วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ธรรมะเปิดโลก ตอน **ยืนกันคนละมุม**



ธรรมะเปิดโลก วันที่ 5 พฤษภาคม 2558
ตอนที่ 18 **ยืนกันคนละมุม**

ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา กับพวกเราทั้งหลาย ดังนี้ว่า 
- - - -
กวนอิมน้อยเอ๋ย.. แท้ที่จริงแล้ว คนเรา เหตุที่เกิดจากการแตกแยกนั้น ไม่ได้เกิดจากเพราะคนหนึ่งผิด เพราะคนหนึ่งถูก ไม่ได้เกิดจากสิ่งอื่นเลย นอกจากความเห็นที่แตกต่างกัน
กวนอิมน้อยเอ๋ย.. แม้แต่เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าแง่คิด แง่มุมมองไม่เหมือนกัน ก็ยังสามารถขัดแย้ง ถกเถียงกันได้ 
แต่ความแตกแยกเป็นสิ่งที่…
-- ทำร้ายทำลาย ความสำเร็จในสิ่งที่จะทำ 
-- ทำร้ายทำลาย ความสุขที่จะมี
-- ทำลาย ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ 
... ทำลายสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงแค่คนเกิดความแตกแยกกันเท่านั้น
กวนอิมน้อยเอ๋ย.. วันนี้จึงคุยธรรมะเรื่อง.. **ความแตกแยกเกิดขึ้น เพราะมีความเห็นที่แตกต่างกัน**
กวนอิมน้อยเอ๋ย.. ฉะนั้น การที่คนเราจะขัดแย้งกัน แตกแยกกันนั้น สามารถแก้ไขได้ โดยการ
เห็นเป็นธรรมดา // ทำความเข้าใจเป็นธรรมดาว่า แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์เราก็เป็นปกติเช่นนั้น เพราะ -- 
- ภูมิจิตของแต่ละดวงจิตนั้น เดินทางมาต่างกัน 
- สร้างบุญสร้างบารมี มาต่างกัน 
- มีกรรมที่ไม่ดี ต่างกัน
>> ความรู้ ความคิด จึงแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ทุกเรื่อง 
แต่ส่วนใหญ่แล้วคนเราก็จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน...
เมื่อเราเห็นเป็นธรรมดาเช่นนี้ เราก็เริ่มที่จะปล่อยวาง ไม่ค่อยจะขัดแย้ง แตกแยกกับใคร 
เราก็จะไม่สนใจที่จะไปถกเถียงหรือทำอะไร เพื่อให้เราชนะ เพื่อให้เขาพ่ายแพ้ สิ่งเหล่านี้ ก็จะไม่มี
สมมุติว่า ถ้าเราทะเลาะกันกับพ่อ พ่อเขาเป็นคนยุคก่อน เขาอาจจะมีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันกับคนยุคสมัยเดี๋ยวนี้ อาจจะมีแง่มุมของความเป็นพ่อ คือ เป็นห่วงลูก เขาก็เลยสั่งให้เป็นอย่างนั้น ทำอย่างนี้ 
บอกเตือนสอนเรา เราก็อย่าไปถกเถียง ทะเลาะกับพ่อ เพราะท่านยืนอยู่ในอีกมุมหนึ่ง
ในมุมของความเป็นพ่อ ท่านจึงมองเห็นในอีกแง่หนึ่ง ในแง่ที่เรามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่พ่อไม่ดี ไม่ใช่พ่อจู้จี้ขี้บ่น ไม่ใช่พ่อเชยไม่ทันสมัย ไม่ใช่อย่างนั้นเลย 
... แต่เป็นเพราะว่าพ่อของเรา ยืนอยู่ในมุมหนึ่ง ที่ต่างจากมุมที่เรายืนต่างหาก ...
