วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

• #ปฏิบัติธรรมแล้วสุดท้ายเราจะได้อะไร


..สมัยพุทธกาล
มีคนถามพระพุทธองค์ว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร

พระพุทธองค์ตอบว่า"ไม่ได้อะไรเลย"

เขาจึงถามต่อไปว่า... ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร

พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ

ความโกรธได้หายไป 
ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป 
ความเศร้าท้อแท้หายไป
ความกังวลไม่สบายใจหายไป
ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป
อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป

พูดเหมือนง่าย... แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง...
คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับตาย

เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม...

มีวาสนาก็มา ... ไม่มีวาสนาก็ไป... สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง... สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ...
มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา... สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย... ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น

ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่เอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับปากและตาของผู้อื่น... ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง... มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน... ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย... ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง... จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม

เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้... ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง...

ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ... 

จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง... จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ... เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข... ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ

ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน... นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ 

เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป... พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น... วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป

ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม... แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย... สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ.. 

ขออวยพรแด่ทุกคนที่มีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ร่วมโลกกัน

CR เพจ อมตะธรรม ประเทศไทย

เรื่อง "พุทธทำนายยุคพระศรีอริยเมตไตรย"

คราวที่มนุษย์กลับมามีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี พระพุทธเจ้านามว่า "เมตไตรย" จะเกิดขึ้นบนโลก ณ เมืองมาตุลา แคว้นมคธ พระพุทธเจ้า กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า

"พวกเธอจงมีตัวเองและธรรมะเป็นที่พึ่ง มีสติระลึกรู้กาย ความรู้สึก จิต และธรรม (สติปัฏฐาน ๔) จะเกิดบุญกุศล"
     
เมื่อคราวที่คนจำนวนมากยากจนขัดสน ก็เกิดการลักขโมย อาวุธหากันได้ง่าย มีการฆ่ากันตาย พูดจาโป้ปดมดเท็จ บิดเบือนความจริงกันมากมาย เมื่อนั้นอายุของคนก็จะลดน้อยลงจาก ๘๐,๐๐๐ ปี... ๔๐,๐๐๐ ปี...๒๐,๐๐๐ ปี...๑๐,๐๐๐ ปี...๕,๐๐๐ ปี...๒,๕๐๐ ปี...๑,๐๐๐ ปี...๕๐๐ ปี...เหลือ ๒๕๐ ปี ซึ่งถึงตอนนี้ คนไม่มีการเคารพดูแลพ่อแม่ สมณะพราหมณ์ หรือผู้ใหญ่ในตระกูล อายุก็เสื่อมถอยลงเหลือ ๑๐๐ ปี 
     
ในอนาคต มนุษย์จะมีอายุ ๑๐ ปี เด็กหญิง ๕ ปี ก็จะมีสามีกันแล้ว กุศลความดีต่างๆหายไปสิ้น ไม่มีใครฟังใคร สมสู่ปะปนกัน คิดร้ายฆ่ากันเอง เมื่อนั้น จะมีคนกลุ่มหนึ่งมีความคิดว่า พวกเราอย่ามาฆ่ากันเองเลย พวกเราพากันแยกตัวออกไปอยู่ตามป่าเขา แล้วทำแต่กุศลกันจะดีกว่า ซึ่งหลังจากนั้น มนุษย์เหล่านี้ก็เจริญขึ้น มีอายุขัยยืนยาวขึ้นตามลำดับ จาก ๑๐ ปี...๒๐ ปี จนกลับไปถึง ๘๐,๐๐๐ ปี 
     
คราวที่มนุษย์จะกลับมีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี พระพุทธเจ้านามว่า "เมตไตรย" จะเกิดขึ้นบนโลก พระองค์จะตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง มีจิตตั้งมั่น สงบจากกาม จากสิ่งอกุศล บรรลุฌานขั้นต่างๆ (จรณะ) และมีวิชชา ๘ โดยจะบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตที่บริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อยในขณะนี้

__________________________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๕ (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาค ๓ เล่ม ๑ จักกวัตติสูตร), ๒๕๕๙, น.๙๙-๑๑๘

▪︎ วิชชา ๘

พิจารณาให้เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ 
• เนรมิตกายอื่นที่ต่างจากกายนี้
• แสดงฤทธิ์ 
• ฟังเสียงทิพย์ทั้งใกล้ไกลที่มนุษย์ไม่ได้ยิน
• อ่านสภาวะจิตผู้อื่น
• ระลึกชาติ
• มองเห็นการเกิดตายของสัตว์ทั้งหลาย 
• รู้ว่าอะไรคือทุกข์ สาเหตุของทุกข์ การดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ และจะรู้ได้ว่าตัวเองได้หลุดพ้นแล้วในกรณีที่จิตหลุดพ้นแล้ว 

(เครดิต : อมตะธรรม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ)