วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

#อย่าสนใจจริยาคนอื่น

🙏ขอน้อมกราบบูชาคุณพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งของลูกตลอดชีวิต กราบบูชาพระธรรมคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง และน้อมกราบบูชาพระคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุก ๆ พระองค์ ด้วยความเคารพยิ่ง
⚜️ #อย่าสนใจจริยาคนอื่น⚜️

🌞๑.ทีนี้การจะฝึกใจเข้าถึงความไม่หลงทำยังไง ก็ต้องว่ากันตอนต้นเสียก่อน ตอนต้นจริง ๆ การเข้าฝึกพระกรรมฐานในอันดับแรก พระพุทธเจ้าทรงแนะนำในอุทุมพริกสูตรว่า #จงตัดอารมณ์ของอุปกิเลสทิ้งไป #อุปแปลว่าเข้าไปถึง_เข้าไปใกล้มัน #กิเลสแปลว่าความเศร้าหมอง #อารมณ์ที่เข้าไปยึดถือความเศร้าหมอง นี่อย่าให้มันมีในใจ แต่ว่าการที่จะขับมันไปทีเดียวให้หมดน่ะ มันเป็นไปไม่ได้ก็ต้องค่อย ๆ ขับ ค่อย ๆ ฝึก ทำด้วยอาการไม่เคร่งเครียด เพราะจิตเราไปคบกับอารมณ์ของอุปกิเลสมันมานาน นี่พระพุทธเจ้าทรงเรียงไว้มีถึง ๖๐ อย่างกว่า ถ้าจะมาพูดกันวันนี้มันก็ไม่จบ ก็ขอสรุปสั้นๆ #ตามอารมณ์ของอุปกิเลสก็คือเอาจิตเข้าไปยุ่งกับจริยาของบุคคลอื่น #คือว่าเราไปสนใจกับคนอื่น คนนั้นไม่ดีแบบนี้ คนนี้ไม่ดีแบบโน้น คนโน้นก็พูดไม่ดี คนนี้ก็ทำไม่ดี คนนี้ก็เดินไม่ดี ว่ากันจิปาถะไปหมด #แต่เราก็เลยลืมดูตัวเราว่าเราดีหรือไม่ดี

🌞๒.ทีนี้ตามคติของพระพุทธศาสนามีว่า ถ้าเราดีเสียคนเดียว คนในโลกไม่มีใครชั่ว เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเราดีเสียคนเดียว คนในโลกก็ไม่มีใครชั่ว คำว่า #ดี ในที่นี้หมายความว่า เราตัดกิเลสไปเสียหมด ไอ้จิตของเราที่มันเลว ๆ น่ะเขี่ยมันทิ้งไปเสียให้หมด ถ้าจิตตัดกิเลสหมดแล้วเมื่อไหร่ เราก็มองไม่เห็นคนชั่ว #เพราะว่าคนทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ทุกคนต้องการดี แต่ว่าที่ดีไม่ได้เพราะมีเจ้านายบังคับ คำว่า #เจ้านาย นี่ถ้าเจ้านายที่เป็นคนมันก็ยังห่าง เขาเรียกว่า #เจ้านายนอก #เจ้านายที่มีความสำคัญก็คือเจ้านายใน

🌞๓. #เจ้านายในก็คือกิเลส กิเลสนี่เป็นเจ้านายใหญ่จริง ๆ มันก็มีอยู่สาม คือโลภะ-ความโลภ โทสะ-ความโกรธ โมหะ-ความหลง เจ้านายสามเจ้านายนี่มันบังคับใจของเขาให้สร้างความชั่ว สร้างกิเลสให้มันดี ในเมื่อเราหมดจากความชั่วแล้วเราก็รู้สึกว่า คนที่เขาต้องทำพลาด พูดพลาด คิดพลาดจากความดี ก็เพราะว่าไอ้จิตมันยังอยู่ภายใต้อำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง เขาจึงได้ทำแบบนั้น #ใจเราก็ให้อภัยเขาได้ ใช่ไหม ที่ให้อภัยได้เพราะอะไร เพราะว่าเราก็มานั่งดูตัวเรา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
⚜️#อัตตนา_โจทยัตตานัง #จงกล่าวโทษโจทความผิดตนเองไว้เสมอ

🌞๔.ถ้าหากเราสามารถเปลื้องกิเลสได้หมด เราก็จะรู้ตัวว่า อาการอย่างนี้ทั้งหมดน่ะ เราเคยปฏิบัติมาแล้ว ที่เราทำไปอย่างนั้นเพราะเราคิดว่ามันดี คิดว่ามันเป็นปัจจัยของความสุข แต่ว่าทำไปก็เพราะความหลงผิด เมื่อทำไปแล้วมันก็เกิดความทุกข์ เวลานี้เราพ้นแล้ว แต่เขายังเป็นอย่างนั้นอยู่ คนทั้งหลายทั้งหมดที่ทำความผิดจากคติของความเป็นจริง แทนที่จะน่าตำหนิ ก็กลายเป็นคนน่าสงสาร ใช่ไหม เพราะเขาจะไม่พ้นโทษจากเจ้านายที่หยาบคายบังคับเขา

🌞๕.นี่ก็เป็นอันว่า อันดับแรก ของบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าหวังในการปฏิบัติพระกรรมฐาน ก็หวังได้ดีจริง ๆ #ก็จงอย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น เว้นไว้แต่คนที่อยู่ร่วมกัน และบุคคลผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องคอยว่าคอยกล่าวคอยตักเตือน ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับชาวบ้านน่ะ อย่าไปยุ่งกับเขา #เขาดีมันก็เรื่องของเขา #เขาชั่วก็เรื่องของเขา #ถ้าเราประคับประคองใจของเราให้ดีใช้ได้ #อารมณ์อย่างนี้ก็ให้ทรงไว้เป็นอันดับแรก

============================
📝ที่มาข้อธรรมคำสอนจากหนังสือ
📚คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ ๒๗ หน้าที่ ๑๐๔-๑๐๕
🙏พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร ป.ธ.๔)
วัดจันทราราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี

📝👸ผู้เขียนพิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน โดย 
Apinya Wongthong 🙏  
💛๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖💛

วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

อาการเมื่อเจริญกรรมฐานมาตามแนวอานาปานสติสูตร

เมื่อเจริญกรรมฐานมาตามแนวอานาปานสติสูตร จนมั่นคงในการหายใจออกเข้ารู้ชัดกายทั้งปวง ตลอดถึงขั้นตามรู้ผรณาปีติ ปีติฉ่ำเย็น ได้แจ่มชัด ทั่วสรรพางค์กายแล้ว
.
สิ่งที่ตามมาคือการรู้ชัดซึ่งกายในกาย และเวทนาอันเนื่องด้วยกาย อาทิเช่น
.
เมื่อราคะปรากฏ ก็รู้ชัดถึงไอร้อนที่ซ่านหนัก อึดอัด คุกรุ่น กระตุ้นให้กระสัน อันซ่านโชนขึ้นมาจากเบื้องล่างของกาย
.
เมื่อโทสะปรากฏ ก็รู้ชัดถึงความอึดอัด คับข้อง แน่นตึง เคร่งเครียด เกร็งที่อก นิ่วหน้าผาก หัวคิ้วขมวด ตึงขมึงที่ใบหน้า ตลอดจนแขนขาและทั่วร่างกาย หรือหากมีคำผรุสวาทแม้ในใจ จะรู้สึกถึงการปะทุวาบ ร้อนโพลงพล่านที่หน้าผากได้อย่างแจ่มชัด
.
หรือเมื่อโมหะปรากฏ พัดพาให้ฟุ้ง ซ่านไปในราคะบ้าง โทสะบ้าง หรือมึนซึม ง่วงเคลิ้มตามกิเลสจำพวกโมหะ เวทนาทางกายและปรากฏการณ์ต่างๆ ของกายในกายจะปนเป ปั่นป่วน ผสมผเสไปตามสัดส่วน แล้วแต่อะไรจะเด่นกว่าในขณะที่กลับมาระลึกได้ เป็นต้น
.
เหล่านี้คือบาทฐานของ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตมีราคะก็รู้ว่ามีราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ชัดว่านี่โมหะ ตลอดทั้งรู้กิเลสอันเป็นลูกผสมของมันๆ ที่ปรากฏเป็นปรากฏการณ์ทางกายในกาย เป็นเวทนาทางกาย ในแต่ละขณะได้มากขึ้นๆ นั่นแล
.
หมายเหตุ : อาการซ่านระอุจากเบื้องล่างเมื่อจิตมีราคะ หากเทียบกับความรู้ด้านกายวิภาค สำหรับเพศชายก็ได้แก่ฮอร์โมนเพศ ที่แพร่จากต่อมลูกหมากขึ้นมาตามกระแสเลือดนั่นเอง

คาถาสะท้อนกลับ

"คาถาสะท้อนกลับ"
พุทโธ อะระหัง พุทธังรักษา ผู้คนทั้งหลายคิดร้ายตัวข้า อนัตตาสูญเปล่า
ธัมโม อะระหัง ธัมมังรักษา ฝูงสัตว์ทั้งหลายคิดร้ายตัวข้า อนัตตาสูญเปล่า
สังโฆ อะระหัง สังฆังรักษา ฝูงผีทั้งหลายคิดร้ายตัวข้า อนัตตาสูญเปล่า
นึกถึงพระครูบาอาจารย์หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ขอบารมีท่านช่วย
"ภาวนาเป็นประจำคนคิดร้ายแก่เราจะแพ้ภัยไปเอง"

ลูกขอกราบสักการะพระครูบาอาจารย์หลวงพ่อเทศ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ขององค์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ด้วยความนอบน้อม

วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

วงจรปฏิจจสมุปบาท

เพราะความไม่เข้าใจวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด
1. เพราะจิต หรือ ธาตุรู้ หรือวิญญาณธาตุ ถูกอวิชา คือ ความไม่รู้ ครอบงำ จึงเกิดสังขาร คือ การปรุงแต่งของจิต 
2.เมื่อเกิดสังขาร จึงเกิดวิญญาณ (ขันธ์) คือ สภาพรับรู้ของจิตผ่านทาง 6 ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
3.เมื่อเกิดวิญญาณ (ขันธ์) จึงเกิด นามรูป คือ ร่างกาย
4. เมื่อเกิดนามรูป จึงเกิด เวทนา คือ ความรู้สึกทุกข์ สุข ดีใจ พอใจ
5.เมื่อเกิดเวทนา จึงเกิด สัญญา คือ ความจำได้ ความรู้จำสิ่งที่ปรากฏได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และความรู้สึกได้ทางใจ 
6. เกิด ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา และมรณะในที่สุด 

เมื่อปฏิบัติศีล สมาธิ (อานาปานสติ) และวิปัสสนา จิต (วิญญาณธาตุ) จะแยกออกจากขันธ์ 5 จิตเกิดปัญญาเห็นว่า กาย เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ ล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่จิต เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ตามกฏไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง อนิจจังและอนัตตา หยุดวงจรวงจรปฏิจจสมุปบาท ไม่กลับมาเวียนว่าย ตายเกิดอีก คนที่ไม่ปฏิบัติจะมองไม่เห็นสิ่งนี้

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

วิธีทำน้ำมนต์

วิธีทำน้ำมนต์ และ รัตนสูตร โดย หลวงพ่อฤาษี
ท่านบอกว่าเมื่อพระอานนท์ใช้ศัพท์ว่า "ยังกิญจิ" เท่านั้นแหละ ท่านพรมน้ำไปด้วย ทำน้ำมนต์น่ะ (เขาทำน้ำมนต์ด้วยบทนี้นะ) พรมน้ำขึ้นไปเบื้องบน น้ำลอยไป ตกลงบนกระหม่อม ของอมนุษย์ทั้งหลาย คือ เปรต อสุรกาย เป็นต้น

พวกนั้นทนไม่ไหววิ่งกันพล่านไปหมด .. ( พอพวกอนุษย์ทั้งหลาย คือ เปรต อสุรกาย สัมพเวสีเป็นต้น ถูกน้ำกระทบแล้ว ทนไม่ไหววิ่งหนีพล่านไปก่อน .... อยู่ที่ต่างๆ วิ่งออกประตูนั้น ประตูนี้บ้าง ช่องว่างทั้งหลายไม่มีประตู พวกมีมันดันออกไป ได้โอกาสหนีออกไป พอคนป่วยหาย ก็ตกแต่งบ้านเมืองใหม่)

 แล้วตกลงมาบนหัวมนุษย์ทั้งหลายผู้ป่วย และบรรดาคนป่วยทั้งหลายหายโรคในทันทีทันใดนั้นเอง แล้วลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ เรื่องทำน้ำมนต์นี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ถ้าทำถูก อาศัยบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตรมีผลมาก

วิธีทำน้ำมนต์

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๐๖ ตรงกับ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๘ วันนี้เจริญกรรมฐานเวลา ๘.๓๐ น. จิตจับอนาปาฯ และปราโมทย์ในพระนิพพานเป็นอารมณ์ เมื่อภาวะจิต เข้าสู่แดนพระนิพพานพบท่านโมคคัลลาน์ และท่านกัญจายนะ แล้วเข้าไปสู่หน้าห้องๆหนึ่ง มีพระบอกว่าเป็นที่ประทับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นท่านเสด็จออกรับแล้วทรงนำบาตรมาลูกหนึ่งทรงเทน้ำเก่าในบาตรออกแล้วทรงตักน้ำใหม่ทำน้ำมนต์ คิดว่าท่านจะรดน้ำมนต์ให้ แต่ความจริงกลายเป็นท่านสอนทำน้ำมนต์โปรดคน น้ำมนต์ที่ทำ ห้ามเรียกค่าจ้างรางวัล ให้สงเคราะห์ด้วยอำนาจเมตตา แม้แต่ดอกไม้ธูปเทียนก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น ถ้าเขามีหรือหามาง่าย ก็ให้จัดหามา ถ้ายากก็ไม่ต้อง

ให้เอาน้ำใส่บาตรแล้วเพ่งจิตลงสู่ก้นบาตร ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ในอดีตทั้งหมด แล้วสวด อิติปิโสฯลฯ ทั้งสามห้อง ขณะสวดให้เพ่งจิตลงก้นบาตรแล้วอธิษฐานว่า "ขอให้กระแสน้ำนี้จงซาบซ่านไปทั่ววรกาย กำจัดโรคาพยาธิของมนุษย์ทั้งหลายและสัตว์ให้หายโดยฉับพลัน" แล้วว่า อิติปิโสฯลฯ ต่อไปอีกหลายจบก็ได้ตามความพอใจ เมื่อพอใจแล้วอธิษฐานตามเดิมอีกครั้ง เอามือวนรอบบาตรว่า อิติปิโสฯลฯ ห้องต้น วนครบ ๑ รอบ ห้องสอง วนอีก ๑ รอบ ห้องสาม วนอีก ๑ รอบ เป็นอันเสร็จพิธี

น้ำมนต์พระพุทธเจ้า

เวลานี้ได้ยินข่าวบอกมีพระบางวัด เวลาที่ญาติโยมพุทธบริษัทไปหา เขาบอกว่าเป็นงานศพ ออกมาพูด ๒ องค์ ๓ องค์ ก็มาโจมตีเรื่องเชื่อน้ำมงน้ำมนต์ เป็นต้น

อันที่จริง พระเราทำอย่างนั้นมันก็ไม่ถูก ต้องศึกษากำลังใจคนเสียก่อน กำลังใจคนน่ะอยู่ระดับไหน และก็น้ำมนต์มันไร้ผลหรือเปล่า ไอ้ที่เขามีผลมันก็มี ที่ทำกันเลอะเทอะไร้ผลก็มี ก็รวมความว่า คนติน้ำมนต์ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความไม่รอบคอบ จะขอนำเรื่องน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้ามาเล่าสู่ท่านฟังสักเรื่องหนึ่ง

ในพระธรรมบทภาคที่ ๗ ท่านกล่าวว่าเป็นเรื่องบุพกรรมของพระพุทธเจ้าเอง พระพุทธเจ้าทรงสั่งให้พระอานนท์ทำน้ำมนต์ จะได้รู้กันว่าการทำน้ำมนต์พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งให้พระอานนท์ทำ และพระอานนท์เป็นพุทธอนุชาด้วย (เป็นน้องชาย) และเป็นพุทธอุปฐาก เป็นที่อุปถัมภ์เหมือนเงาตามตัวพระพุทธเจ้า ถ้าน้ำมนต์ไม่ดี ถ้าพระอานนท์ไปทำเข้า พระพุทธเจ้าต้องเล่นงานแน่

แต่ทว่าในเรื่องนี้คาถาที่ทำน้ำมนต์ พระพุทธเจ้าบอกให้พระอานนท์ศึกษา เมื่อพระอานนท์เรียนไปแล้วก็ไปทำน้ำมนต์ ก็เป็นอันว่า คนที่ด่าคนทำน้ำมนต์ก็ถือว่าคนนั้นก็ด่า พระพุทธเจ้าด้วย คนที่ด่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่สาวกของพระองค์ คำว่า สาวก หมายความว่า ผู้รับฟัง คือคนไม่ใช่คนของพระพุทธเจ้านั่นเองถือว่าเป็นคนของเดียรถีย์

วันนี้อาจจะพูดแรงไปนิดหนึ่งก็ต้องขออภัย พูดให้พวกเราสู่กันฟังนี่เป็นเรื่องของภายใน จะสุ่มสี่ สุ่มห้า พูดส่งเดชไปมันจะลงนรก ท่านที่ปฏิบัติพระกรรมฐานได้แล้วไปดูเสียบ้าง ว่าคนที่พูดไม่ค่อยดูเหนือดูใต้ประเภทนี้เขาไปอยู่ขุมไหนกัน

เนื้อความก็มีอยู่ว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบุพกรรมของพระองค์เองจึงได้ตรัสพระธรรมเทศนาอันนี้ ในสมัยหนึ่ง ณ เมือง ไพสาลี ซึ่งมีอณาจักรติดต่อกับกรุงราชคฤห์มหานคร เวลานั้นเมืองไพสาลีเกิดโรคร้ายขึ้น โรคอันดับแรกคือ ความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และก็เกิดโรค คนก็อด โรคก็มาก ร้อนก็ร้อน ความจริงเมืองไพสาลีกับเมืองราชคฤห์นี่อยู่ใกล้กัน เขตนี้ถ้าร้อนก็ร้อนน่าดู ไปมาแล้ว เกือบจะทนไม่ไหว 

ก็เป็นอันว่าคนก็เจ็บป่วยตายกันเป็นแถวๆ อันดับแรกโรคก็เกิดก่อน ไอ้ความไข้มีเข้ามาร่างกายทรุดโทรมอากาศไม่ดี โรคอื่นก็เข้ามาแทรก หนักๆเข้าก็อหิวาตกโรคก็มา เรื่องอหิวาตกโลกนี่ ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

อหิ นี่เขาแปลว่า งู
วาต นี่เขาแปลว่า ลม
โรคะ นี่เขาแปลว่า การเสียดแทง

ฉะนั้นคำว่าอหิวาตกโรคเนี่ยเขาแปลว่า โรคหรืออาการเสียดแทงมาจากลม ลมที่มีพิษเหมือนงู ฉะนั้นคนที่เป็นอหิวาต์ตายเร็วเหมือนคนถูกพิษงูกัด เวลานั้นการแพทย์ก็ดี แต่ทว่ามันไม่ทันถึงวาระที่คนจะตาย ก็ตายกันเกลื่อนฝังกันไม่ทัน ทิ้งหมักหมมกัน โรคอื่นก็เข้ามาแทรก พวกอมนุษย์ คือพวกอสุรกายบ้าง พวกเปตร พวกอะไรบ้างก็เข้ามายื้อแย่งศพกิน ก็หมักหมมกันมากคนตายหนัก อาการตายเมื่อมากอย่างนั้นจริงๆพวกชาวบ้านเขาก็โทษพระราชา

ความจริงพระราชานี่เป็นกระโถนท้องพระโรงจริงๆ ท่าก็อยู่เฉยๆ ท่านก็ทำความดีทุกอย่าง แต่ชาวบ้านก็โทษว่า ๗ รัชกาลมาแล้ว ไม่เคยมีโรคอย่างนี้เลย แต่มารัชการนี้เป็นรัชกาลที่ ๘ นั่นก็หมายความว่า เขาปกครองราชสมบัติเป็นพระราชาถึง ๗,๐๐๐ องค์มั้ง มันมากด้วยกันไม่รู้กี่องค์ ขี้เกียจจำมา นับว่าเป็นพันๆองค์ในเมืองนี้ เขาไม่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร บ้านเมืองมีแต่ความสุข

แต่ว่าคนทราบว่าตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง ๗ ในช่วงหลังไม่เคยมีโรคร้ายอย่างนี้แต่พอรัชกาลที่ ๘ เข้ามา โรคหนักจริงๆ เขาเลยโทษพระราชา ว่าพระราขาไม่ทรงธรรมพระราชาท่านก็ดีแสนดี จึงประชุมอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ปุโรหิตที่มีความรู้ด้านต่างๆให้สอบสวนความประพฤติของพระองค์ ว่าความประพฤติของพระองค์มันไม่ดีตรงไหนบ้าง บกพร่องตรงไหนบ้างขอให้ชี้แจงออกมา ถ้ามีอะไรไม่ดีก็ทรงยอมรับผิด

บรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่านั้นก็พิจารณาเห็นแล้วว่าพระองค์ทรงทำดีทุกอย่าง อยู่ในศีลธรรมทุกอย่าง ท่านบอกว่าเวลานั้นเกิดโรคขึ้น ๓ ประการคือ

๑. ภัยเกิดจากอาหาร อาหารมันหายากจนไม่มีอะไรจะกิน
๒. ภัยเกิดจากอมนุษย์ คือพวกผี พวกเปรต พวกอสุรกาย
๓. ภัยเกิดจากโรค ที่มันเกิดขึ้นเพราะอากาสไม่ดี

ในเมื่อทุกคนเห็นว่าพระราชาดีก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า "ความผิดของพระองค์ไม่มีพระเจ้าค่ะ"
พระองค์จึงได้ปรึกษาว่า "ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงดี เอายังไงกันแน่ โรคจึงจะบรรเทา"
บรรดาลูกศิษย์ของอาจารย์ทั้ง ๖ เป็นพวกเดียรถีย์บอกว่า "ถ้าไปนำอาจารย์ทั้ง ๖ มา อาจารย์ทั้ง ๖ มีฤทธ์มาก มีบุญญาธิการมาก โรคอย่างนี้จะหาย"

แต่ทว่าเวลานั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกใหม่ๆ หมายความว่าใหม่เอี่ยมเลย ข้าไปอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ประมาณ ๑ ปีเห็นจะไม่ครบดีเป็นเวลาจวนที่จะเข้าพรรษา ก็หมายความว่า เข้าปีที่ ๒ บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญานเป็นปีที่ ๒ ก็มีคนที่ทราบข่าวพระพุทธเจ้า ก็บอกว่า

"เวลานี้พระพุทธเจ้าได้ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ขอให้ไปนิมนต์พระพุทธเจ้ามาที่นี่ โรคภัยไข้เจ็บมันจะหาย ภัยอันตรายต่างๆ มันจะหมดไป"

ในที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าเห็นด้วย อาจารย์ทั้ง ๖ มีมานานแล้วโรคภัยมันก็มี แต่ว่า สมเด็จพระชินสีห์ คือพระพุทธเจ้าเราใฝ่ฝันกันมานาน ใครก็พูดถึงพระพุทธเจ้า แต่ไม่เคยพบพระพุทธเจ้าจริงๆ สักที เวลานี้พบพระพุทธเจ้าจริงแล้ว

ขณะที่ปรึกษากันอยู่นั่นก็มี พระเจ้าลิจฉวี องค์หนึ่งท่านประทับอยู่ด้วย พระเจ้าลิจฉวีองค์นี้ไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าพร้อมกับ พระเจ้าพิมพิสาร ในวันที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารเข้ามากรุงราชคฤห์เป็นครั้งแรก และเวลานั้นพระเจ้าพิมพิสารกับบรรดาพุทธบริษัทเป็นพระโสดาบันกันเป็นแถวๆ พระเจ้าลิจฉวีองค์นี้ก็เป็นพระโสดาบันด้วย ในเมื่อเขาพูดถึงพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงยืนยันว่าพระพุทธเจ้ามีความดีจริง ถ้าพระพุทธเจ้ามาในที่นี้โรคนี้มันจะหาย

ความจริงโรคร้ายที่เบียดเบียนร่างกายมันเป็นของธรรมดา มันเป็นโรคมาใหม่ แต่โรคร้ายที่สุดที่ประจำใจคือ ความเลวของจิตมันจะหายไปด้วย

ทุกคนก็ตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นต้องให้พระเจ้าลิจฉวีองค์นี้กับลูกชายของปุโรหิตไปนิมนต์พระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์มหานคร เมื่อท่านรับอนุมัติเขาส่งไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร

ความจริงท่านเป็นเพื่อนกัน เอาเครื่องบรรณาการไปมอบให้แก่พระเจ้าพิมพิสารไปถวายมีคนเขาบอกว่ามีความต้องการอยากจะได้พระพุทธเจ้าไปสงเคราะห์ที่เมืองไพสาลีเพราะเวลานี้คนตายกันมากฝังก็ไม่ทัน เผาก็ไม่ทัน

พระเจ้าพิมพิสารก็บอกว่า "พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในอำนาจของกระผม ผมเองก็เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะทรงเสด็จไป หรือไม่เสด็จไปเป็นเรื่องของท่านที่ต้องไปกราบทูลเอง จะเอาเครื่องบรรณาการ เครื่องกำนัล เครื่องผู้ใหญ่บ้านอะไรก็ตาม ผมรับไม่ได้ ทางที่ดีไปนิมนต์เอง"

พระเจ้าลิจฉวีกับลูกชายของปุโรหิตก็ไปกราบทูลสมเด็จพระศาสดาให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงทราบก็พิจารณาดูตามอำนาจพระพุทธญาน ก็ทรงทราบว่า ถ้าตถาคตไปที่นั่น (นึกในใจนะ) ไปถึงแล้วฝนจะตกหนัก จะชะสิ่งโสโครกทั้งหมด ให้ไหลลงแม่น้ำคงคา ความสะอาดของพื้นที่จะเกิดขึ้น

๑.โรคจะบางเพราะความสกปรกเริ่มหายไป
๒.ถ้าเราแสดงพระธรรมเทศนารัตนสูตร คือ ยานีธะภูตา ฯลฯ ในเจ็ดตำนาน ผลจะเกิดมหันต์ ให้คนเข้าอยู่ในไตรสรณาคมน์ อยู่ในศีล ๕ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะมีความสุขกันคือไม่เบียดเบียนกันโดยทางกาย ไม่ฆ่ากันบ้าง ไม่เบียดเบียนทำร้ายกันบ้าง ไม่รักไม่ขโมยกัน ไม่แย่งคนรักกัน ไม่โกหกมดเท็จ ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล ไม่นินทาชาวบ้าน และก็ไม่เมาเกินไป อันนี้เมืองไพสาลีจะมีความสุขยิ่งกว่าเดิม แต่ว่าจะให้หมดไปทีเดียวไม่ได้เพราะว่าความเลวของมันมีอยู่

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธญานก็ทรงรับว่า "ตถาคตจะไป"

ต่อมาเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ ก็เข้าไปกราบทูลสมเด็จพระจอมไตรว่า "จะเสด็จไปเมืองไพสาลีหรือพระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ไป จะไปสงเคราะห์ แต่ว่าจะไปไม่นานจะต้องกลับมาเข้าพรรษาที่พระเวฬุวัน เวลานี้ก็เหลือเวลาอีก ๑๐ วันจะเข้าพรรษา"
พระเจ้าพิมพิสารจึงกราบทูลว่า"ก่อนที่พระองค์จะเสด็จไป รอข้าพระพุทธเจ้าก่อน ขอปรับพื้นที่ให้ดีเสียก่อน พื้นที่ยังไม่ราบเรียบ"
จึงทรงสั่งให้พนักงานปรับพื้นที่ให้เรียบดำเนินสะดวกๆ สำหรับพระพุทธเจ้ากับบรรดาพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ระยะทางสิ้นทางไกล ๕ โยชน์ และก็จัดดอกไม้ ๕ สี โปรยปรายไปที่ทางสูงแค่เข่า เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า เมื่อเสร็จแล้วก็กราบทูลให้เสด็จพระดำเนิน

เวลานั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ ก็เอาร่มฉัตร ๒ ชั้นกั้นให้พระพุทธเจ้า ฉัตรชั้นเดียวกันให้พระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ๑ รูปต่อฉัตร ๑ คัน หลังจากนั้นไปถึงแม่น้ำแล้วต้องข้ามฟาก ก็เอาเรือ ๒ ลำเข้ามาเทียบกัน ทำเป็นเรือกัญญา ประดับประดาสวยงาม สำหรับเรือพระพุทธเจ้า นี่ประดับประดาสวยงาม

พระเจ้าพิมพิสารไปส่งเรือถึงน้ำแค่คอ เรือถอยออกไป ท่านก็เดิตามเรือไป มือพนมไปไหว้พระพุทธเจ้า ลงทั้งเครื่องทรงไม่ใช่มีแต่ผ้าขาวม้า น้ำแค่คอก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "ถ้าพระองค์ยังไม่เสด็จกลับเพียงใด ข้าพระพุทธเจ้าก็จะคอยพระองค์อยู่ที่นี้จนกว่าเสด็จกลับ"

พระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จทางเรือสิ้นระยะทาง ๓ โยชน์ แล้วก็ทรงขึ้นฝั่ง ทางฝั่งโน้นก็เช่นกัน เมื่อทราบว่าพระเจ้าพิมพิสารทำอย่างนั้น พระราชาเมืองไพสาลีก็ลงมารับน้ำแค่คอเหมือนกัน จัดที่ให้เรียบเป็นทางระยะ ๓ โยชน์ ถึงเมืองแล้วก็เอาดอกไม้โปรยปรายด้วยเช่นเดียวกัน แต่ว่าทางโน้นจัดหนัก ของพระพุทธเจ้าฝั่งนี้จัดฉัตร ๒ ชั้น ทางฝั่งโน้นจัดฉัตร ๔ ชั้นรับพระพุทธเจ้า ฝั่งพระเจ้าพิมพิสารจัดร่ม ๑ ชั้นกับบรรดาพระสงฆ์ แต่ฝั่งโน้นเอาร่ม ๒ ชั้นทำเกยกัน

พอพระพุทธเจ้าทรงเหยียบพื้นดินฝั่งโน้นของเมืองไพสาลี มหาเมฆใหญ่ตั้งขึ้นฝนตกหนักนับเป็นชั่วโมงๆ นาบางแห่งน้ำท่วมแค่เข้าบ้าง บางแห่งท่วมแค่อก น้ำพัดพาเอาสิ่งโสโครกต่างๆลงในแม่น้ำคงคาทำให้บ้านเมืองสะอาดไปอีเยอะ ทำให้สิ่งปฏิกูลไหลลงแม่น้ำคงคาหมด ส่วนเลอะเทอะต่างก็ไหลมาตาม ส่วนพื้นดินก็สะอาด ความชุ่มชื้นก็ปรากฏ คนก็เริ่มมีความสบายเพราะฝนไม่ตกมานาน

ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงเสด็จเข้าเมืองไพสาลี เข้าไปในเขตพระราชฐาน แล้วองค์สมเด็จพระประทีบแก้ว ก็ทรงเรียกพระอานนท์ว่า

"อานันทะ ดูก่อนอานนท์ จงมานี่ เธอจงเรียนรัตนสูตร เรียนรัตนสูตรอันนี้ไปแล้วก็เดินบริกรรมรอบๆ เขตของเมืองไพสาลีทั้ง ๔ ทิศ"

พระอานนท์เรียนรัตนสูตรแล้วหลังจากนั้นก็เอาบาตรขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วใส่น้ำ เริ่มทำน้ำมนต์

วิธีการทำน้ำมนต์ของพระอานนท์ ก็คือ

อาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้า ๓๐ ทัศ คือ บารมีปกติ ที่เรียกว่า บารมีเฉยๆ ๑๐ ทัศ อุปบารมี ๑๐ ทัศ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศ และก็ความดีของพระพุทธเจ้าอันหนึ่งคือ มหาบริจาค ๕ ประการ และก็ จริยา ๓ ประการ คือ

๑.โลกัตถจริยา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่โลก
๒.ญาตัตถจริยา ที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่พระญาติ
๓.พุทธัตถจริยา คือทรงบำเพ็ญประโยชน์ในฐานะที่ทรงเป็นพระพุทธเจ้า คือสอนให้คนบรรลุมรรคผล
และการอารธนาความดีขององค์สมเด็จพระชินสีห์ ในการก้าวเข้าสู่พระครรภ์ในภพสุดท้ายและความดีของการประสูติ ความดีในการเสด็จออกมหาภิเนษภรมภ์ของพระพุทธเจ้า

และพระพุทธเจ้าทรงทำความเพียรถึง ๖ ปี ต่อมาความดีของพระองค์บารมีช่วยให้ชนะมาร ตลอดจนอาราธนาความดีที่แทงตลอดเพื่อพระสัพพัญญุตญาน เหนือบัลลังค์ต้นโพธิ์เป็นพระอรหันต์ การยังธรรมจักรที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่ปัญจวคีย์ ฤาษีทั้ง ๕ ให้เป็นไปในโลก และ ก็อาราธนา โลกุตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ได้แก่

โสดาปัตติมรรค
สกิทาคามิมรรค
อนาคามิมรรค
อรหันตมรรค
พระโสดาปัตติผล
สกิทาคามิผล
อนาคามิผล
อรหันตผล
และ นิพพาน อีก ๑ เป็น ๙

หลังจากอาราธนาพระบารมีทั้งหมดเสร็จ พระอานนท์ก็เข้าไปยังเขตของเมืองในพระนครเที่ยวทำพระปริตร คือสูตร ยานีธะ ภูตา ฯลฯ เรื่อยไปในกำแพงทั้ง ๓ ด้าน คือเดินกำแพง ๓ ด้านตลอด ๓ ยามในราตรีนั้น เดินไปเดินไปก็สวดรัตนสูตร ยานีธะ ภูตาฯลฯ และท่านบอกว่าเมื่อพระอานนท์ใช้ศัพท์ว่า "ยังกิญจิ" เท่านั้นแหละ ท่านพรมน้ำไปด้วย ทำน้ำมนต์น่ะ (เขาทำน้ำมนต์ด้วยบทนี้นะ) พรมน้ำขึ้นไปเบื้องบน ตกลงบนกระหม่อม ของอมนุษย์ คือ เปรต อสุรกาย เป็นต้น

พวกนั้นทนไม่ไหววิ่งกันพล่านไปหมด แล้วตกลงมาบนหัวมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ป่วยและบรรดาคนป่วยทั้งหลายหายโรคในทันทีทันใดนั้นเอง แล้วลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ เรื่องทำน้ำมนต์นี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ถ้าทำถูก อาศัยบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตรมีผลมาก

จาก หนังสือสมบัติพ่อให้
โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษี ลิงดำ)

เสกวัตถุให้ขลังง่ายนิดเดียว

" ...คนมานิมนต์เราไปนั่งปรกนั่งเสกมีประจำ เราก็ไม่ค่อยได้ไป เสกวัตถุให้ขลังง่ายนิดเดียวคนมีสมาธิจิตดีๆ เพียงชั่วเวลาแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ก็ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องไปเสกทีเป็นชั่วโมงๆ เป็นเดือน เป็นปีหรอก บางทีที่ไปก็เพื่อกำลังใจเขา .....
.
ไปเสกสู้ไปสอนไม่ได้ เสกน่ะง่ายนิดเดียว แต่สอนคนให้หลุดพ้นนี่สิยากกว่า
.
เราจึงชอบไปสอนมากกว่า แม้ในที่นั้นจะมีอยู่สัก 2-3 คน หนทางจะไกล แต่ปรารถนาในธรรม เราก็อยากไป .....
.
สอนคนให้หลุดพ้นได้วิเศษอัศจรรย์ยิ่งกว่าเสกพระวัตถุมงคลให้วิเศษศักดิ์สิทธิ์เป็น1000 ๆ เท่า
.
กว่าจะตะเกียกตะกายมาเป็นมนุษย์กันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาก็สั้นนิดเดียว อย่ามัวเพลิดเพลินหลงไหลให้กิเลสมันหลอก สร้างภพสร้างชาติไม่จบไม่สิ้น"
.
.
โอวาทธรรม #หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
.
.
#คณะศิษย์หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร

การปฏิบัติธรรมการภาวนาจะต้องนั่งสมาธิทำอานาปนสติ

#อานาปนสติ เป็นสุดยอดกรรมฐานที่พลิกไปทำได้หลายอย่าง สามารถเป็นได้ทั้ง สมถะและวิปัสสนา สามารถพัฒนาจนถึงสมาธิระดับอุปจาระสมาธิแล้วต่อยอดเข้าฌาน1ไปถึงฌาน8เลยก็ได้ พลิกไปเล่นกสิณก็ได้ พลิกไปเล่นอภิญญาก็ได้
>> ถ้าจะทำสมถะจากอานาปนสติ เช่น การเอาจิตไปเพ่งจับอยู่กับลม , การที่รู้สึกว่าร่างกายกำลังหายใจ ร่างกายกำลังหายใจออก
>> ถ้าจะทำวิปัสสนาจากอานาปนสติ เช่น ( 1 ) ถ้าดูร่างกาย ก็เห็นร่างกายที่หายใจเข้าเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เห็นร่างกายที่กำลังออกเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป ( 2 ) ถ้าดูจิต ก็คือรู้ทันจิต เวลาจิตไหลไปคิดก็รู้ เวลาจิตไหลมาเพ่งที่ลมหายใจก็รู้ เวลาจิตเคลื่อนไปเพ่งอะไรก็รู้
>> ถ้าจะเล่นกสิณจากการทำอานาปนสติ เช่น การที่จิตไปเพ่งจับลม ตรงนี้เรียกว่ากสิณลม , การที่จิตไปเพ่งช่องวางในโพรงจมูก ตรงนี้เรียกว่ากสิณช่องว่าง , การที่จิตไปรู้ที่เนื้อของจมูกที่กระทบลมหายใจ ตรงนี้เรียกว่ากสิณดิน , การที่จิตไปรู้ถึงอุณหภูมิของลมหายใจที่เข้าและออก ตรงนี้เรียกว่ากสิณไฟ , การที่จิตรู้การหายใจเข้าหายใจออกจนลมหยุดระงับที่ปลายจมูกจนกลายเป็นแสงสว่าง ตรงนี้เรียกว่ากสิณแสงสว่าง
>> หรือถ้าคนที่ชำนาญในกสิณ ชำนาญในการเข้าฌาน ก็พลิกไปฝึกฤทธิ์ฝึกอภิญญาได้

>> การเพ่งลมหายใจหรือเพ่งอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเข้าใจว่าเป็นการทำสมถะแบบนี้ถูก แต่ถ้าเพ่งลมหายใจแล้วคิดว่าสิ่งที่กำลังทำคือวิปัสสนาแบบนี้ผิด การเอาจิตไปเพ่งจดจ่ออยู่กับลมหายใจอย่างเดียวเป็นสมถะ มันเป็นการข่มกิเลสสงบจากกิเลสได้ชั่วคราว ไม่ได้เกิดปัญญาลดละกิเลสไม่ได้เลย ถ้าทั้งชีวิตฝึกแค่เอาจิตไปเพ่งลมหายใจก็จะได้แค่นี้ ได้แค่สมถะ
*การที่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมการภาวนาจะต้องนั่งสมาธิทำอานาปนสติอย่างเดียวเท่านั้น เป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนท่านแจกแจงไว้ถึง 4 อย่าง คือ สติปัฏฐาน 4 ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอานาปนสติอย่างเดียว อย่างอื่นก็ทำได้ ถ้ารู้หลัก

https://www.facebook.com/100000306668026/posts/6560527177300773/?mibextid=aE13LE

จิตเดิมแท้

" อาตมาเคยสมมติให้ฟัง อันตัวคิดนั้นคล้ายๆแม่เหล็ก แม่เหล็กนี่เอาลากไปจูงไป เศษเหล็กมันติดเอาหมด ติดกับแม่เหล็กนั้นไป ตัวคิดแวบเข้าแวบออกนี่เป็นแม่เหล็ก มันจะไปจับเอาอารมณ์นั้น อารมณ์นี้มาปรุง เราจึงไม่เห็นจิตใจนี้สักทีในเรา

      พวกเว่ยหล่าง พวกเซน เขาเรียกจิตเดิม จิตเดิมแท้ นี่เราไม่เห็น เราไม่เห็นตัวจิตใจแท้ ตัวชีวิตของเราแท้ ๆ คือ ธรรมะ ธรรมะกับชีวิตมันเป็นอันเดียวกันก็ว่าได้ คล้ายๆกันก็ว่าได้ มันไม่ทุกข์กับใครตัวที่ทำให้เราทุกข์อยู่นี่ไม่ใช่ใจเรา"

                            หลวงพ่อเทียน
          (จากหนังสือการปฏิบัติกรรมฐาน ทางลัด
                               ทางหลุดพ้น)

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

อดีตชาติหลวงพ่อฤาษี 13 ชาติ

อดีตชาติหลวงพ่อฤาษี 13 ชาติที่เกิดตั้งแต่สมัยโยนกนคร จนถึงรัตนโกสินทร์ ลงมาเกิดเพื่อรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น และเพื่อช่วยเหลือคนไทย และช่วยให้พระพุทธศาสนามีอายุครบ 5000 ปี
เรื่อง อดีตชาติหลวงพ่อฤาษี 13 ชาติที่เกิดตั้งแต่สมัยโยนกนคร จนถึงรัตนโกสินทร์ ลงมาเกิดเพื่อรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น และเพื่อช่วยเหลือคนไทย และช่วยให้พระพุทธศาสนามีอายุครบ 5000 ปี
นี้ 
ผมอ่านพบข้อมูลจาก กลุ่มพุทธภูมิ ซึ่งนำข้อมูลมาจาก คุณปานิสรา ศิลางาม ซึ่งย่อตอนนี้มาได้กระชับดีมาก เข้าใจง่าย ถ้าท่านใดต้องการอ่านฉบับเต็ม ผมลงเพจที่จะค้นหาไว้ให้แล้วในตอนท้าย
เนื้อหามีอยู่ว่า

นำเรื่องราวของ หลวงพ่อวัดท่าซุง ในการเกิด 13 วาระตั้งแต่สมัยโยนกนคร จนถึงรัตนโกสินทร์ ลงมาเกิดเพื่อรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น และเพื่อช่วยเหลือคนไทย และช่วยให้พระพุทธศาสนามีอายุครบ 5000 ปี ตามพุทธทำนาย ถ้าอยากอ่านให้ครบก็ไปหา หนังสือเรื่องจริงอิงนิทานพิเศษมาอ่าน หลวงพ่อพูดได้ละเอียดและลึกซึ้งกว่านี้มาก อันนี้เราบอกคร่าวๆนะ เกิดเป็นใครบ้างก็ลองอ่านดู

#วาระที่ 1 เกิดเป็นพระเจ้ามังราย รัชกาลที่ 2 แห่งโยนกนคร เป็นลูกชายพระเจ้าอชุตราช ในชาตินั้นท่านเป็นผู้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่ดอยตุง โดยการนำมาของพระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ 

#วาระที่ 2 เกิดสมัยโยนก เป็นเณรน้อยอายุ 7 ปีทรงฌานสมาบัติ แต่ได้ถูกขอมดำกระทำย่ำยี เวลานั้นขอมดำมายึดเมืองโยนกนครได้แล้ว แล้วทำการกดขี่ข่มเหงรังแกคนไทย
เณรจึงเข้าฌานสมาบัติ ตั้งจิตอธิษฐานว่า เกิดคราวหน้าขอให้ได้เกิดมาเป็นคนไทย และได้ช่วยคนไทยทุกแง่ทุกมุม
มิไม่ใช่เฉพาะการรบ การเศรษฐกิจ การปกครอง แม้แต่การรบทุกอย่างให้ครบถ้วน ให้คนไทยพ้นจากความเป็นทาส "พอตั้งจิตอธิษฐานก็ไม่ถอนจากฌานสมาบัติ ก็นั่งทรงฌานอย่างนั้นจนตาย แล้วไปเกิดเป็นพรหม ชั้นที่ 11

#การเกิดครั้งที่3 หลังจากตายจากเณรน้อย ไปเป็นพรหมชั้นที่11ได้เพียง1ปีเศษ ก็ลงมาเกิดเป็น "พระเจ้าพรหม มหาราช" เป็นโอรสของพระเจ้าพังคราช รัชกาลที่ 37 ในสมัยโยนกนคร มีพี่ชายชื่อทุกภิขะ( บริเวณพระธาตุจอมกิตติ ดอยตุง เป็นเขตเมืองโยนกนคร) เกิดพร้อมสหชาติที่เป็นพรหม เทวดา ลงมาเกิดพร้อมกัน 250คน ทั้ง250คน เกิดเป็นผู้ชายทั้งหมด พรหมอีกองค์นึงเกิดเป็นช้างประกายแก้ว ช้างคู่บารมีพระเจ้าพรหม ลงมาเกิดเพื่อกู้ชาติให้พ้นความเป็นทาสจากขอมดำ และทำสำเร็จด้วย ทุกวันนี้วันอาสาฬหบูชาที่วัดท่าซุงก็มีการแห่ชัยชนะพระเจ้าพรหมทุกๆปี

#การเกิดในวาระที่4 หลังจากที่ตายจากการเป็นพระเจ้าพรหมสมัยโยนก แล้วเข้าฌาณตาย กลับไปเป็นพรหม เวลาผ่านไปอีก 800 ปีลงมาเกิดเป็นพระร่วงโรจนฤทธิ์ ตอนเด็กมีนามว่าอรุณกุมาร เป็นผู้ที่มีฤทธิ์มาก มีวิชาอาคม มีวาจาสิทธิ์ สามารถเสกขอมให้เป็นหินได้ และขยายอาณาเขตของประเทศไทย (ตอนนั้นยังไม่เป็นเทศไทย )กว้างใหญ่ไพศาล ยึดมอญ พม่าขอมไว้ได้หมด อาณาจักรยาวเหยียด เวลานั้นคือก่อนเมืองสุโขทัย 700 ปีเศษ ก่อนหน้าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ 700ประมาณปีเศษ

#วาระที่5 เกิดเป็น"พ่อขุนศรีเมืองมาน"( เป็นพ่อของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แห่งอณาจักรสุโขทัย)
ตายจากพระร่วงโรจนฤทธิ์ก็เข้าฌานตาย กลับไปเป็นพรหมเช่นเดิม กลับมาเกิดวาระที่5 เป็นพ่อขุนศรีเมืองมาน มีสหชาติเกิดมาด้วยคือ พ่อขุนน้าวนําถม
ลงมาช่วยกู้ชาติไทยจากขอมดำ ขยายอาณาเขตประเทศไทยไปถึงสิงคโปร์ มีภรรยาชื่อพรรณวดีศรีโสภาศ เป็นเมียเอก และมีเมียราษฏร์อีก 29 คน พอเมียเอกตาย ก็บวชไม่สึกอีกเลย เข้าฌานตายแล้วไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม

#วาระที่6 "ขุนหลวงพระงั่ว" รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาคนไทยเกิดแบ่งเป็น 2 พวก จึงต้องลงมาเกิดเพื่อรวมไทยให้เป็น1
เดียว ลงมาเกิดในราชวงศ์อู่ทอง เป็น"ขุนหลวงพระงั่ว" มาปลุกจิตสำนึกคนไทยให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ จึงนิมนต์พระสงฆ์มาร่าง"ไตรภูมิพระร่วง
ไตรภูมิพระร่วง พระร่วงไม่ได้ทำ
ท่านเป็นเพียงแต่ศาสนูปถัมภ์
ไตรภูมิพระร่วง เป็นการร่วมมือกันระหว่างสุโขทัยและกรุงศรี 
และยังได้ร่วมกันสร้างพระพุทธชินราชพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศากยมุนีขึ้นมาเป็นมิ่งขวัญของเมืองไทย เป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่าประเทศไทยจะทรงตัวได้ด้วยเหตุ 3 อย่างด้วยกัน
คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
พระพุทธชินราช หมายถึง พระมหากษัตริย์
พระพุทธชินสีห์ หมายถึง พระศาสนา
พระศากยมุนี หมายถึง ชาติ
การสร้างครั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของท้าวโกสีย์สักกะเทวราชให้พระวิษณุกรรมมาช่วย ขุนหลวงพระงั่วได้มารวมสุโขทัยกับอยุธยาเป็นประเทศเดียวกัน

#เกิดวาระที่7 ต่อมาลงมาเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงศรีฯ ครั้งนี้เป็นลูกชาวบ้าน แต่เป็นลูกมหาเศรษฐี มีแม่ชื่อปิ่นทอง พ่อชื่อกองแก้ว ท่านเองเป็นลูกชายชื่ออำไพ ลงมาช่วยคน ให้เงินให้ทอง ให้ที่ทำกิน ช่วยการเกษตร ช่วยทุกสิ่งทุกอย่าง ให้การศึกษา จนคนไทยเป็นปึกแผ่นแน่นหนาพอ ประชาชนมีความสุข และท่านก็ตายไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม

#วาระที่ 8 เกิดมาในตระกูลของแม่ทัพสมเด็จพระพันวสา คือสมเด็จพระอินทราธิราช มีนามว่า "ขุนไกร" (#ขุนแผน) เป็นอันว่าชาตินี้ขุนแผนต้องรวบรวมไทยอาศัยที่มีวิชาการมาก เป็นนักรบเก่ง
ล่องหนหายตัวได้ สะเดาะกลอนได้
ทำหุ่นพยนต์ได้ ทำอะไรได้แปลกๆ
การยกทัพไปก็ไม่ต้องใช้กำลังคนมาก
ก็สามารถจะสู้ข้าศึกได้
#วาระที่ 9 เกิดมาเป็นลูกกษัตริย์ มีนามว่าพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อพระบรมไตรโลกนาสวรรนคตก็ไปเป็นพรหมตามเดิมไม่ช้าไม่นานก็ต้องเสด็จลงมาเกิดอีก

#วาระที่10 เกิดสมัยพระนารายณ์ ท่านลงมาเกิดเป็น"ขุนเหล็ก"
หรือพระยาโกษาเหล็ก เกิดควบคู่กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นเพื่อนเล่นกัน ขุนเหล็กมีน้องชายชื่อว่าขุนปาน หรือพระยาโกษาปาน ทั้งสองพระองค์ เป็นที่ไว้วางใจของสมเด็จพระนารายณ์มาก 
#บั้นปลายชีวิตลากิจราชการไปจำศีลเจริญภาวนาวิปัสสนาญาณ ให้ทาน ตายจากเจ้าพระยาโกษาเหล็ก ก็เข้าฌานกลับไปเป็นพรหมตามเดิม
(#ท่านไม่ได้ตายตามประวัติศาสตร์เขียนไว้หรอกนะ)

#วาระที่11 ลงมาเกิดมาเป็นขุนดาบคู่ใจของพระเจ้าตากสินมหาราช คือพระยาศรีสิทธิสงคราม อยู่ในกองทัพหลวงประจำองค์พระเจ้าตากสินมหาราชสมัยกรุงธนบุรี
ก่อนกรุงศรีจะแตก เป็นกำนันจัน ชื่อว่า 
#จันหนวดเขี้ยว เป็นที่รักของประชาชน
ต่อมาค่ายบางระจันแตก 
#นายจันหนวดเขี้ยวไม่ได้ตายไปตามประวัติศาสตร์ที่เขียน 
นายจันหนวดเขี้ยวจึงมารวมกำลังกับพระเจ้าตากสินกู้ชาติ
ต่อมาพระเจ้าตากสินจึงเปลี่ยนชื่อให้จากกำนันจัน มาเป็นพระยาศรีสิทธิสงคราม ประจำกองทัพหลวง
(ด้วง- นายจันหนวดเขี้ยว- พระยาศรีสิทธิสงคราม -เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก-และ #สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็คือคนๆเดียวกัน เพียงแต่ว่า หน้าที่การงานและตำแหน่งมันต่างวาระ ทำให้ชื่อต่างกัน แต่ก็คือคนๆเดียวกันนั่นเอง)

#วาระที่12 มาเกิดเป็น รัชกาลที่... แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ สร้างคุณประโยชน์ใหญ่ไว้มากมายต่อแผ่นดิน (คิดเอาเองไม่บอก)

#วาระที่13 ชาติสุดท้ายเกิดมาเป็นหลวงพ่อพระราชพรหมยานวัดท่าซุง ไปนิพพานเรียบร้อยแล้ว
หาอ่านเพิ่มได้จากหนังสือเรื่องจริงอิงนิทานพิเศษ อันนี้เราเขียนแค่คร่าวๆ
แต่ถ้าอ่านทั้งเล่มเราจะรักชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ จะรู้สึกรักบรรพบุรุษของเรามาก เพราะกว่าจะมีไทยทุกวันนี้บรรพบุรุษของเราแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิต
*#ถ้าใครไม่เชื่อก็เลื่อนผ่านไป อย่าคิดดูหมิ่นและเหยียดหยาม จะเป็นการปรามาสพระป่าวๆ ถ้าไม่เชื่อก็ข้ามไปเลยจ้า ไม่ได้ให้บังคับให้เชื่อ แต่ว่าเอามาเล่าสำหรับคนที่ศรัทธา และคนที่เนื่องตามกันมาจ้า
อันนี้เอาเฉพาะสมัยโยนกถึงกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพุทธกาล ของสมเด็จองค์ปัจจุบัน ท่านก็เกิดนะ เป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล มีมเหสีชื่อท่านแม่มัลลิกาเทวี
คัดลอกมาจากเนื้อหาบางส่วนจาก
ปานิสรา ศิลางาม 

หนังสือเรื่องจริงอิงนิทานพิเศษ หลวงพ่อฤาษี หาอ่านได้จากที่นี่ครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=39139

ข้อมูลจาก กลุ่มพุทธภูมิ

ความสำคัญของศีล


ศีลโดยนัยยะแปลว่าปกติ แต่คนในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่กลับมองคนที่มีศีลว่าเป็นคนที่ไม่ปกติ ก็คือเป็นคนที่ไม่ปกติในสังคม และมองคนที่ละเมิดศีลว่าเป็นคนที่ปกติ เพราะคนในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ถือเอาค่านิยมตามกระแสโลกเป็นที่ตั้ง ซึ่งสวนทางกับกระแสธรรม การละเมิดศีลในยุคปัจจุบันจึงดูเป็นเรื่องที่ปกติมากในสายตาของคนทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม

ด้วยศีลโดยนัยยะแปลว่าปกติ การรักษาศีลจึงคือการรักษาความปกติของความเป็นมนุษย์ เพราะศีลเป็นคุณธรรมความดีที่ทำให้เป็นมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉานก็เพราะว่ามนุษย์เป็นผู้ที่มีศีล รู้จักผิดชอบชั่วดี การมีศีลครบ5ข้อทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง คุณค่าความเป็นมนุษย์ก็ลดลงมา ยิ่งศีลขาดมากเท่าไหร่ความเป็นมนุษย์ก็ลดน้อยลงมากเท่านั้น จิตต่ำกว่ามนุษย์ก็จะมี ภูมิจิตของสัตว์นรก ภูมิจิตเปรต ภูมิจิตของอสุรกาย ภูมิจิตของสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้นศีลทุกข้อจึงสำคัญหมด จะพร่องหรือขาดข้อใดก็หนึ่งไม่ได้ อย่างที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เพราะเคยมีศีล5มาก่อน เมื่อได้อัตภาพความเป็นมนุษย์มาแล้ว ถ้าไม่ใช้อัตภาพนี้รักษาศีลให้เป็นปกติและไม่เจริญคุณงามความดีที่มีให้ยิ่งๆขึ้นไป แต่มาละเมิดศีลแทน แบบนี้ก็เหมือนกับการมาทำลายความดีเดิมที่ตนเคยมี เมื่อสิ้นอัตภาพมนุษย์ แบบนี้ตายไปย่อมไปเกิดในอบายภูมิแทน

ศีล 5 ข้อ ข้อไหนที่ทำแล้ว ส่งผลร้ายแรงที่สุด?
....ศีลทุกข้อสามารถส่งผลร้ายแรงได้ทั้งนั้น ไม่มีกฏตายตัว ว่าข้อนั้นโทษมากกว่า ข้อนี้โทษน้อยกว่า เพราะขึ้นอยู่ที่องค์ประกอบและขึ้นอยู่ที่รายละเอียดในการกระทำ ทั้งเจตนาในการกระทำ ทั้งปริมาณในการกระทำ ว่าทำเป็นอาจิณกรรมไหม ทั้งขึ้นอยู่กับว่าทำไปแล้วมีผลกระทบในวงกว้างมากน้อยแค่ไหน

....ยกตัวอย่างศีลข้อที่1 ถ้าหากไปฆ่าพระอรหันต์ ไปฆ่าบิดามารดานี่โทษหนัก ถึงขั้นอนันตริกรรมเลยทีเดียว เป็นกรรมหนักมาก ต้องลงอเวจีมหานรกเลย

....ยกตัวอย่างศีลข้อที่2 ถ้าไปขโมยทรัพย์สมบัติของชาติของแผ่นดิน สมบัติในพระพุทธศาสนา นี่ก็เป็นโทษมาก

....ยกตัวอย่างข้อ3 ถ้าไปประพฤติผิดในกาม โดนจับได้เผลอๆโดนยิงตาย มีแต่ความหวาดระแวง ต้องมีตราบาปในใจ โทษมากเหมือนกัน ตายไปต้องลงนรก ไปปีนต้นงิ้วหนาม(สปริง) 

....ยกตัวอย่างข้อ4 ถ้าใช้คำพูดไปกล่าวจาบจ้วง ด่า ปรามาสผู้มีศีลมีธรรม หรือพระอริยะ พระอรหันต์ นี่ก็โทษหนัก ต้องมีนรกเป็นที่ไปเหมือนกัน อย่าคิดว่าคำพูดไม่มีโทษหนักนะ ถ้าไปด่าไปปรามาสคนที่มีบารมีธรรมสูงๆ สามารถทำให้ชีวิตการเป็นอยู่ติดขัด หากินไม่ขึ้น ชีวิตตกอับได้เลยละ หรือไปพูดจายุยงสงฆ์ให้แตกแยกแตกความสามัคคี นี่อนันตริยกรรมเลย แถมยังเป็นกรรมหนักที่สุดในอนันตริยกรรมอีก

....ยกตัวอย่างข้อ5 ถ้าดื่มสุราแล้วขาดสติ ไปทำเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลกับคนส่วนมาก หรือไปเบียดเบียนผู้ที่มีคุณ ก็โทษหนักเหมือนกัน

......สรุปคือร้ายแรงได้ทุกข้อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่รายระเอียด และองค์ประกอบปลีกย่อยต่างๆ หลายองค์ประกอบด้วยกัน จึงอย่าไปประมาทไปทำละเมิดศีล

ศีลช่วยแก้กิเลสในระดับหยาบไม่ให้ล่วงออกมาทางกายวาจา สมาธิช่วยแก้กิเลสในระดับกลางคือนิวรณ์ ปัญญาหรือวิปัสสนาช่วยแก้กิเลสที่ละเอียดที่เป็นอนุสัย ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ย่อมจะมีกิเลสด้วยกันทุกคน เพียงแต่มีกิเลสที่หนักเบาแตกต่างกันเท่านั้นเอง เมื่อขณะยังเป็นปุถุชนยังมีกิเลสอยู่ ยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่ในจิต ยังขจัดไม่ได้หมด ก็ต้องอาศัยศีล เพื่อให้อยู่ในขอบเขตของธรรม ไม่ก้าวล่วงออกนอกศีลนอกธรรม ยกตัวอย่างถึงจะมีความโลภ ถ้าหากเรามีศีล เราก็ไม่ก้าวล่วงไปทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมเพราะความโลภของเรา ถึงเราจะยังมีความโกรธ ถ้าเรามีศีลเราก็จะไม่ไปทำร้ายใครเพราะความโกรธของเรา ศีลจึงเป็นพื้นฐานเป็นรากฐานของความดี ถ้าศีลไม่มีไม่ต้องพูดไปไกลถึงพระนิพพาน เพราะแค่นรกหรืออบายภูมิก็ยังไม่พ้น

ศีลกับการทำสมาธิ
...หลักสำคัญที่จิตจะรวมเป็นฌานได้ คือจิตต้องเกิดปิติคือมีความอิ่มเอิบทางใจเกิดขึ้น เมื่อมีความอิ่มเอิบทางใจเกิดขึ้น จิตจึงจะก้าวข้ามนิวรณ์ไปสู่สมาธิในระดับฌาน เหตุนี้หากศีลไม่บริสุทธิ์ ฌานก็เกิดได้ยาก เพราะว่าไม่มีศีลไปเป็นตัวชำระและล่อเลี้ยงจิตให้เกิดสภาวะของความอิ่มเอิบทางใจ อย่างพระภิกษุเองก็ต้องมีการชำระศีล ถ้าพระภิกษุศีลขาดหรือพร่อง ก็ทำฌานได้ยาก เวลาทำสมาธิวิบากของการระเมิดศีลจะดึงจิตไม่ให้จิตรวมเป็นสมาธิ อย่างพระธุดงค์ที่ท่านกล้าออกปฏิบัติธุดงค์ตามป่าเขาตามถ้ำ ก็เพราะท่านเชื่อในความบริสุทธิ์ในศีลของท่าน

....ศีลบริสุทธิ์คือศีลไม่พร่อง ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ทุก5ข้อต้องบริสุทธิ์หมดจดหมด ไม่มีที่ให้ติ ข้อนี้ผมเคยลองมาก่อน ลองทำสมาธิในวันระหว่างวันที่ศีลบริสุทธิ์กับวันที่ศีลไม่บริสุทธิ์ วันใดศีลบริสุทธิ์จะเข้าสมาธิได้เร็ว ตั้งมั่นได้นานกว่า ตรงนี้จะยากตรงข้อวาจา ข้อวาจาดูเหมือนรักษายากที่สุด วิธีการที่ผมใช้คือพยายามพูดให้น้อยที่สุด คิดทุกครั้งก่อนพูด ไม่พูดพร่ำเพรื่อ พอไม่พูดคำพูดจะไปผลุดเกิดที่ใจ คือจะไหลเหมือนน้ำ เพราะปกติคิดแล้วมักจะพูดออกมาทันที แต่พอทรงอารมณ์ไม่พูด คำพูดจึงไปผลุดที่ใจแทน แต่อาการนี้จะอยู่สักระยะแล้วหายไป เมื่อศีลเราบริสุทธิ์หมดจดในทุกๆข้อ เวลาทำสมาธิจิตจะรวมเป็นสมาธิเร็ว เหตุเพราะจิตที่ตั้งมั่นอยู่ในศีล จะมีอารมณ์ที่อิ่มเอิบในความดีเป็นปกติ จะไม่เกาะอารมณ์ความชั่วที่เป็นกิเลสที่ทำให้จิตเศร้าหมอง เวลาไปทำสมาธิเมื่อจิตมีสภาวะมีกำลังที่ดีอยู่แล้ว จึงรวมเป็นสมาธิได้รวดเร็วขึ้น 

ศีลไม่บริสุทธิ์สมาธิจะเกิดไหม?
...ถึงศีลไม่บริสุทธิ์สมาธิก็เกิดได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ระดับของการระเมิดศีล ถ้าระเมิดเล็กๆน้อยๆ นานๆทีแบบไม่เจตนา หรือขาดเพียงไม่กี่ข้อ จนไม่ถึงกับทำให้จิตหยาบ แบบนี้ก็ยังสามารถทำสมาธิได้อยู่ แต่ถ้าเล่นศีลขาดกระจุยทั้ง5ข้อ จนจิตหยาบแบบที่ว่าเต็มไปด้วยอารมณ์ของความชั่วเกาะกินจิตใจ แบบนี้ยาก เพราะอารมณ์ความชั่วจะเข้ามาปิดกั้น ทำให้สมาธิไม่เกิด

แล้วทำไมพระองคุลิมาลที่ฆ่าคนตายตั้ง999คน ละเมิดศีล ทำไมยังทำสมาธิหรือบรรลุมรรคผลได้?
...ตรงนี้ต้องเข้าใจว่าพระองคุลิมาลจริงๆท่านบรรลุธรรมตอนที่มีศีล ไม่ได้บรรลุตอนที่ไม่มีศีล คือพระองคุลิมาลท่านหยุดเบียนเบียดผู้อื่นแล้ว กลับตัวกลับใจหันมามีศีลรักษาศีลเป็นผู้ไม่เบียดเบียน จึงทำภาวนาสามารถบรรลุมรรคผลได้ ไม่ใช่บรรลุตอนไม่มีศีลตรงนี้คนเข้าใจผิดกันมาก และชอบยกมาเป็นข้ออ้างว่าพระองคุลีมาลไม่มีศีลยังสามารถทำสมาธิได้เลย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

เกี่ยวกับการสมาทานศีลและการรับศีล 
....หลายท่านอาจจะคิดว่าการจะมีศีลได้ต้องไปขอรับจากพระ หรือจำเป็นต้องสมาทานศีลก่อน จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ที่มีศีล ต้องเข้าใจว่าการสมาทานศีลหรือการรับศีลจากพระนั้น ก็เพื่อเป็นการตั้งสัจจะหรือตั้งใจว่าต่อจากนี้เราจะรักษาศีลแล้วนะ จะไม่ประพฤติชั่วเบียดเบียนคนหรือสัตว์อื่น โดยอย่างการรับศีลจากพระก็เหมือนกับให้พระเป็นพยานเพื่อเป็นเครื่องระลึกจะได้มีสติ ระลึกว่าตอนนี้เราตั้งใจว่าจะรักษาศีล(รับศีล)แล้ว จะทำให้สามารถระลึกถึงศีล แล้วรักษาศีลได้ง่ายขึ้น ศีลจึงคือการสำรวมกาย วาจา ใจ สำรวมไว้ เพื่อไม่ให้ล่วงออกมาทางกายและวาจา เป็นการป้องกันไม่ให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น(ทั้งคนและสัตว์อื่น)อันนี้ศีลแบบปุถุชนคือยังมีการบังคับ อาจมีพลั้งเผลอ ส่วนศีลของพระอริยะที่เข้าถึงธรรม จิตจะเข้าถึงศีลโดยอัติโนมัติ คือเป็นศีลอัติโนมัติเป็นศีลที่เกิดจากวิหารธรรมจริงๆ โดยไม่ต้องสมาทานหรือรับศีลเพื่อให้ใครเป็นพยาน เพราะเกิดเป็นศีลโดยอัติโนมัติ ศีลจะรวมเข้าที่จิตจนเป็นศีลอัติโนมัติ

สรุปให้
....ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นรากฐานของความดี การมีศีลที่บริสุทธิ์ก็อุปมาเหมือนกับการมีขาที่แข็งแรงมั่นคง พร้อมที่จะก้าวเดิน (ก้าวไปสู่การปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้น) ถ้าไม่มีศีล อย่าพึ่งไปพูดถึงเรื่องไปสวรรค์ ไปนิพพานเลย แค่นรกก็ยังไม่พ้นเลย ผู้ที่มีศีลทำสมาธิก็จะเกิดสมาธิเกิดฌานได้ง่าย ผู้ที่ทุศีลหรือไม่มีศีลเวลาไปทำสมาธิจิตจะสงบได้ยาก เพราะไม่มีอานิสงค์ที่เกิดจากศีลไปชำระจิตให้เกิดปิติธรรม เพราะผู้ที่จะทำฌานให้เกิดได้ต้องผ่านขั้นปิติธรรม จิตต้องระเอียดในระดับหนึ่ง ผู้ไม่มีศีลจึงทำสมาธิได้ยาก แต่ถึงแม้จะทำสมาธิได้ สมาธิก็จะไม่มั่นคง เสื่อมได้ง่าย

*พระอรหันต์ 4 ประเภท หลวงพ่อฤาษี**

*

**ความจริงของพระอรหันต์ (โดยพระราชพรหมยานหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)
 
 พระอรหันต์ 4 แบบ คือ สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต
 
 **1) คือ **สุขวิปัสสโก หมดกิเลสแล้ว แต่ไม่มีความรู้พิเศษ** เห็นผีเห็นเทวดาไม่ได้ ได้แต่ปลงสังขาร ให้อารมณ์หยุดอยาก คือ ไม่อยากเกิด ไม่อยากมี ไม่อยากเอาดีกับชาวโลก เพราะเห็นว่าเมื่อยังเกิด ตราบใด ก็ยังต้องทุกข์ตราบนั้น ท่านเลยเบื่อเกิด ทั้งเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม ท่านไม่เอาด้วยทั้งนั้น สิ่งที่ท่านต้องการก็คือ พระนิพพาน
 
2) พระอรหันต์อีกแบบหนึ่งก็คือ พระอรหันต์ที่เรียกว่า **เตวิชโช คือ ท่านทรงวิชชาสาม** ได้แก่ 
- ทิพยจักขุญาณ มีอารมณ์จิตเป็นทิพย์ รู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งอดีตและอนาคต ท่านรู้ได้คล้ายตาทิพย์
- อันดับที่สอง สามารถระลึกชาติในอดีตได้ทุกชาติที่ท่านเกิดมาแล้ว
- สาม ท่านละกิเลสหมดทุกอย่างเหมือนท่านสุกขวิปัสสโก
 
3) **พระอรหันต์อันดับที่ 3 (ฉฬภิญโญ)** ได้แก่ท่านผู้ทรง อภิญญา 6 คือ
- แสดงฤทธิ์ได้ทุกอย่าง เพราะอำนาจกสิณ
- มีหูทิพย์ เพราะอำนาจกสิณ
- มีทิพยจักขุญาณ
- มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
- รู้ความรู้สึกนึกคิดของคนและสัตว์ได้
- ทำกิเลสให้สิ้นไป
 
4) **พระอรหันต์ประเภทที่ 4 (ปฏิสัมภิทัปปัตโต)**ท่านมีอำนาจฤทธิ์เหมือนท่านผู้ทรงอภิญญา แต่มีญาณพิเศษกว่า คือ มีปัญญาฉลาดเฉียบแฉลม สามารถคิดคำนวณพยากรณ์เหตุการณ์ทุกอย่างได้โดยฉับพลัน มีฤทธิ์คล่องแคล่วกว่าอภิญญา 6 
 ท่านอันดับที่ 4 นี้แหละ ที่ท่าน ปิณโฑลภารทวาชะ และท่านโมคคัลลาน์ ท่านทรงได้
 ได้บรรยายเรื่องพระอรหันต์พอให้ท่านผู้อ่านทราบไว้เพียงย่อ ๆ จะได้ไม่เข้าใจผิด เพราะคนส่วนมากก็คิดว่าพระอรหันต์จะต้องเป็นพระมีฤทธิ์เหมือนกันหมดทุกองค์ ความจริงพระอรหันต์ไม่ใช่จะมีฤทธิ์มีเดชเหมือนกันหมดตามที่บอกมาแล้ว
 
5) **การเดินทางเข้าสู่พระอรหันต์**หรือพระอรหัตตมรรคนี่อันดับแรกก็ตัด รูปราคะ อรูปราคะ คือ ใช้ปัญญาพิจารณาว่า รูปฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี เป็นเพียงแค่กำลังหวังมรรคผลในการตัดกิเลสเท่านั้น เราจะไม่หลงจมอยู่เฉพาะรูปฌาน หรืออรูปฌาน จะทำความดีต่อไป
 ความจริงเป็นพระอนาคามีแล้ว ตัวนี้ไม่ต้องตัดก็ได้นะ มันไม่มีอะไรเกาะ แต่ถ้าพูดกันตามแบบก็ต้องพูด มันเป็น อนุสัย คือ กิเลสเบามาก พระอรหัตตมรรคนี่เป็นการตัดกิเลสจุ๋มจิ๋ม ไม่ใช้กำลังหนัก ไปหนักแค่อนาคามี
 ต่อมาก็ตัด มานะ การถือตัวถือตน การถือตนว่าเราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา นี้ยกยอดไปจากจิต คิดว่าคนก็แค่คน สัตว์ก็แค่คน มันแค่กันหรือเปล่า สัตว์บางทีก็สูงกว่าคนนะ อย่างแมลงวันจับบนหัวเรา
 คำว่าแค่กัน หมายความว่า ทุกอย่างต่างก็ธาตุ 4เหมือนกัน รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน ถ้าเราจะเกลียดสัตว์ ก็จงนึกว่าสัตว์กับเรามีอะไรแตกต่างกันบ้าง
1. เนื้อ สัตว์มีไหม 2. กระดูก มีไหม 3. เลือด เนื้อ มีไหม เรามีเหมือนสัตว์หรือเปล่า สัตว์กับเรามีสภาพเหมือนกัน คือ มีธาตุ สี่เหมือนกัน ร่างกายสกปรกเหมือนกันใช่ไหม
 
6) **อรหัตตมรรคเข้าไปตัด อุทธัจจะ คือ อารมณ์ฟุ้งซ่าน**คือ ความฟุ้งซ่านของจิตน่ะ พระอรหัตตมรรคกับปุถุชนนี้ไม่เท่ากันนะ