กวนอิมน้อยเอ๋ย.. หากคน 2 คน ยืนอยู่คนละจุด ยืนอยู่คนละก้าว ที่เหยียบลงไปบนพื้นดิน ย่อมมองเห็นสิ่งที่แตกต่างกัน
ฉะนั้น เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว เข้าใจเช่นนี้แล้วว่า เป็น”ธรรมดา” เป็น”ปกติ” อยู่อย่างนั้น เพราะพ่อเขายืนในตำแหน่งของความเป็นพ่อ เขาจึงมองในแง่มุมนั้น คิดแบบนั้น บอกแบบนั้น 
เราอย่าไปถกเถียงท่านเลย ให้เป็นบาปของเราซะเปล่าๆ ให้เกิดความแตกแยกกันซะเปล่าๆ
ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถิด ท่านจะบอก จะสอน จะพูดอะไร.. ก็น้อมฟังหมด 
เราก็พิจารณาเอาว่า ตรงไหนที่ดีพอทำได้ เราก็ทำไป ตรงไหนที่เราคิดว่า มันควรปรับเปลี่ยน ปรับปรุงยังไง -- เราก็ปรับไป เปลี่ยนไป ตามเหตุ ตามปัจจัย 
> แต่อย่าไปถกเถียงจนเกิดความแตกแยกกัน...
เช่นเดียวกัน ความที่เราเป็นพ่อแม่ บางครั้งในจุดที่เรายืน ยืนอยู่ในความเป็นพ่อแม่ เราก็อาจจะมองเห็นในอีกมุมหนึ่งว่า ลูกต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามใจเรา 
... แต่แท้ที่จริงแล้ว ทุกคนเขาก็จะยืนอยู่ในมุมของตนเอง..
ซึ่งเขาเป็นลูก เขาเกิดในยุคใหม่ /สมัยใหม่ / ตามสังคม เขาก็อาจจะมีความคิด/ มีสิ่งที่เป็นไปตามเหตุของเขา 
เขาก็ยืนในอีกมุมที่แตกต่างจากเรา
ถึงแม้ว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่ เราก็แค่บอกได้ เตือนได้ สอนได้ แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี 
ถ้าเขาไม่ทำตาม เพราะเขามีแง่คิดอีกแบบหนึ่ง ยืนในอีกมุมหนึ่ง เขาเลยมองเห็นแตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง
เราก็แค่ทำหน้าที่ของเรา สอนแล้ว บอกแล้ว เตือนแล้ว ก็ปล่อยวาง-- อย่าเป็นทุกข์กับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
จะได้ไม่เกิดความแตกแยก ขัดแย้งกัน เพราะการแตกแยกขัดแย้งกันนั้น ยิ่งจะสร้างปัญหาเยอะแยะมากมายเกิดขึ้น
ให้เห็นเป็นธรรมดา ก็ยืนกันคนละมุม ก็เลยมองเห็นกันคนละแบบ 
... ก็เป็นปกติเช่นนั้น ธรรมดาเช่นนั้น ...
ช่างมันเถิด ค่อยๆบอก ค่อยเตือนไป
เมื่อครั้งถึงเวลา ลูกก็อาจจะมองเห็นความหวังดีของเรา // เราก็มองเห็นสิ่งที่เป็นธรรมดาของเด็ก ของคนสมัยนี้ว่าเป็นอย่างนั้น 
ก็เลยเกิดความเห็นใจกันและกัน ก็เลยคุยกันดีๆ เลยไม่แตกแยกกัน แก้ไขได้ โดยการรู้จักมองเห็นเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ เอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วให้มองด้วยเหตุผล ไม่จำเป็นหรอกลูก ที่จะต้องไปถกเถียงกันเพื่อให้ชนะ เพื่อให้พ่ายแพ้ เพื่อให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้-- 

** เกิดความแตกแยกกันทั้งนั้น**
และสิ่งเหล่านี้ เราก็สามารถนำไปใช้ในสังคม ในที่ทำงาน ในสังคม ในกลุ่มเพื่อน ใช้ได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก หรือจะเป็นครอบครัว สามี ภรรยา จะเป็นแบบไหนก็ตาม ความแตกแยกจะไม่เกิดขึ้น หากว่าเรานั้น มองให้เห็นความธรรมดา และแยกให้ได้ว่า ทุกคนเขายืนอยู่ในจุดของเขา เขาเลยมีความเห็นที่แตกต่างไป เป็นธรรมดา
แต่ไม่เป็นไร เมื่อสิ่งที่เรานั้นรู้ สิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง เราก็ทำหน้าที่ของเรา ทำสิ่งที่เรารู้นั้นให้ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เรารู้นั้น คือ สิ่งถูกต้องแท้จริง ไม่ใช่การถกเถียง
การถกเถียง ไม่ได้ทำให้สิ่งดีนั้นปรากฏขึ้นมา 
การถกเถียง ไม่ได้ทำให้ มีใครคนใดคนหนึ่ง เอาชนะใครคนใดคนหนึ่งได้
.. เพียงแต่ทำให้เกิดความแตกแยกกัน เท่านั้นเอง..
