่อไป
** พระพุทธเจ้า คือ ผู้รู้ทาง ผู้เห็นทาง ผู้นำทาง ผู้สร้างทางไว้ให้ **
ลูกนั้น จงเดินตามเถิด เมื่อรู้จักองค์พระพุทธเจ้าแล้ว 
ลูกอีกหลายๆคน ก็คงไม่รู้จัก*พระนิพพาน*
**พระนิพพาน** มีความเป็นอยู่ เป็นเช่นไร 
* คือ การดับสูญหรือไม่ 
* พระนิพพาน เป็นสุข.. แล้วสุขอย่างไร
> นั่นคงจะเป็นคำถาม ของลูกหลายๆ คน
วันนี้เรามารู้จัก *พระนิพพาน* อีกว่า 
มาจากวัฏสงสารแล้ว แล้วรู้จักพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ทาง และนำทางออกจากทุกข์
เมื่อออกจากทุกข์แล้วไปอยู่ไหน 
ไปอยู่ที่ *พระนิพพาน*
แล้วพระนิพพานนั่น มีสภาวธรรม เป็นอย่างไร 
เขาเป็นอยู่อย่างไรบ้าง
วันนี้เรามารู้จักว่า *พระนิพพาน* คือ อะไร 
คือ ที่ที่ไม่มีทุกข์แล้ว เป็นที่ที่ไม่เกิดแล้ว ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่กิน ไม่ต้องแสวงหาอะไรอีกต่อไป
คือ ที่ที่สงบ จึงเป็นที่ที่เป็นสุข ไม่ใช่ที่ที่ดับสูญ 
เป็นที่ที่สิ้นแล้วจากความต้องการ และไม่ต้องการทั้งปวง...
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. นั่น คือ สิ่งที่มีอยู่ในนิพพาน และคือ ที่ที่เรียกว่า พระนิพพาน
ลูกจงพิจารณาดังนี้เถิด 
สมมุติว่า ลูกไม่มีความทุกข์อะไรเลย
สมมุติว่า ไม่มีการเกิด กับลูกอีกต่อไปแล้ว 
คงสภาวธรรมอยู่ ไม่แก่.. ลูกไม่ต้องแก่
มีสภาวธรรม เป็นแบบไหน ก็เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่เจ็บ..
ถ้าร่างกายของเรานี้ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องป่วย ไม่ต้องเป็นอะไรเลย 
ถ้าไม่ต้องตาย ความพลัดพรากจากกัน ก็ไม่มีเกิดขึ้นในเราอีกต่อไป
ไม่ต้องกิน
ถ้าวันๆหนึ่ง
เราไม่ต้องกินอะไรเลย เราก็อิ่ม เราก็อยู่ได้ 
ไม่มีความทรมานในกายเกิดขึ้น 
ไม่มีการที่จะต้องแสวงหาอะไร ทั้งหมดทั้งสิ้น
วันๆหนึ่ง เราไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องเอาอะไรอีกแล้ว 
จิตใจของเราก็เกิดความสงบ 
เมื่อจิตใจเกิดความสงบขึ้นมา ที่นั่นจึงเป็นที่ที่เป็นสุข
ลูกทั้งหลาย.. ถ้าเราไม่ทุกข์ -- ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่กิน ไม่ใช้ ไม่ต้องหา 
จิตเราก็สงบ 
จิตก็ย่อมเป็นสุข
*พระนิพพาน* ก็เป็นสุขเช่นนั้น แหละลูก 
-- ไม่ต้องกินต้องใช้ 
-- ไม่ต้องดิ้นรน แสวงหา
-- ไม่ต้องกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย 
-- ไม่ต้องพลัดพรากจากอะไรอีกต่อไปแล้ว
** นั่นแหละลูก คือ พระนิพพาน // แต่ไม่ใช่ที่ที่จิตดับสูญ **
// เป็นที่ที่ดับสูญจากสรรพสิ่งต่างหาก 
// เป็นที่ที่ดับสูญจากกองทุกข์ทั้งปวง 
// เป็นที่ที่ไม่มีความต้องการอะไรอีกต่อไปแล้ว
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ถ้าเราไม่ทุกข์ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่ต้องแสวงหา จิตสงบ 
จึงเป็นที่ที่เป็นสุข ไม่ได้ดับสูญ เป็นที่ที่ไม่ต้องการอะไร และไม่มีอะไรที่ไม่ต้องการ 
นั่นคือ จิตที่ทรงตัวอยู่แล้ว และนิ่งสงบอยู่ในตัวตนของเรา
อันนั้น คือ ความสุขในพระนิพพาน 
นั่นคือ นิพพาน
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ถ้าสมมุติว่า วันหนึ่งเราพ้นจาก การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ..