**ปุถุชนอารมณ์ฟุ้งซ่านในด้านอกุศลมีมาก** จิตคิดในด้านอกุศลมีอยู่ ภาวนาไปบ้าง พิจารณาไปบ้าง ดีไม่ดีภาวนาไป ๆ นึกถึงใครที่ไม่ชอบใจ เลยกลายเป็นภาวนาด่าไปเลย อันนี้มันฟุ้งซ่านเป็นอกุศลได้ **ถ้าจิตเข้าถึงพระโสดาบัน จิตนึกไม่ชอบใจยังมีอยู่ แต่จิตคิดประทุษร้ายจริง ๆ ไม่มี** ถ้าถึงพวกสกิทาคามี จิตคิดประทุษร้ายจะหายาก โกรธมาปั๊บ โกรธเบามาก แล้วก็หายเร็ว ที่เรียกว่า อภัยทาน ไม่ผูกอาฆาต นี่เรียกว่า พระสกิทาคามี

**พอถึงพระอนาคามี อารมณ์จิตที่มันฟุ้งซ่านเข้ามาอารมณ์จิตอกุศลไม่มี** **จิตคิดทำลายเขาไม่มี มีแต่คิดว่ากูเป็นอนาคามีนี่วะ **พักแค่นี้ก็ได้ ตายไปเป็นเทวดาหรือพรหม ฉันตีตั๋วต่อเลย อันนี้มีบ้าง ไม่มาก
 พอถึงอรหันตตมรรคก็ในลักษณะเดียวกัน ทำไป ๆ เห็นร่างกายมันไม่ดี ปวดบ้าง เมื่อยบ้าง เป็นโน่นบ้าง เป็นนี่บ้าง เอ๊ย เราก็เป็นพระอนาคามีแล้วนี่โว้ย เรื่องเล็ก ๆ น่ะ นอนพักผ่อนเสียได้ ตายเมื่อไรเป็นเทวดา พักหน่อยค่อยไปนิพพาน
 
7) **อารมณ์พระอรหันต์ นั่นก็คือ คิดว่าไม่หลงในรูปฌาน และอรูปฌาน จิตไม่มีมานะ การถือตัวถือตน จิตไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่านออกนอกรีตนอกรอย จิตไม่ติดในอวิชชา คือ ฉันทะ กับ ราคะ ฉันทะ ความพอใจเห็นว่ามนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลกไม่มี** ราคะ จิตเห็นว่ามนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก สวยไม่มี ไม่พอใจใน 3 โลก **จิตพอใจจุดเดียว คือ นิพพาน**

นี่เป็นอารมณ์พระอรหันต์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง **อารมณ์พระอรหันต์คือ ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา** ไล่ลงมาอีกทีนะ **จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาว่าธรรมดาคนเกิดมาแล้วต้องแก่ คนเกิดมาแล้วต้องป่วย คนเกิดมาแล้วต้องมีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ คนเกิดมาแล้วต้องตาย ความปรารถนาไม่สมหวังย่อมมีแก่ทุกคน ถ้าทุกอย่างมันเกิดขึ้น ใจท่านไม่หวั่นไหว ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็จิตคิดว่าร่างกายนี้พังเมื่อไร ฉันไปนิพพานเมื่อนั้น ใจสบาย**
 
8) **ทีนี้มาพูดถึงอารมณ์ของพระอรหันต์ พระอรหันต์นี่ก็ยังมีอารมณ์คิด มีอารมณ์ใคร่ครวญ พระอรหันต์ไม่ใช่ตอไม้** บุคคลบางคนจะรู้สึกว่า ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วจะต้องมีสภาพเหมือนตุ๊กตา หรือตอไม้ บางรายมักจะสร้างแบบขึ้นมาว่า พระอรหันต์นี่ไม่มีการหัวเราะ ไม่มีการยิ้ม เขาคิดอย่างนี้คงเข้าใจว่า เมื่อคนใดเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ คนนั้นคงจะปราศจากจิต คงจะปราศจากวิญญาณ คือ มีสภาพเหมือนคนตายดิบประเภทนั้นกระมัง
 **นี่ความคิดอย่างนี้มิใช่ความคิดอย่างเดียว ขนาดพูดออกมาทางปาก นี่เขาเหล่านั้นตามความเข้าใจของฉันคิดว่าท่านที่พูดอย่างนั้นคงจะมีศีล 5 ยังไม่ครบ ถ้าคนมีศีล 5 ครบ ไม่พูดแบบนั้น**เพราะคนที่มีศีล 5 ครบถ้วนนี้เป็นพระอริยเจ้า คือ พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี ถ้าเข้าถึงช่วงนี้แล้ว เขาไม่มีความสงสัยในปฏิปทาของพระอรหันต์ เขาคงจะลืมไปว่าแม้แต่องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงมีการแย้มพระโอษฐ์

เป็นอันพึงเข้าใจว่า พระอรหันต์เองก็ยังมีอารมณ์ไม่สงบ ปักอยู่เฉพาะจุด ยังมีอารมณ์คิด แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็มีอารมณ์เช่นนั้นเหมือนกัน เพราะว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ทั้งหลาย ถ้าสาวกก็เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้สิ้นกิเลสเหมือนกัน แต่ทว่าความรู้พิเศษในด้านญาณต่าง ๆ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามีความสามารถมากกว่าพระอรหันต์ใด ๆ ที่เป็นสาวก
 
9) ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา **จงจำไว้ว่าคำว่าถึงพระอรหันต์นะ มันมีอยู่คำเดียวหรืออย่างเดียวคือ เราไม่ติดอะไรทั้งหมด** อีกทั้งกำหนดรู้ว่าวัตถุธาตุต่าง ๆ คนก็ดี ใครก็ตามที่ไม่ได้เนื่องกับเราคือไม่ใช่ของเรา แต่เขาเนื่องถึงเราจริงเราสงเคราะห์ หรือทำงานสงเคราะห์ให้ตามหน้าที่ทุกอย่าง แต่เราไม่ผูกพัน คิดว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย แม้แต่ร่างกายเราก็ไม่ต้องการ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ตรงกับองค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสไว้ในท้าย มหาสติปัฏฐานสูตร ว่า
 เธอจงอย่าสนใจกายภายใน คือ กายตนเอง อย่าติดใจกายภายนอก คือ กายคนอื่น และก็จงอย่าติดใจในวัตถุธาตุใด ๆ จงปลดกำลังใจว่า แม้แต่ร่างกายนี้ มันก็ไม่ใช่เป็นของเรา เพียงแค่นี้ทุกคนก็เป็นพระอรหันต์

#รวมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์10 #หลวงพ่อฤาษี5

ส่วนบนของฟอร์ม

[
 ](https://www.facebook.com/ufi/reaction/profile/browser/?ft_ent_identifier=ZmVlZGJhY2s6MjQ1ODM0OTk1NzU3NzM4NA%3D%3D&av=100035962811487)

อิทธิฤทธิ์หรือจะสู้บุญฤทธิ์

อิทธิฤทธิ์หรือจะสู้บุญฤทธิ์ �โดย : พระราชสังวรญาณ ( พุธ ฐานิโย ) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา

�หนุมาน ทุ่มก้อนหินใส่กุมภกรรณ กุมภกรรณจับขยี้แหลกเป็นผงไป เลยเอาก้อนใหม่ทุ่มไปอีก ก็จับโยนไป พวกนี้ สำเร็จอิทธิฤทธิ์มาได้อย่างไร ? สำเร็จมาได้ด้วยการบำเพ็ญตบะ จนพระอินทร์ พระพรหม พระอิศวร เห็นใจ ประทานพรให้เป็นผู้มีฤทธิ์..แต่เสร็จแล้ว ก็มาเที่ยวฆ่ากันอยู่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่วิเศษที่สุดก็คือศีล ถ้ามีศีลบริสุทธิ์แล้ว ไม่ต้องไปคำนึงถึงอะไร..��สิ่งที่จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงในปัจจุบันนี่... ใครมีเมีย รักสงสารเมียของ ตนเองให้มากๆ ใครมีผัว รักสงสารผัวของตัวเองให้มากๆ ใครมีลูก รักเมตตาปรานีต่อลูกให้มากๆ ใครมีพ่อมีแม่รักเคารพบูชา พ่อแม่ให้มากๆ เลี้ยงดูท่านให้มีความสุข ถ้าใครทำได้ มันจะมีฤทธิ์เดช เรียกว่า บุญฤทธิ์ คนมี บุญฤทธิ์ นี่ ไปที่ไหนก็สงบเยือกเย็น ไม่ไปก่อกรรมทำเข็ญ ให้ใครเดือดร้อน มี แต่มีแต่พวกภูตผีปิศาจ ที่มันไม่นิยมชมชอบในคุณธรรมนั่นแหละ มันจะร้อนเป็นไฟ เราปฏิบัติสมาธิ จิตของเราไปถึงไหนสมาธิขั้นใด ตอนใด กี่ขั้นก็ตาม ผลลัพธ์ก็คือ เราละความชั่วได้��นี่มันอยู่ที่ตรงนี้ เรื่องของสมาธินี่ ถึงใครจะวิเศษวิโสสักปานใด มันไม่ใช่สิ่งสำคัญหรอกมันวิเศษอยู่ตรงที่ว่า เมื่อจิตเราเป็นสมาธิแล้ว เราละบาปได้หรือเปล่า ศีล ๕ เราบริสุทธิ์หรือเปล่าเพราะฉะนั้น ใครภาวนา ไม่เป็นก็อย่าไปสนใจ รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ แค่นั้น... ปิดประตูอบายได้แล้ว

ชีวิตนี้นั้นน้อยนัก

ชีวิตในอดีตชาติล่วงเลยไปแล้ว 
กรรมดีกรรมชั่วก็ได้เป็นอันทำแล้วทั้งนั้น ไม่มีที่จะให้ไม่ได้ทำ 
แต่ชีวิตในอนาคตชาติกำลังใกล้เข้ามาเป็นลำดับ ไม่นานนักก็จะถึง 
เพราะชีวิตนี้นั้นน้อยนัก จบสิ้นง่าย 

ชีวิตในภพชาติข้างหน้าต่างหากที่ยาวนานจนประมาณไม่ได้ 
ความสุขอันยาวนาน หรือความทุกข์ที่ยืดเยื้อ
จะมีมาพร้อมกับชีวิตในชาติอนาคตแน่นอน 
เรามีบุญที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มีชาตินี้ ชีวิตนี้ ที่แม้จะน้อยนัก 
แต่ก็เป็นชีวิตเดียวที่สามารถจะพาเราหนีกรรมไม่ดีได้ 
และก็เป็นชีวิตเดียวที่จะพาเราไปสวรรค์ก็ได้ นิพพานก็ได้

พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

#เทียบเวลาบนโลกมนุษย์

⚜️"#เทียบเวลาบนโลกมนุษย์"⚜️
✴️ #เมื่อเทียบกับสวรรค์และนรก   เราก็คิดว่าชีวิตมีความเป็นอยู่น้อย  อายุไม่มาก   อย่างมากก็ 100 ปี   คำว่า 100 ปีของเรามันอาจจะมากสำหรับเรา   แต่ถ้าเราไปเทียบกับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ได้แค่ 1 วันของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่านั้น  100 ปีของเราเป็นหนึ่งวันบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

✴️ #ถ้าจะไปเทียบกับยามาเราก็ได้แค่ครึ่งวันของชั้นยามา   เพราะชั้นยามานี่ 200 ปีของเราเป็น 1 วันของเขา   

✴️ #ถ้าจะไปเทียบกับชั้นดุสิต 100 ปีของเราเท่ากับ 1 ใน 4 ของวันของชั้นดุสิต   ชั้นดุสิต 400 ปีของเราเป็น 1 วันของเขา   รวมความว่าเวลา 100 ปีของเราเป็นเวลาเล็กน้อย   ถ้าเราทำความชั่วในชาตินี้จิตใจเศร้าหมอง   ตายจากความเป็นคนต้องไปตกนรก   นรกขุมแรกที่มีอายุน้อยที่สุดของเมืองนรกคือสัญชีพนรก   

✴️ #สัญชีพนรกนี่ 9 ล้านปีของเราเป็น 1 วันของเขา  และเดือนหนึ่งมี 30 วัน   และปีหนึ่งมี 12 เดือนเหมือนกัน  อายุในขุมนรกขุมนี้ 500 ปีนรก

🖋️📚ธัมมวิโมกข์,548,289,57
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

เหตุที่ทำให้พระกรรมฐานไม่ค่อยได้ผล

เหตุที่ทำให้พระกรรมฐานไม่ค่อยได้ผล
อย่าลืมแม่บทของการเจริญพระกรรมฐาน คือ อานาปานัสสติ

  เมื่อวันที่ ๒๔ ก.พ. ๒๕๓๖ #สมเด็จองค์ปฐม ได้ทรงพระเมตตามาสอนเพื่อนที่ร่วมปฏิบัติธรรมของผม ที่ร่วมไปปฏิบัติพระกรรมฐานที่วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร แล้วไม่ค่อยได้ผล มีความสำคัญดังนี้

  ๑. กรรมฐานเที่ยวนี้ล้มเหลวอีกแล้วหรือเจ้า เหตุก็เพราะเจ้าปล่อยให้ถีนะมิทธะ (ความง่วง) เข้าครอบงำจิต จึงเป็นผลให้นิวรณ์กดดันจิตให้สิ้นกำลังที่จักเจริญพระกรรมฐานให้ได้ผล จำเอาไว้ เพราะเจ้ามีความประมาทในนิวรณ์ ๕ มากเกินไป จึงทำให้จิตสิ้นเรี่ยวแรงที่จักต่อสู้กับนิวรณ์ ๕ ประการ ต่อไปห้ามคิดว่านั่งต่อไปอีกนิดน่า ไม่เป็นไร ถ้ารู้สึกว่าความง่วงเข้าแทรกเมื่อไหร่ อาการง่วงหาวปรากฏ ให้รีบลุกขึ้นเดินทันที

  ๒. ถ้าระงับไม่ได้ก็ชนะไม่ได้ ห้ามโต้แย้งเป็นอันขาดว่า นั่นเป็นการหลับในฌาน หากกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการเข้าข้างกิเลสมากเกินไป

  ๓. การหยิบเอาบันทึกคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานขึ้นมาดูนั้น ถ้าอารมณ์นิวรณ์ ๕ แทรกได้แล้ว การพิจารณาก็จักไม่มีผล เพราะปัญญามันไม่เกิด เพราะฉะนั้น ต้องตื่นตัวปลุกจิตให้ระงับนิวรณ์ ๕ ในขณะนั้น แต่ถ้าหากระงับได้ตลอดเวลา ก็ควรจะระงับ เมื่อระงับได้แล้วนั่นแหละ จึงจักหวนกลับมาพิจารณาธรรมต่าง ๆ ได้

  ๔. อย่าลืมแม่บทของการเจริญพระกรรมฐาน คือ อานาปานัสสติ หมั่นเติมพลังให้แก่ดวงจิตเข้าไว้จักได้มีกำลัง ถ้าหากทำได้ก็ให้ทำจิตถึงฌาน ๔ เห็นภาพนิมิตกสิณเป็นแก้วแล้ว จิตชุ่มชื่นดีแล้ว หวนกลับมาจับอารมณ์วิปัสสนาญาณอันนั้นแหละจักเป็นผลดีทั้งสมถะและวิปัสสนาญาณ

  ๕. อย่าท้อถอยนะ ผิดแล้วก็เริ่มต้นใหม่ หมั่นกำหนดจิตรู้ลมเข้าออกอยู่เนือง ๆ จิตจักได้เคยชิน จักภาวนาควบคู่ไปด้วยก็ได้ ไม่ภาวนาก็ได้ ให้หมั่นกำหนดรู้อยู่เสมอ สมาธิจิตจักได้ทรงตัว

  ๖. รู้อย่างเบา ๆ มีสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้การเข้าออกของลมหายใจ อย่าไปรู้แบบหนัก ๆ จิตมีวิตกกังวลแบบนั้นจักไม่เป็นผล เป็นอัตตกิลมถานุโยค จิตหนักสมาธิหนักเกินไป ไม่เป็นผล

 
วิจารณ์ :
  สำหรับพวกที่ยังไม่ได้กสิณ อาจคิดว่าตนทำไม่ได้ ผมขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมดังนี้
  ๑. ความสำคัญหรือหลักในการปฏิบัติพระกรรมฐาน ก็คือ การระงับนิวรณ์ ๕ ให้ได้ก่อน

  ๒. แม่บทที่ทำให้จิตสงบ เป็นฌาน เป็นสมาธิได้ คืออานาปานัสสติ ผู้ใดไม่สนใจจุดนี้ ก็อย่าหวังที่จะทำให้จิตสงบและทรงตัวได้

  ๓. ผู้ไม่ได้กสิณ ให้สังเกตเอาเสียงเป็นหลักสำคัญ หากหูได้ยินเสียงดี แต่จิตเราไม่รำคาญในเสียง คงพิจารณาได้ต่อเนื่องนั่นคือ จิตถึงปฐมฌาน จัดเป็นอัปปนาสมาธิ ซึ่งมีกำลังพอพิจารณาตัดกิเลสให้ขาดได้แล้ว หากจับรู้ลมหายใจเข้าและออกควบกับคำภาวนาอยู่ แล้วคำภาวนาหายไป จิตสงบดี หูได้ยินเสียงเบาลง นั่นเป็นฌานที่ ๒ หากปฏิบัติต่อไป รู้สึกว่าตัวแข็งขยับตัวไม่ได้ อย่าตกใจ อย่ากลัวตาย ขณะนั้นเสียงจะเบาลงมาก ขณะนั้นจิตเข้าสู่ฌานที่ ๓ และหากเสียงหายไป หูไม่ได้ยินเสียงเลย กายจะเบา จิตจะเบาสบาย ขณะนั้นเป็นฌานที่ ๔ อย่างหยาบ และหากรู้สึกว่าแม้แต่กายก็ไม่มี หายไปด้วย จิตเบาสบาย และเป็นสุขมาก ขณะนั้นเป็นฌาน ๔ อย่างละเอียด ให้ใช้หลักนี้เป็นข้อสังเกต

  ๔. อาการง่วงเหงาหาวนอนเกิด อย่าฝืน ให้ลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่างกายโดยการเดิน ถ้าระงับนิวรณ์ ๕ ไม่ได้ การปฏิบัติก็ไม่มีผล

  ๕. อารมณ์จริงต้องเบา ๆ สบาย ๆ หากหนักและเครียดไม่ใช่อารมณ์จริง ตึงเกินไปก็ไม่มีผล หย่อนเกินไปก็ไม่มีผล การบรรลุต้องใช้ทางสายกลางทั้งสิ้น
 
#ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๕ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๖
รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน
#รวมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์ #โอวาทธรรม  
#อย่าลืมแม่บทของการเจริญพระกรรมฐาน_คือ_อานาปานัสสติ

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

การพูด....