ฉะนั้น จงพิสูจน์ในแง่มุมที่เรารู้ ในสิ่งที่เราเห็น ด้วยความดี 
เอาชัยชนะด้วยความเป็นจริงว่า สิ่งนี้ดีจริง ด้วยการกระทำดีของตัวเรา 
** อย่าไปทำโดยการถกเถียงกัน จนเกิดความแตกแยก **
-- ให้เรารู้จักปล่อยวาง ปล่อยให้เป็นธรรมดา --
เพราะแท้ที่จริงแล้ว ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. คนที่เกิดมาทุกๆคน ที่ยังไม่ใช่องค์พระอรหันต์ ไม่ใช่ผู้ที่สำเร็จธรรม อย่างแท้จริงแล้ว เขาก็ยังมองผิดมองถูก รู้ผิดรู้ถูก ไปตามภูมิจิตของเขา
บางคน ก็มองว่า ทางนั้นถูก 
บางคน ก็มองว่าทางนี้ถูก
.. ถกเถียงกันไป ถกเถียงกันมา จนเกิดความแตกแยก 
แต่ท้ายที่สุด ไม่มีใครเลยสักคนหนึ่ง ที่ถูกต้อง...
ต่างก็ผิด.. ผิดไปในทางของตนเอง 
เราก็ทำผิดบ้าง.. เขาก็ทำผิดบ้าง 
เพราะเราเองก็ไม่ใช่ผู้รู้ เขาเองก็ไม่ใช่ผู้รู้
ฉะนั้น จงอย่าถกเถียงกันเลย ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปตามธรรมดา ธรรมชาติ ทำหน้าที่แห่งตนให้ดี 
เป็นลูกก็ทำหน้าที่ของลูกที่ดี 
เป็นพ่อเป็นแม่ ก็ทำหน้าที่ของพ่อแม่ที่ดี 
-- แล้วก็ปล่อยวาง ปล่อยให้เป็นตามนั้น แค่นั้นเอง.. ลูกเอ๋ย จะได้ไม่เกิดความแตกแยกซึ่งกันและกัน --
เมื่อเรามาเป็นสามี ภรรยา เป็นใครก็ตาม อยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม 
ให้เรารู้ และก็ทำหน้าที่แห่งตนให้ดีก็พอ ไม่ต้องไปตัดสินความคิดของเขาว่าผิดหรือถูก // ความคิดของเราว่าต้องถูก แน่นอน
อย่าทำเช่นนั้นเลย เพราะคนเราจะมีแง่มุมที่แตกต่างกัน เป็นปกติของมนุษย์
บางคน ชอบกินอาหารรสจัด เมื่อครั้งเขาได้กินอาหารรสจัด เขาก็บอกว่า อร่อย
แต่อีกคนหนึ่ง เขาไม่ชอบกินอาหารรสจัด พอเขากินไป เขาก็เลยบอกว่าไม่อร่อย
มันก็เป็นธรรมดาเช่นนั้น แต่ไม่ได้แปลว่า คนที่บอกว่า อร่อยถูก // หรือคนที่บอกว่าไม่อร่อยถูก 
ไม่ได้แปลเช่นนั้น มันเป็นแง่มุมที่มองต่างกัน
บางคน อาจจะชอบคนที่พูดดีๆด้วย แล้วค่อยทำดี 
บางคน พูดดีด้วยไม่ได้ ต้องใช้คำพูดที่หนักๆ ถึงจะทำดี 
ก็แตกต่างกันไป
บางคน ชอบสีดำ บางคนชอบสีขาว 
บางคน ชอบสีเขียว สีน้ำเงิน แตกต่างกันไป.. เป็นธรรมดา