การดิ้นรน แสวงหา ความวุ่นวายทั้งหลาย.. และเราก็ย่อมเป็นสุข
ลูกทั้งหลาย.. ความสุข คือ เช่นนั้นแหละลูก.. 
สุขที่ไม่มีสิ่งต่างๆเหล่านั้นอีกแล้ว 
ดับสูญจากความต้องการทั้งหลายทั้งปวง 
ดับสูญจากการที่ต้องตกเป็นทาส ของสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น
แต่จิตของเรา ยังทรงอยู่ ด้วยความสง่า และงดงาม สว่างเจิดจ้า 
เรายังคงเห็นทุกมุม ทุกสิ่งทุกอย่าง ในการเวียนวน เวียนว่ายตายเกิด 
เรายังคงไปที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เพราะเราเป็นผู้อิสระแล้ว 
ไม่ตกเป็นทาสของการกระทำ 
ไม่ตกเป็นทาสของธรรมชาติ 
ไม่ตกเป็นทาสของกฎอะไร อีกต่อไปแล้ว
> เราจึงเป็นผู้ที่มีค่าสูงสุด ยิ่งกว่าสิ่งใด ยิ่งกว่าสิ่งที่มีค่าอีก 
-- เพราะเราคือ ดวงจิตที่รู้แจ้ง สว่าง และไม่ถูกสิ่งใดครอบงำอีกต่อไป --
นั่นคือ **พระนิพพาน**
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงประพฤติ ปฏิบัติ และนำพาจิตแห่งตนให้เข้าถึงความสุขในนิพพาน 
ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ และทำความรู้จักพระนิพพาน ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง 
แล้วนำทางลูกนั้นมาให้ถึงเถิด 
> ลูกจะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์อีกต่อไป …
หากวันไหนลูกทุกข์ ลูกจงคิดว่า ..
ถ้าไม่ทุกข์ ก็คงจะเป็นสุข
เมื่อเกิดมาแล้ว ทำให้ผู้อื่นก็ต้องเป็นทุกข์ 
ถ้าเราไม่เกิด ก็คงเป็นสุข 
ถ้าไม่แก่ ก็คงเป็นสุข 
ถ้าไม่เจ็บ ถ้าไม่ตาย ไม่กิน ไม่ใช้ ไม่หา.. นั่นก็คงเป็นสุข 
ถ้าจิตของเราสงบแล้ว ก็คงเป็นสุข 
ถ้าเราไม่ต้องการอะไรอีกต่อไป ก็คงเป็นสุข 
ถ้าไม่ต้องมีสิ่งใดที่เราไม่ต้องการ ก็คงเป็นสุข
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ สิ่งที่ไม่ต้องมีแล้วในนิพพาน ..
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ ความสุขในนิพพาน**
จงสมมุติดูเถิดลูก เมื่อสมมุติว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ลูกจะพบกับความสุขในพระนิพพาน 
แล้วลูกจะเข้าใจในสภาวธรรมในนิพพาน
** เพื่อลูกนั้นจะได้ปรารถนาที่จะไป และมีกำลังใจที่จะแสวงหา “ทางไปสู่พระนิพพาน” ด้วยตัวของลูก **
-- เพื่อความพ้นทุกข์ แห่งตัวของลูกนั้นเองเถิด --
สาธุ


https://youtu.be/unt-X70xvq8

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น