..ส่วนมากเมื่อเราพูดออกไปโดยเป็นผู้ไร้สติขาดสติแล้ว ไม่ได้พิจารณาถึงผลได้ผลเสียอะไรเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ บางทีนั้นเราอาจจะพูดผิดศีลธรรมก็ได้ แล้วก็จะนำแต่ความทุกข์มาให้ตนเองฝ่ายเดียว 
..แต่ทุกคนพูดไปตามความพอใจและความโกรธของตน และชอบพูดเข้าข้างตนเองว่าตนพูดถูกอยู่เสมอ นี้เป็นข้อสำคัญมาก เราทุกคนควรพิจารณาดูคำพูดของตนให้เข้าใจ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..
วัดอรัญญวิเวก ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

..ขออนุโมทนาบุญข้อมูลธรรม..
เพจ: บูชาธรรม พ่อแม่ครูอาจารย์

เนกขัมมะบารมี

เนกขัมมะบารมี 
สมเด็จองค์ปัจจุบัน สมเด็จองค์ปฐม
  เมื่อวันอังคารที่ ๑๕ มิ.ย. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมร่วมกับผม ท่านฟังเทปที่หลวงพ่อท่านสอน เรื่อง ทานหรือจาคะก็นำไปสู่พระนิพพานได้ หากเราทำบารมีได้ให้เต็ม จะมีผลทำให้บารมีอื่น ๆ อีก ๙ บารมีเต็มได้ด้วย ในการปฏิบัติบารมี ๑๐ หลวงพ่อเริ่มจากทานบารมีก่อน เพื่อนผมฟังแล้วก็พิจารณาว่า สำหรับตนเอง ขอเลือกเอาเนกขัมมะบารมีเป็นบาทต้น เมื่อนึกถึงจุดนี้ สมเด็จองค์ปัจจุบัน ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

  ๑. ถ้าจักยึดเนกขัมมะบารมีเป็นบาทแรก ก็สมควรและเหมาะสมดี สำหรับข้อวัตรปฏิบัติเพื่อเนกขัมมะบารมี ขอให้เจ้าจดจำคำตรัสในโอวาทปาฏิโมกข์ คือ

  ก) สัพพะปา ปัสสะ อะกะระณัง คือ ไม่ทำชั่ว ทั้งกาย วาจา ใจ ให้หมั่นค่อย ๆ ละไป โดยยึดหลักสังโยชน์เป็นเครื่องวัด

  ข) กุ สะ ลัส สู ปะ สัมปะทา คือ พยายามทำแต่ความดี ทั้งกาย วาจา ใจ โดยอาศัยสังโยชน์เป็นหลัก

  ค) สะ จิต ตะ ปะริโย ทะ ปะนัง คือ ทำจิตให้ผ่องใส เพียรใช้ปัญญาละจากสังโยชน์ ๑๐ อย่าให้เป็นเครื่องร้อยรัด วาจา และใจ ให้เศร้าหมอง นี่คือหลักการของเนกขัมมะบารมี ที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมทรงวางไว้

  ๒. จากนั้นสมเด็จองค์ปฐมทรงเสด็จมาเป็นประธาน ทรงตรัสว่า เราทุก ๆ พระองค์จักพอใจมาก ถ้าหากเจ้าสามารถปฏิบัติตามข้อวัตรของเนกขัมมะบารมีให้มีผล เพราะเป็นจุดประสงค์ตรงความต้องการของเราทุก ๆ พระองค์ จักขนเหล่าสัตว์ทั้งหลายให้เข้าถึงพระนิพพาน ด้วยการบวชในเนกขัมมะบารมี คือ การบวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ ดับกิเลส คือ สังโยชน์ ๑๐ ให้หลุดออกไปจากการยึดเกาะของจิต จงตั้งใจไว้ในเนกขัมมะบารมี หมั่นทำตามข้อวัตรปฏิบัตินี้ให้เกิดขึ้นกับจิตอยู่เนือง ๆ ระลึกถึงหลักปฏิบัตินี้อย่าให้ขาด มีศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งอยู่เฉพาะหน้าเป็นประจำ จึงจักยังจิตให้ถึงพร้อมตามหลักคำตรัส พระโอวาทปาฏิโมกข์นั้น ๆ

  ๓. เมื่อเจ้าคิดได้โดยตั้งใจเอาเนกขัมมะบารมีเป็นบาทแรกแล้ว ต่อไปเมื่อทบทวนบารมี ๑๐ ก็จงเอาเนกขัมมะบารมีขึ้นหน้า แล้วนำมาเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ดึงเอาบารมีอีก ๙ ประการมาเป็นองค์ประกอบ จุดนี้จักทำให้บารมี ๑๐ ของเจ้าเต็มได้

  ๔. จงหมั่นระวังขันธมารและกิเลสมารเข้ามาขัดขวาง การทำความเพียรในเนกขัมมะบารมีนี้ด้วย

  ๕. ธรรมารมณ์ใดที่เป็นศัตรู ขัดกับพระโอวาทปาฏิโมกข์ เจ้าจงหมั่นละธรรมารมณ์นั้นให้ออกไปจากจิตเสียโดยไว

  ในวันเดียวกันนี้ พอเพื่อนของผมท่านรู้ข่าว เรื่องเปลือกหรือขันธ์ ๕ ที่หลวงพ่อท่านเคยอาศัยอยู่ชั่วคราวนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปบางส่วน ซึ่งมันก็เป็นของธรรมดา แต่จิตของเพื่อนผมมันฟุ้งออกนอกทาง มีการปรุงแต่งธรรม ซึ่งเป็นอุปาทานทำให้เกิดอารมณ์ ๒ คือ พอใจกับไม่พอใจ ทำจิตของตนเองให้เศร้าหมอง ซึ่งขัดกับเนกขัมมะบารมี ซึ่งเพิ่งได้รับคำสอนจากสมเด็จองค์ปฐม ก็ต้องหยุดปรุงแต่งธรรมต่อไป 

หลวงปู่บุดดา ท่านก็เมตตามาสอนว่า

  ๑. พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ อย่างท่านฤๅษีตายได้รึ (ก็ตอบว่าไม่ตายค่ะ)
  ๒. เอ้อ แล้วไป ข้าคิดว่าเอ็งจะตอบว่าตายได้เสียอีก เรื่องขันธ์ ๕ เอ็งอย่าเพิ่งไปสนใจเลย ปล่อยไว้ให้เป็นเรื่องของพระท่าน สนใจการปฏิบัติธรรมให้ละสังโยชน์ ๔ - ๕ ให้ได้เสียก่อน
  ๓. แล้วอย่าลืมจรณะ ๑๕ เสียล่ะ พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ ท่านมีกันครบทุกข้อจึงจะถึงนฤพานได้ เนกขัมมะบารมี จึงจะมีผล ข้าไปละ

ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๕ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๖ ตอน ๑
รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน
#สมเด็จองค์ปฐม  #ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น

พระโสดาบัน

🟥(#พระโสดาบัน )
( #ผู้เข้ากระแสพระนิพพาน )
คำสอน พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

1./ #ระงับความพอใจในขันธ์5 เสีย คิดว่าร่างกาย มันตายอยู่ตลอดเวลา 
ทุกลมหายใจเข้าออกไม่ลืมความตาย เป็นทั้งสมาธิและวิปัสสนารวมกัน

2./ #ทรงศีลให้บริสุทธิ์ ควรทำเป็นสีลานุสสติกรรมฐาน
ทรงศีลให้เป็นกำลังฌาน คือ ทรงอารมณ์อยู่ในศีลตลอดวันตลอดคืน 
ไม่ยอมให้ศีลบกพร่องทางใจ
ไม่ใช่ต้องไปนั่งหลับตาปี๋ ให้ลืมตาทำงาน คุยกับหมากับแมว หรือเจอะหน้าคนด่าคนนินทา
ศีลเราทรงตัวไม่หวั่นไหวใช้ได้
เป็นการตัดสังโยชน์ ข้อ 2 สีลัพตปรามาส

3./ #ตัดวิจิกิจฉา โดยการน้อมใจเคารพในคุณพระรัตนตรัย ทั้ง 3 ประการ 
คือ ทรงพระกรรมฐาน 3 ให้เป็นฌาน
คือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ ให้ทรงตัว

4./ #ตัดสินใจทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพานในชาตินี้
ไม่ต้องการเกิดเป็นคนรวยสวยแข็งแรง
ไม่ต้องการเกิดเป็นเทพ เทวดา พรหม
กำลังใจมุ่งพระนิพพานเป็นอุปสมานุสสติกรรมฐาน

การที่จะหลีกหนีบาปกรรมชั่วหรือนรกได้ ก็ต้องปฏิบัติให้ได้ทั้ง 4 ข้อนี้ หรือ
#ตัดสังโยชน์_3ประการได้ 
#ท่านให้ชื่อว่าผู้เข้ากระแสพระนิพพาน #คือ_พระโสดาบัน 

ท่านผู้นั้นบาปเก่าทั้งหมดตามไม่ทัน ไม่สามารถถูกลงโทษได้แล้วก็ท่านผู้นั้นจะไม่มีการตกนรก ไม่เกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานต่อไปอีกทุกชาติที่เกิด จะวนเวียนเฉพาะเป็นมนุษย์ เทวดากับพรหม และต่อไปถ้ากำลังใจเต็มไม่สนใจร่างกาย ไม่สนใจเทวดาพรหมก็ไปนิพพาน"

ขออนุญาตนำมาเผยแผ่เป็นธรรมทานค่ะ
แบ่งปัน : มงกุฎเพชร อภิญญา

#ทฤษฎี มิติ กาลเวลา คลื่นความถี่

#ทฤษฎี มิติ กาลเวลา คลื่นความถี่
.
โลกเรามีหลายมิติซ้อนทับกันอยู่ เหมือนคลื่นวิทยุที่มีหลากหลายความถี่ซ้อนทับอยู่ ณ ที่เดียวกัน เราจึงฟัง FM95 กับ จส.100 ได้แค่เปลี่ยนการรับคลื่นความถี่ แต่ไม่ต้องย้ายวิทยุไปไหน

.
ไม่ใช่ทุกมิติจะรับรู้กันและกันหรือมองเห็นกันได้ อย่างปีกแมลง ตอนมันขยับที่ความถี่สูงมาก ๆ จนเกินขอบเขตที่ตาเราจะมองได้ทัน เราก็จะเห็นว่าปีกแมลงมันหายไป อุปมาเช่นนี้เพื่อจะทำให้เข้าใจว่า เรามองไม่เห็นมิติที่คลื่นความถี่สูงกว่า

.
มนุษย์เรามีความเป็นอยู่ในมิติที่ 3 และมีร่างเนื้อ

.
เราจึงมองไม่เห็นความเป็นอยู่ ในมิติที่ 4, 5 และสูงขึ้นไป ซึ่งเขามีความเป็นอยู่ ที่ไม่มีร่างเนื้อแบบเรา และตั้งแต่มิติที่ 5 ขึ้นไปนั้นจะเป็น Light Being อยู่ในรูปของแสง

.
 ความเป็นอยู่ ในมิติที่ต่ำกว่าเรา คือพวกสัตว์อื่น ๆ อย่างสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว หรือสัตว์ต่าง ๆ ที่ใช้ชีวิตตามสัญชาติญาณเป็นหลัก ไม่มีสมองทรงภูมิปัญญาแบบมนุษย์ สมสู่กันได้แม้เป็นพ่อแม่ลูกกัน

.
การแยกมิตินี้ อีกนัยนึงมันก็แยกขีดจำกัดความสามารถของ ความเป็นอยู่ นั้น ๆ อย่างหมามันคงไม่เข้าใจว่ามนุษย์สร้างเครื่องยนต์ขึ้นมาได้ไง มันคงมองเราเป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญามีเทคโนโลยีล้ำหน้า เช่นกันกับที่เราอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในมิติที่ 4 และสูงขึ้นไป

.
โดยเฉพาะเรื่อง “เวลา” ที่ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ตั้งแต่มิติที่ 5 เป็นต้นไป จะ “ไม่มีเวลา” นั่นคือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทุกอย่างอยู่ที่เดียวกันหมด

.
เราอาจจะนึกภาพไม่ออกหรอก เหมือนที่เราดูฉากสุดท้ายใน #Interstella แล้วมึน ๆ น่ะ นั่นน่าจะเป็นการพยายามอธิบายมิติที่ 5 เลยแหละ ซึ่งก็ไม่แปลกที่เราจะไม่เข้าใจ เพราะเราอยู่ในมิติที่ 3 เรื่องพวกนี้แหละที่ #พระพุทธเจ้า เรียกว่า “อจิณไตย” เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ด้วยภูมิปัญญาของมนุษย์ในมิติที่ 3

.
ความเป็นอยู่ มิติที่ 4 คือ ภูติ ผี วิญญาณ เทพ เทวดา พวกนี้ไม่มีร่างเนื้อแบบเรา แต่หากมนุษย์บางคนมีคลื่นความถี่จิตที่สูงจนรับรู้มิติที่ 4 ได้ เขาจึงเห็น และสื่อสาร ในมิติที่ 4 ได้ เกิดเป็นเรื่องเล่า ผีสางนางไม้ เทพ เทวดาต่าง ๆ พญานาค พญาครุฑมากมาย พอเอามาเล่าต่อให้ชาวบ้านที่เขามองไม่เห็นฟังเข้าใจง่าย ๆ ก็เรียกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป

.
มิติที่ 5 เป็นต้นไป นี่คือ ความเป็นอยู่ ที่คลื่นความถี่สูงจนไร้ซึ่งอารมณ์โกรธ โลภ กลัว เหล่านี้ อันเป็นเป็นพลังงานคลื่นความถี่ต่ำ ความเป็นอยู่ ในมิติที่ 5 เป็นพลังงานบริสุทธิ์ความถี่สูงที่ตรงข้ามกับความกลัว นั่นคือ Unconditional Love ไม่ใช่รักแบบหนุ่มสาว รักแบบพ่อแม่ แต่เป็นรักแบบที่ทุกคนเท่ากัน รักด้วยความเมตตาอย่างแท้จริง

.
มิติทั้งหมดมี 12 มิติ และมีการระบุว่า มิติที่ 12 คือนิพพาน เมื่อเราเข้าสู่มิตินี้แล้ว เราจะไม่กลับลงมามิติที่ต่ำกว่าอีก

.
หรือว่าที่พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ไว้ แต่ละชั้นมีรูปแบบและลักษณะอย่างไร สวรรค์บางชั้นเวลาเดินช้า บางชั้นไม่มีกาลเวลา มันอาจจะเป็นเรื่องเดียวกันกับมิติเหล่านี้ก็ได้

.
อธิบายได้ว่าทำไมคนที่ฝึกจิตมาก ๆ จนความถี่สูงเข้ามิติที่ 4 ก็จะมองเห็นกายเนื้อและจิตแยกกัน สภาวะนี้แหละคือการถอดจิตได้ แวปไปอีกฝั่งของโลกได้ในพริบตา ท่องไปนอกโลกก็ทำได้ มองเห็นภูติผีเทวดาในมิติที่ 4 ได้ และถ้าพัฒนาจน Access ข้อมูลใน ATMA ได้ ก็จะระลึกชาติได้ ทฤษฎีนี้มันอธิบายปรากฎการณ์เหล่านี้ได้ทั้งหมด 

.
มนุษย์ต่างดาวส่วนมาก มีความเป็นอยู่ ในมิติที่ 4 เขาอยู่ในคลื่นความถี่ที่สูงกว่าเรา เราจึงมองไม่เห็นเขา พวกเขามีหลายเผ่าพันธุ์เหมือนที่เรามีหลายเชื้อชาติ หน้าตาแปลกประหลาดเหมือนในนิยาย Sci-fi บางเรื่องเอาภาพจริง ๆ ของมนุษย์ต่างดาวมาทำเป็นหนังด้วยซ้ำ คนที่ตื่นรู้ Awaken แล้ว ต่างกำลังพยายามตีแผ่ความจริง แต่ต้องเล่าผ่าน Movie เพื่อไม่ให้คนช๊อค และตัวละครในวรรณคดีไทยอย่างครุฑ พญานาค ไรพวกนี้ ล้วนมีจริงหมด ก็เป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งของ Being มิติที่ 4 นั่นเอง แต่มนุษย์ในอดีตที่สามารถมองเห็นได้ ก็จะตีความไปตามจินตนาการ อย่างพญาครุฑนี่ อาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวเผ่าเดียวกับภาพวาดบนกำแพงอียิปต์ก็ได้ เทพเจ้าที่ตัวเป็นคนหัวเป็นนก ซึ่งเขาคือมนุษย์ต่างดาวชาว Anunaki เผ่านี้มีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์เรามาก 

.
เรื่องทั้งหมดนี่อาจฟังดูเป็นแค่นิยายไร้สาระ แต่ประเด็นที่คิดว่ามันมีประโยชน์ คือกลไกของการหลุดพ้นจาก Matrix โฮโลแกรมเหล่านี้ มีทางเดียวคือยกระดับความถี่ของจิตเราเข้าสู่มิติที่ 5

.
วิธีการคือ #ฝึกจิต ให้ละวางอารมณ์ ทำจิตให้ Netrual วางเฉยต่อทุกสิ่ง ไม่ยึดโยงกับสิ่งใด พัฒนาจนสามารถเกิดสภาวะ Unconditional love ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ระดับมิติที่ 5 ได้ ซึ่งนี่มันก็หลักการเดียวกับการไป #นิพพาน ชัด ๆ เขาบอกต้องทำแบบนี้เท่านั้น จึงจะเอาชนะเทคโนโลยี Implant ที่กดความทรงจำ กดความสามารถที่แท้จริงของเราไว้ได้ แล้วเมื่อจิตเรายกระดับขึ้นจนเชื่อมต่อกับ ATMA ตัวตนที่แท้จริงของเราในมิติที่ 5 ได้ เราก็จะเข้าใจทุกอย่าง ตรัสรู้ Enlightment ซึ่งทางพุทธก็เชื่อว่าคนเราทำได้ตั้งแต่อยู่ในร่างเนื้อเช่นกัน แล้วเมื่อร่างเนื้อตาย จิตเราจะข้ามมิติเวียนว่ายตายเกิด ไปสู่มิตินิพพาน 

.
ขอขอบคุณที่มา : https://citly.me/EKB1R

.
#socool 
#มิติเวลา #มิติที่5 #กาลเวลา #คลื่นความถี่ #ความรู้ #สภาวะจิต #พุทธศาสนา #Interstella #ภพภูมิ #Being #สาระน่ารู้ #การฝึกจิต #มนุษย์ #มนุษย์ต่างดาว

วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ขออัญเชิญ ครูบาธิยาย ทั้งหลายนั้น เชิญมาชุมนุน ประชุมกัน

อิติปิโส ภะคะวา ข้าพเจ้าขออัญเชิญ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาอยู่เหนือเกล้าเหนือผม ขออัญเชิญพระพรหมเสด็จมาอยู่เบื้องบ่าซ้าย ขออัญเชิญพระนารายณ์เสด็จมาอยู่เบื้องบ่าขวา ขออัญเชิญพระแม่คงคาเสด็จมาเป็นน้ำลาย ขออัญเชิญพระพายเสด็จมาเป็นลมปาก ขออัญเชิญพยานาคเสด็จมาเป็นสร้อยสังวาล ขออัญเชิญพระกาฬเสด็จมาเป็นดวงใจ ข้าพเจ้าจะทำการสิ่งใด เมื่อใด ภูตใด พรายใด อย่าได้มาเบียดเบียนบีฑา อย่าได้ประมาทพลาดพลั้ง
ขออัญเชิญคุณครูแต่หนหลัง พระฤาษีทั้งร้อยแปดตน เดชะครูบาธิยาย อันเลิศล้ำ คุณครูอยู่ในถ้ำต่างจงมาช่วยอวยพรให้แก่ข้าพเจ้า พุทธังประสิทธิ์ มหาประสิทธิ์ ธัมมังประสิทธิ์ มหาประสิทธิ์ สังฆังประสิทธิ์ มหาประสิทธิ์ 
โอม คุรุเทวะ นะมามิ ข้าพเจ้า ขอยอกรชุลีโดยเคารพ คำนับนบคุณครูเฒ่า แต่ก่อนเก่าปัจจุบัน ครูเลขแลครูยันต์ ครูว่านแลครูยา ครูตำหรับแลครูตำรา ครูเวทย์มนต์กลคาถา ครูนะโมกอ ขอ แล กอ กา ครูอักขระขอมไทย จนจบหมด ที่ข้าพเจ้าได้เล่าเรียนศึกษา ข้าพเจ้าขออัญเชิญ ครูบาธิยาย ทั้งหลายนั้น เชิญมาชุมนุน ประชุมกัน ณ สถานที่อันเป็นมงคลแห่งนี้

วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

การบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ของพระอานนท์ ที่แปลกกว่าพระอรหันต์เถระรูปอื่น

**การบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ของพระอานนท์ ที่แปลกกว่าพระอรหันต์เถระรูปอื่น**
**พระอานนท์ผู้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ากลับบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ช้า และในอิริยาบถที่แปลก**

**ประวัติพระอานนท์ เอตทัคคะในทางพหูสูตร**

พระอานนท์ เป็นพระราชโอรสของพระสุกโกทนะ ผู้เป็นพระกนิษฐาของพระเจ้าสุทโธทนะ พระมารดานามว่า พระนางกีสาโคตมี มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระบรมศาสดา (พระราชโอรสของพระเจ้าอา) ออกบวชพร้อมกับเจ้าชายอนุรุทธะและอุบาลี เมื่อท่านบวชแล้ว ได้ฟังโอวาทจากพระปุณณมันตานี ได้ บรรลุเป็นพระโสดาบัน

**ได้รับเลือกเป็นพุทธอุปัฎฐาก**

**ในช่วงปฐมโพธิกาลหลังจากตรัสรู้แล้ว 20 พรรษานั้น ยังไม่มีพระภิกษุใดปฏิบัติรับใช้พระพุทธองค์เป็นประจำ มีแต่พระภิกษุผลัดเปลี่ยนวาระกันปฏิบัติ**เช่น พระนาคสมาละ พระนา คิตะ พระอุปวาณะ พระสาคตะ และพระเมฆิยะ เป็นต้น

บางคราวการผลัดเปลี่ยนบกพร่อง องค์ที่ปฏิบัติอยู่ออกไป แต่องค์ใหม่ยังไม่มาแทน ทำให้พระพุทธองค์ต้องประทับอยู่ตามลำพัง ขาดผู้ปฏิบัติ บางครั้งพระภิกษุผู้ปฏิบัติ ก็ดื้อดึงขัดรับสั่งของพระพุทธองค์ 

 
 **พระพุทธองค์ ได้รับความลำบากพระวรกายเพราะถูกปล่อยให้ประทับอยู่ตามลำพังหลายครั้ง จึงมีพระดำรัสรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์เลือกสรรภิกษุทำหน้าที่ปฏิบัติพระองค์เป็นประจำ** ภิกษุทั้งหลายมีฉันทามติมอบหมายให้พระอานนท์เถระรับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยเห็นว่าท่านเป็นผู้มีสติปัญญา ขยัน อดทน รอบคอบ และเป็นพระญาติใกล้ชิด ย่อม จะทราบพระอัธยาศัยเป็นอย่างดี 

 
 **ซึ่งพระอานนท์ ได้ทูลขอพร 8 ประการ ก่อนที่พระเถระจะตอบรับทำหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก** ดังนี้:- 
1) ขออย่าประทานจีวรอันประณีตแก่ข้าพระองค์ 
2) ขออย่าประทานบิณฑบาตอันประณีตแก่ข้าพระองค์ 
3) ขอได้โปรดอย่าให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์ 
4) ขอได้โปรดอย่าพาข้าพระองค์ไปในที่นิมนต์ 
5) ขอพระองค์จงเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ ที่ข้าพระองค์รับไว้ 
6) ขอให้ข้าพระองค์พาบริษัทที่มาจากแดนไกลเข้าเฝ้าพระองค์ได้ในขณะที่มาถึงแล้ว 
7) ถ้าข้าพระองค์เกิดความสงสัยขึ้นเมื่อใดขอให้ข้าพระองค์เข้าเฝ้าทูลถามความสงสัยได้เมื่อนั้น 
8) ถ้าพระองค์แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องใด ในที่ลับหลังข้าพระองค์ขอได้โปรดตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องนั้น แก่ข้าพระองค์อีกครั้ง 
 
 โดยให้เหตุผลว่า
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพรข้อที่ 1-4 ข้างต้น ก็จะมีคนพูดติฉินนินทา ได้ว่า พระอานนท์ ปฏิบัติบำรุงอุปัฏฐากพระบรมศาสดา จึงได้ลาภสักการะมากมายอย่างนี้ การปฏิบัติอุปัฏฐากมิได้หนักหนาอะไรเลย และถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพรข้อที่ 5-7 ก็จะมีคนพูดได้อีกว่าพระอานนท์ จะบำรุงอุปัฏฐากพระบรมศาสดาไปทำไม แม้กิจเพียงเท่านี้ พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงอนุเคราะห์

อนึ่ง โดยเฉพาะถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพรข้อสุดท้ายแล้ว หากมีผู้มาถามข้าพระองค์ว่า ธรรมข้อนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงที่ไหน ถ้าข้าพระองค์ไม่ทราบ เขาก็จะตำหนิได้ว่า พระอานนท์ ติดตามพระบรมศาสดาไปทุกหนแห่ง ดุจเงาตามพระองค์ แต่เหตุไฉนจึงไม่รู้แม้แต่เรื่องเพียงเท่านี้"

 
 พระบรมศาสดา เมื่อได้สดับคำชี้แจงของพระอานนท์แล้ว จึงประทานสาธุการ และพระราชทานอนุญาตให้ตามที่ขอทุกประการ ตั้งแต่นั้นมา ท่านพระเถระก็ปฏิบัติหน้าที่บำรุงอุปัฏฐากพระพุทธองค์ตลอดมา ตราบเท่าถึงเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน

**********

**การบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ของพระอานนท์**

เจ้าชายอานนท์ออกบวชพร้อมกับเจ้าชายศากยะท่านอื่น ๆ คือ เมื่อบวชได้ไม่นานเจ้าชายองค์อื่น ๆ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ **คงเหลือที่พระอานนท์กับพระเทวทัตเท่านั้นที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ สำหรับพระอานนท์ได้บรรลุธรรมเบื้องต้นคือพระโสดาบันเท่านั้น ส่วนพระเทวทัตได้แค่อภิญญาแต่ยังไม่บรรลุธรรมใด ๆ**

**เสียใจที่ตนยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ ทั้งที่พระพุทธเจ้ากำลังใกล้จะปรินิพพาน**

**ในกาลที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพาน พระอานนท์เถระมีความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนยังเป็นพระโสดาบันอยู่ เกรงจะบรรลุอรหันต์ไม่ทันพระบรมศาสดาที่กำลังจะเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานในอีกไม่ช้า จึงหลีกออกไปยืนร้องไห้แต่เพียงผู้เดียวข้างนอก พระพุทธองค์รับสั่งให้ภิกษุไปเรียกเธอมาแล้ว ตรัสเตือนให้เธอคลายทุกข์โทมนัสพร้อมทั้งตรัสพยากรณ์**ว่า.... 

 **“อานนท์ เธอจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในวันทำปฐมสังคายนา”**

**การบรรลุธรรมที่แปลกกว่าพระอรหันต์เถระรูปอื่น**

**หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้สามเดือนพระมหากัสสปเถระได้นัดประชุมพระอรหันต์ขีณาสพ จำนวน 500 องค์ เพื่อทำปฐมสังคายนา โดยมอบให้พระอานนท์รับหน้าที่วิสัชนาพระสูตรและพระอภิธรรม** **แต่เนื่องจากพระอานนท์ยังเป็นพระโสดาบันอยู่ ในขณะที่องค์คณะปฐมสังคยานาเป็นการรวมพระอรหันตสาวกทั้งหมด เว้นแต่พระอานนท์ ท่านจึงได้เร่งเพียรธรรม โดยหวังว่าจะบรรลุธรรมก่อนที่จะมีการสังคายนาขึ้น**

**ท่านเร่งทำความเพียรอย่างหนักแม้ในคืนสุดท้ายก่อนปฐมสังคายนา แต่ก็ยังไม่สำเร็จจนเกิดความอ่อนเพลีย** **ท่านจึงปรารภที่จะพักผ่อนอิริยาบถสักครู่ จึงเอนกายลงบนเตียง ในขณะที่เท้าพ้นจากพื้น ศีรษะกำลังจะถึงหมอน เพราะต้องการพักผ่อน ด้วยปลงใจว่า ไม่ควรหักโหมในการปฏิบัติมากนัก ท่านก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์**

(ซึ่งเป็นแง่คิดแก่นักปฏิบัติธรรม ในการรู้จักปรับสภาพการปฏิบัติของตนให้เหมาะสม หรือที่ใช้กันในทางพระคือการปรับอินทรีย์ ไม่ให้หักโหมนักหรือไม่ให้ย่อหย่อนนัก)

**นับว่าเป็นการบรรลุในระหว่างอิริยาบถทั้ง 4 คือ ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งทั้ง 4 อย่าง คือ อิริยาบถยืน เดิน นั่ง หรือนอน เป็นการบรรลุเป็นพระอรหันต์ที่แปลกกว่าพระเถระรูปอื่น ๆ**

#พระไตรปิฎก #รวมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์9

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

#เกิดมาทำไม_เกิดเพื่ออะไร ?

🟥
ปุจฉา :
ดิฉันเกิดปัญหาถามตัวเองขึ้นมาว่าเกิดมาทำไม?เกิดเพื่ออะไร ? อะไรนำพาให้เกิด ? เกิดมาแล้วมีแต่ทุกข์ ทำไมคนเราจึงอธิษฐานขอเกิดกันอยู่ร่ำไป

วิสัชนา :
ที่มีปัญหากับเจ้าตัวว่า “เกิดมาทำไม” “เกิดเพื่ออะไร” คำว่าเกิดมาทำไม ตอบว่า...เพราะกรรมทำให้เกิด ถามว่าเกิดมาเพื่ออะไร ตอบว่า...เกิดมาเพื่อสร้างบารมีหนีจากความหลงของเจ้าตัวที่เคยหลงมา ถามว่าอะไรนำมาให้เกิด ตอบว่า...อวิชชาความโง่ๆ พาให้เกิด อวิชชานั้นแบ่งออกเป็นแปด

๑. ไม่รู้ทุกข์
๒. ไม่รู้ทุกขสมุทัย คือเหตุให้ทุกข์เกิด
๓. ไม่รู้ทุกขนิโรธ คือความดับแห่งทุกข์
๔. ไม่รู้ทางดำเนินให้ถึงทางดับทุกข์เพิ่มทุกข์เข้าอีก
๕. ไม่รู้จักอดีต
๖. ไม่รู้จักอนาคต
๗. ไม่รู้ทั้งอดีตอนาคตโยงใส่กัน
๘. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท คือลูกโซ่ที่เกี่ยวคล้องเป็นสาย
มันเป็นบ่วงวงกลมคล้องคอจิตใจเราอยู่ อวิชชา ๘ ก็ว่า

คำว่า “อวิชชา” แปลว่าไม่ใช่วิชชา ถ้าแปลให้เข้าใจง่าย ก็คือความโง่ความหลงของเราแต่ละท่านๆ นั่นเอง ถ้าจะอธิบายในเรื่องนี้ให้พิสดารก็ต้องยาวเหยียดมาก จะอย่างไรก็ตาม เราไม่ต้องอธิบายยาวเหยียด ทำไมคนเราจึงอธิษฐานขอเกิดกันอยู่ร่ำไป ตอบว่า...เพราะกรรมบันดาล ยังไม่เห็นทุกข์ในโลกพอ เพราะมีความหวังในโลกอยู่ เพราะเข้าใจว่า มันพอใช้พอสอยอยู่ ถ้าจะตอบให้ถึงที่แล้ว ก็คือบารมียังอ่อนอยู่นั่นเอง

เมื่อผู้อธิษฐานขอเกิด ก็แปลว่ามีความพอใจยินดีในการเกิด ส่วนเป้าหมายในการเกิดแตกต่างกันออกไปตามเจตนา ตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละคน ข้อนี้ก็จริงอยู่ แต่บางท่านอยากเกิดมาอีก เพื่อสร้างบารมี เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกฯ หรือพระอรหันตขีณาสพ สาวกหรือสาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไป จำพวกที่ต้องการแบบนี้คือต้องการไปทางโลกุตรกุศล จำพวกหนึ่งนั้นต้องการเกิดเป็นเศรษฐีกฎุมพี ปรารถนาในโลกีย์ยุ่งเหยิงอยู่ บางจำพวกต้องการปรารถนาเกิดอีก เพื่อต้องการเสวยกามารมณ์ล้วนๆ บางจำพวกต้องการมาสนองเวร สนองภัยกับผู้อื่นที่อาฆาตจองเวรผูกใจเจ็บไว้

สรุป ความปรารถนาทั้งหลายมันก็เป็นไปตามกรรมและผลของกรรมอีกละ ถ้าหากว่าจิตยอมรับด้วยจิตเองว่าการเกิดเป็นทุกข์ ไม่ปรารถนาที่จะเกิดอีก พูดมาถึงตรงนี้ก็ตีความหมายว่า เป็นเพียงความคิด มันไม่อยากเกิดเพราะมันทุกข์ ก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ว่า เป็นความคิดที่วิ่งวนตัวตัณหาเสียอีกแล้วกระมัง ? ตอบข้อนี้ว่า...มันไม่เป็นตัณหาดอก และก็ไม่กลายเป็นทุกข์ซ้อนทุกข์โดยไม่รู้ตัวดอก พระบรมศาสดาและพระอริยสาวกผู้ที่สร้างบารมีแก่กล้ามาแล้ว ก็ต้องยืนยันอย่างนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว การประพฤติพรหมจรรย์ก็ไม่มีความหมายในคิวสุดท้าย

_______________________________________________
วิสัชนาธรรมโดยหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร

ที่มาของบทความ: คัดมาจากหนังสือหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ตอบปัญหาธรรมะ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒๐, เดือนกันยายน
Cr.#ธรรมะ #พ่อแม่ครูอาจารย์
ขออนุญาตนำมาเผยแผ่เป็นธรรมทานค่ะ

เรื่องของการพ้นทุกข์อยู่ที่จิต ไม่ใช่เรื่องของร่างกาย


#สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

เรื่องของการพ้นทุกข์อยู่ที่จิต ไม่ใช่เรื่องของร่างกาย เพราะหากร่างกายนี้ไม่มีจิตอยู่แล้ว ก็ไม่มีความรู้สึกแต่อย่างไร ให้พิจารณา จุดนี้ให้ดีๆ แล้วจึงจักวางอารมณ์ลงได้ด้วยเห็นกฎของความเป็นจริง และจงอย่าฝืนใจใคร ให้วางกรรมใครกรรมมันให้จงหนัก เมตตาได้เฉพาะคนที่ควรจักเมตตาเท่านั้น และควรมีกำหนดขอบเขตของความเมตตาด้วย มิใช่เมตตาจนเป็นที่เบียดเบียนตนเอง ถ้าทำอันใดไปแล้วคิดว่าเป็นเมตตา แต่สร้างความหนักใจและทุกข์ใจให้กับตนเอง จุดนั้นไม่ใช่เมตตา จับทางปฏิบัติให้ถูกแล้วจักถึงมรรคถึงผลได้ง่าย

#ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๑๑เดือนมีนาคม ๒๕๔๑
พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

ธรรมของตถาคต ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน**

**ธรรมของตถาคต ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน**
**สมเด็จองค์ปฐม** ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญ ดังนี้

**ธรรมของตถาคต ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน ผู้ที่ยังปฏิบัติไม่ถึงจึงต้องมีการขัดแย้งกันเป็นธรรมดา เพราะรู้ - เห็นไม่เหมือนกัน ตามบารมีธรรมของแต่ละคน ให้จับหลักข้อนี้ไว้ ก็จะเข้าถึงตัวธรรมดาได้ไม่ยาก**

**ใครยังไม่เข้าใจจุดนี้ ก็ย่อมยังมีอารมณ์ ๒ **(พอใจกับไม่พอใจ) **ยังมีการตำหนิกรรมของผู้อื่น ยังยึดผิด-ถูก ดี-เลว อยู่เป็นธรรมดา** เพราะสังโยชน์ ๔ - ๕ ยังไม่ขาด เป็นการเห็นกันต่างมุม-ต่างทิฐิ-ต่างความเห็น เป็นสงครามทางความคิด

**ธรรมของตถาคตต้องจำให้ได้เป็นประการแรก** **แล้วนำไปปฏิบัติตามให้เกิดผลเป็นขั้นที่ ๒** **โดยนำไปใคร่ครวญให้เกิดปัญญา ( ธัมมวิจยะ)** **ธรรมนั้น ๆ จะเดินไปในทางเดียวกันหมด จนที่สุดรวมเป็นหนึ่ง เป็น เอโกธัมโม**

**ธรรมทุกข้อทุกขั้นตอนของพระองค์ จะเกิดขึ้นได้จากความเพียรชอบเท่านั้น** มิใช่เพียรขออธิษฐาน อ้อนวอน แต่ไม่ยอมปฏิบัติ พระองค์จะสงเคราะห์เราได้ เราจะต้องช่วยจิตของเราให้สงบปราศจากนิวรณ์ก่อน โดยเจริญอานาปานัสสติ ควบคำภาวนา ยิ่งจับกสิณภาพพระ หรือภาพพระนิพพานได้ก็ยิ่งดี ส่วนใหญ่พวกเรามักเผลอ จิตทิ้งพระจึงยังเอาดีกันไม่ได้

**ส่วนใหญ่ประมาทและขาดความเพียรชอบ** **พอทำได้หรือพอสัมผัสธรรมได้ แต่ยังไม่ชำนาญ ก็วางธรรมนั้นไปสนใจธรรมอื่น ๆ ต่อไป** **จะต้องเพียรปฏิบัติต่อไปให้เกิด ความชำนาญจนจิตชิน กลายเป็นฌาน** **ชินในอารมณ์นั้น ๆ แบบเพียรรักษาศีล จนศีลรักษาเราไม่ได้ผิดศีลอีก เป็นสีลานุสสติเพียรทำทาน โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ** **ทั้งสิ้น นอกจากเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เป็น จาคานุสสติ เพียรระวังจิตอย่าให้มันคิดชั่ว เพราะกลัวผลของกรรมชั่วจะเกิดกับจิตตน เป็น เทวตานุสสติ และยากที่สุด คือ เพียรรักษาพรหมวิหาร ๔ จนกระทั่งพ้นภัยจากอารมณ์จิตของเรา ทำร้ายจิตเราเอง ได้ทรงตัว** **ใครทำได้ก็พ้นภัยตนเอง ต้องทำให้ชินจนเป็นฌาน**

**ทรงตรัสว่า** **การกำหนดรู้วาระจิตในทุกๆ ขณะจิตนั้นแหละ คือ จิตตานุสติปัฏฐาน** **ซึ่งตามปกติถ้าจิตยังเจริญไม่ถึง จักฟังสักเท่าไหร่ กี่ครั้งกี่หน ก็รู้ไม่ได้อยู่ดี** **จนกว่าถึงแล้วก็รู้เอง** **นี่คือการศึกษาปฏิบัติในหลักสูตรของพระพุทธศาสนา** **ซึ่งฟังแต่ปริยัติจักเข้าใจไม่ได้** **จนกว่าจักปฏิบัติถึงแล้ว** **จึงจักเข้าใจ เพราะธรรมเป็น ปัจจัตตัง ถึงแล้วรู้เอง**

**และการสอนให้ปฏิบัติมาตามนี้** **ก็เป็นอยู่ในหลักสูตรของพระพุทธศาสนา** **การสอนให้เข้าถึงธรรมปัจจุบันอย่างนี้** **เขาเรียกว่าสอนโดยพิสดาร** **สอนแล้วปฏิบัติมาก็ตรงแนวคำสอนเดิมอยู่ดี** **แตกต่างกันไปตามศัพท์แสง คำอธิบายเท่านั้น ซึ่ง ถ้าใช้ภาษาในอดีตคือต้นพุทธกาล พวกเจ้าก็จักเข้าใจยาก หรือยากที่จักเข้าใจ** **(จัดเป็นพระเมตตาของพระองค์อย่างหาประมาณมิได้)**

นักปฏิบัติพระกรรมฐาน ถ้าไม่รู้จุดนี้ จักปฏิบัติให้เข้าถึง อริยมรรค อริยผล เบื้องสูงได้ยาก แต่เมื่อรู้แล้วยังจักต้องปฏิบัติให้คล่องแคล่วชำนาญยิ่งๆ ขึ้นด้วย จึงจักมีมรรคผลเกิดขึ้น

ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๗ พฤศจิกายนตอน ๑

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

#สมเด็จองค์ปฐม4** **#ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น4

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)

สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)
**************
สัมมาสมาธิ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่
๒. เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติ
และสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่
๓. เพราะปีติจางคลายไป มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยกาย (นามกาย) บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลาย
กล่าวสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’
๔. เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่
ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
...........
ข้อความบางตอนใน มหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=10&siri=9

อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=273&p=6
#สัมมาสมาธิ #ตั้งจิตมั่นชอบ #สมาธิ #ฌาน ๔

พระมหากัสสป

**หลวงพ่อเล่าเรื่องพระมหากัสสป**
(คัดลอกจากหนังสือตอบปัญหา​ธรรม​ ฉบับพิเศษ​ เล่ม​๖​ หน้าที่​ ๒๑ - ๒๓)​
ผู้ถาม : เอ.. หลวงพ่อครับ พระมหากัสสปะ ท่านนิพพานแล้ว แต่ได้ยินเขาบอกว่า ศพของพระมหากัสสปะยังอยู่ที่ "เมืองราชคฤห์" แล้วจะเผาได้ต่อเมื่อ พระศรีอาริย์ มาตรัสรู้ และเผาบนมือด้วย อันนี้เป็นเหตุไฉนและข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ ?

หลวงพ่อ : ศพของพระมหากัสสปะไม่ได้อยู่เมืองราชคฤห์นี่ อยู่ที่.. เชียงตุง เดาส่งแล้ว

ผู้ถาม : อยู่ไทยนี่เองเองเหรอครับ.....?.....

หลวงพ่อ : ไทยใหญ่

ผู้ถาม : ไม่ใช่อยู่อินเดียหรือครับ.....?.....

หลวงพ่อ : ปัดโธ่..จะอยู่อินเดียตะพึดเลยนะ ยกยอดให้อินเดีย ตะบัน.. ท่านอยู่ตรงนี้ พระมหากัสสปะท่านมีงานอยู่แถวนี้ ระหว่างเชียงตุง เชียงราย แล้วก็ประเทศจีน ที่พระพุทธเจ้าส่งให้มาประกาศศาสนา ถ้าต่ำลงมานั้นเป็นเขตของ พระมหากัจจายนะ จากลำพูนลงมาก็เป็นเขตของพระโมคคัลลาน์ ก็ว่าตามเขต แล้วท่านก็นิพพานแถวนี้ ถ้าถามว่า "ศพของพระมหากัสสปะมีจริงไหม....?...."

ขอยืนยันว่ามีจริง.. ยังอยู่ ดอกไม้ที่เขาบูชาก็ยังอยู่ ธูปกับเทียนที่เขาบูชาก็ยังอยู่ แต่ว่าเวลาปกตินี่เราเข้าไม่ได้ เพราะเขาลูกเล็กๆ สองลูกข้างหน้าต่ำเคลื่อนมาติดกัน เมื่อปีกึ่งพุทธกาลน่ะเข้าได้ เขาลูกเล็ก ๆ มันขยายตัวออก เป็นเรื่องอัศจรรย์เหมือนกันนะ จนกระทั่งฝรั่งเข้าไปถ่ายภาพได้ ฉันได้ภาพที่ฝรั่งถ่ายประมาณ ๑๐ ภาพ

ในปีนั้นนะ เขาพิมพ์ขาย ไอ้ฉันน่ะไม่ได้ซื้อ เขามาให้แล้วก็เอาภาพนั้นไปให้ หลวงพ่อเล็กดู ถามว่า..."การนั่งอยู่.. การเข้าสมาธิเป็นของไม่แปลก แต่ธูปกับเทียนที่เขาบูชาทำไมจึงไม่เศร้าหมอง.. ยังสด ธูปเทียนก็ยังติดอยู่" หลวงพ่อเล็ก (หลวงพ่อเล็ก เกสโร วัดบางนมโค) ก็เลยบอกว่า

คำอธิษฐานของพระอรหันต์ จะให้เป็นอะไรก็ได้ ใครไม่เชื่อก็ไปดู พวกที่ได้ มโนมยิทธิไปดูก็ได้นี่ ไม่ต้องรอให้เขาเปิด...เข้าได้

ผู้ถาม : แล้วที่ว่าจะเผาต้องเผาบนมือพระศรีอาริย์ล่ะครับ...?...

หลวงพ่อ : ตามท่านว่ามา ถ้าเราไม่เชื่อเราอย่าเพิ่งตาย รอดูก่อน.. จนกว่าพระศรีอาริย์จะนิพพาน!!"

ผู้ถาม : โอ้โฮ...?...

หลวงพ่อ : อ้าว...ถ้าพูดเวลานี้ก็เถียงกันไม่จบ บางคนว่า"ฉันไม่เชื่อหรอก เป็นพระพุทธเจ้า แล้วกฎแห่งกรรมย่อมสิ้นไป มันเป็นเช่นนั้นจริง..!! ตามเรื่องมีว่า....

สมัยก่อนโน้น พระมหากัสสปะท่านเป็นช้าง รูปร่างท่านจึงใหญ่โตคล้ายช้าง แล้วพระศรีอาริย์ท่านเป็นเจ้าของ และก็มีการพนันกันว่า ช้างตัวนี้สามารถจะหยิบอะไรก็ได้ ก็บังเอิญคนพนันมันเกเร มันเอาเหล็กเผาจนแดงโชนให้อม ที่แรกเจ้าของยอมแพ้ ยอมให้ถูกปรับดีกว่า ไม่ยอมให้ช้างหยิบ ช้างก็รักษาศักดิ์ศรี อาศัยที่รักเจ้าของก็เอางวงหยิบ หยิบได้ฝ่ายนั้นก็ต้องแพ้ แต่ช้างก็ต้องตาย

เพราะอาศัยกรรมอันนี้หน่อยเดียว เวลาที่พระศรีอาริย์จะนิพพานท่านก็เอาศพพระมหากัสสปะใส่พระหัตถ์ อธิษฐานเตโชธาตุเผา เมื่อเผาแล้วก็อาศัยเหตุนี้เป็นปัจจัยพระองค์จึงนิพพาน แต่อย่าลืมนะ ไฟที่ใช้กำลังใจให้เกิดขึ้นมันไม่ร้อนหรอก ท่านจะร้อนก็ได้ ไม่ร้อนก็ได้

(ขออนุญาต​ใช้ภาพจากเวปไซต์​วัดท่าซุงครับ​ ขอบพระคุณครับ)
Cr.เพจ Kru Aun

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ปัญญาสูงสุด

"ปัญญาสูงสุด
คือ จิตเห็นจิต พอเรารู้จิตชัดแล้ว 
หมดสัญญา ไม่ต้อง รู้...อะไรอีก 
ให้รู้จิต เห็นจิต 
ไม่ใช่ ของต่ำๆ เป็นอริยะมรรคสำหรับตัดสมุทัย ทั้งหมด 

ดั่งที่พูด ว่า...
จิต ส่งออกนอก เป็นตัวสมุทัย 
ผลของสมุทัย เป็นตัวทุกข์ 
จิต เห็นจิต เป็นตัวมรรค  
ผลของมรรค เป็นตัวนิโรธ 
เหตุของนิโรธ คือ ตัวอริยะมรรคนี้เอง 

เหตุ ของทุกข์
ก็คือ สมุทัย ผลของสมุทัยเป็นตัวทุกข์ 

จิต ดูจิต ก็คือ... 
รู้...และก็ตั้งสติให้อยู่ในนั้น  
ระลึกรู้ อยู่...ในนั้น คือจิต กับสตินี้เอง
จิต กับรู้...เป็นของสิ่งเดียวกัน 
ไม่แตกต่างกันเลย การแตกต่างทั้งหลาย 
เกิดจากการคิดผิดๆ 
ย่อม นำไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งปวงทุกชนิด ไม่มี...หยุด เนื่องจากเราเข้าใจผิด 

ถ้าจิต เห็นจิตแล้ว...
แล้วอะไรๆ มันขาดหมด มันตัดขาดกิเลสตัณหาอะไรมันหมด  

จิต ตรงนั้น...
ไม่มี ปรุงแต่ง สัจธรรม ก็คือ...จิต."

-----------------------------------------------‐-----------------‐---

หลวงปู่ดุลย์ อตุโล

**ตายจากนักการเมืองใหญ่ไปลงนรกขุมใหญ่ขุมที่ ๕ มหาโรรุวนรก หลวงพ่อฤาษี**


เรื่องที่ ๑๖๒ ตายจากขุนนางใหญ่ไปลงนรกขุมใหญ่ขุมที่ ๕
 
 
 "..**วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๑**ท่านลุงทั้งสอง ท่านสหัมบดีพรหม และท่านย่ามาบอกให้อาตมาไปที่สำนักท่านพระยายมราช วันนี้ท่านลุงนุ่งผ้าไหมโจงกระเบนโก้จังเลย เมื่ออาตมาชมท่านหันมายิ้มบอกว่า "กำลังสอบสวนหนัก" เมื่อไปถึงมีเทวดาเจ้าหน้าที่แต่งชุดแดงทั้งหมด ต่างกันแต่ว่ามีเพชรติดตามเสื้อมากน้อยกว่ากันเท่านั้น ที่แดงล้วนไม่มีเพชรเลยก็มี วันนี้เทวดาผู้ใหญ่มามาก โดยเฉพาะถ้าท่านสหัมบดีพรหมหรือท่านพระอินทร์มา เทวดาจะแต่งกายมีเพชรแบบนี้ เมื่อเข้าที่พร้อมกันแล้ว ท่านลุงใหญ่นายบัญชีท่านบอกว่า
 
 "**วันนี้ไม่มีการส่งไปสวรรค์ เป็นพวกลงนรกทั้งหมดเพราะบาปมาก**"

ผู้ที่ถูกสอบสวน**รายแรกเป็นขุนนางใหญ่**คนนี้เมื่อเป็นมนุษย์รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว หน้าสวย จมูกโด่ง คงไม่ใช่คนไทย เจ้าหน้าที่รายงานบาปที่เธอทำว่า

"**คนนี้เป็นนักปกครองใหญ่**ในขั้นแรกทำงานเพื่อความเจริญของชาติ แต่การทำเพื่อชาติของเธอผิดกฎของกรรมดี เช่น
 ๑) **สอนให้คนในปกครองรุกรานชาติอื่น มีการรบราฆ่าฟันกันตายไปมาก เมื่อยึดได้แล้ว ครอบครัวของนักรบที่ตายบ้าง พิการบ้าง ก็รับบำเหน็จไม่เพียงพอ แต่ผู้ปกครองรัฐและพรรคพวกอยู่ดีมีสุข**

๒) เธอเสพสุขในกามคุณตามใจชอบ ใครก็ตามเมื่อต้องการต้องได้

๓) วาทะในการเจรจาดีแต่หาความจริงยาก ส่วนใหญ่พูดแบบนักการเมืองที่ไม่ใคร่โสภานัก แต่เหตุผลดีคนชอบใจ

๔) สุราเมรัย ดื่มเป็นปกติ และอื่นๆ อีกมาก"
 
 เมื่อท่านลุงฟังแล้วท่านถามว่า "ตามที่โจทก์กล่าวมาเป็นความจริงทุกอย่างหรือ"

เธอก้มหน้าไม่ยอมตอบ

ท่านลุงไม่ยํ้าเรื่องบาปท่านถามว่า "**ในชีวิตของเธอเคยให้ทานบ้างไหม**"

เธอนิ่ง

ท่านลุงถามอีกว่า "**เธอเคยสงเคราะห์โดยการช่วยเหลือเนื่องในการงาน (ช่วยทำงาน) มีบ้างไหม"**

เธอนิ่ง

ท่านลุงถามต่ออีกว่า "**เธอเคยคิดจะช่วยคนให้มีความสุขบ้างไหม**"

เธอนิ่ง

เมื่อท่านลุงถามเธออย่างนี้ ๓ รอบ เธอไม่ตอบ ท่านจึงสั่งเจ้าหน้าที่ว่า
 
 "ภาระของฉันหมดแล้ว พาไปให้นายนิรยบาลเขาเถอะ ต่อนี้ไปเป็นเรื่องของเขา"

เมื่อเจ้าหน้าที่พาไปแล้ว

ท่านลุงบอกอาตมาดูตามว่าเขาไปไหน

ปรากฏว่านายนิรยบาล**พาไปที่สระดอกบัว**ก่อนที่เธอจะลงไปมีสภาพเป็นสระนํ้าใสสะอาด มีดอกบัวดอกใหญ่สะพรั่งสวยมาก มีใบล้อมดอกสวยจริงๆ พอไปถึงนายนิรยบาล**จับเธอโยนลงไป ลงบนดอกบัวพอดี เมื่อถึงดอกบัวที่บานคอยอยู่แล้ว เท้าทั้งสองของเธอจมลงไปในดอกบัวถึงแข้ง หัวจมลงไปในดอกบัวถึงคอ ตอนนี้ดอกบัวเปลี่ยนสภาพเป็นเหล็ก** **นํ้าเปลี่ยนสภาพเป็นไฟไม่มีเปลวร้อนแรงมาก ใบบัวกลายเป็นหอกแหลนหลาวที่คอยเสียบเมื่อเธอดิ้นหล่นลงไป ตัวแดงคล้ายเหล็กถูกเผาไฟแดงโชน เสียงร้องดังมากเพราะกลีบบัวพอมีช่องให้เสียงออกมาได้ ที่ตรงนี้ท่านเรียกว่า "นรมขุมใหญ่ขุมที่ ๕ มีชื่อว่า มหาโรรุวนรก"
 **
 อาตมาถามท่านลุงว่า "**บาปเธอมากขนาดนี้ เธอต้องอยู่ที่ตรงนี้นานเท่าไร**"

ท่านบอกว่า "ต้องอยู่ที่ตรงนี้นาน **๘,๐๐๐ ปีนรก**เมื่อครบกำหนดนี้แล้วต้องลงอีกหลายขุม

**พระพุทธเจ้าบรรลุแล้ว ๑๐ พระองค์เศษ จึงได้มีโอกาสเป็นเปรต**

จากเปรตเป็นอสุรกาย

จากอสุรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน

จากนั้นต้องเกิดเป็นคนที่ถูกทำร้ายร่างกายหลายพันชาติ จึงหมดกรรมนี้"
 ถามท่านว่า "คนชาติไหน"
 ท่านบอกว่า "ชาติกวนใจคน.."

ข้อมูลจากหนังสือ #ตายแล้วไปไหน_หลวงพ่อฤาษี