ฉะนั้น การที่เรามีความคิดที่แตกต่างกันนั้น เป็นเรื่องปกติ 
ทั้งที่ก็เป็นข้าวเหมือนกัน แต่บางคนชอบกินข้าวเจ้า บางคนชอบกินข้าวเหนียว 
เป็นเช่นนั้นไป ก็เป็นธรรมดา
ความคิดของคนเราแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรเลย..ลูกเอ๋ย ที่เราจะต้องไปถกเถียงทะเลาะกัน 
ที่เราจะต้องไปบอกว่า ฉันถูก เธอผิด 
ทำไปก็เปล่าประโยชน์ เกิดความแตกแยกเท่านั้น นอกจากความแตกแยก ไม่เห็นจะมีอะไรเลย
และความแตกแยกที่เกิดขึ้นที่ใดแล้ว ย่อมทำลาย ทำร้ายสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ในสถานที่แห่งนั้น 
ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหนึ่ง.. ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานแห่งหนึ่ง.. จะเป็นโรงเรียน จะเป็นในที่ไหนๆ 
หรือแม้กระทั่งในวัดที่มีเหล่านักบวชอยู่ ถ้ามีความคิดความเห็นที่ต่างกัน แล้วไม่รู้จักมองให้เห็นความเป็นปกติอย่างนั้น แล้วก็ถกเถียงกัน
ฉันมองมุมนี้ ฉันมองมุมนั้น แล้วก็มาเถียงกันอยู่อย่างนั้น เกิดความแตกแยก
ความแตกแยกเกิดขึ้นในที่ใด ความหายยะเกิดขึ้นในที่นั้น เพราะจะหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง 
ความสำเร็จ ความร่วมมือ สิ่งต่างๆทั้งหลาย ความสุข ในหมู่กลุ่มคน ก็ไม่มี ทุกอย่างจบสิ้น
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จากวันนี้ไป หากว่าลูกนั้นไม่มีความปรารถนาที่จะให้มีความแตกแยก เกิดขึ้นในครอบครัว เกิดขึ้นในตัวเอง และบุคคลที่รัก เกิดขึ้นในที่ทำงาน เกิดขึ้นในที่ต่างๆ
จงปรับเปลี่ยนใหม่ ฝึกตนให้รู้จักการปล่อยวาง ปล่อยให้เป็นธรรมดา เห็นเป็นปกติ เพราะเรากับเขาไม่อาจยืนบนรอยเท้าเดียวกันได้
แน่นอนว่า ทุกคนจะยืนอยู่ในเท้าของแต่ละคน ไม่มีใครมาเหยียบเท้าเดียวกัน พร้อมกันได้หรอก 
เราอาจจะเหยียบไปก่อน เขาก็เหยียบมาตามหลัง 
คือ เรารู้ก่อน เขาค่อยรู้ทีหลัง แต่ไม่มีใครสามารถไปยืนพร้อมกันได้
ฉะนั้นเป็นเรื่องปกติ จงปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้นเถิด 
อย่าเป็นทุกข์เลย อย่าปล่อยให้เกิดความแตกแยกเลย
จงเห็นเป็นธรรมดา แล้วปล่อยวาง ...
-- เพื่อดับความแตกแยกไม่ให้เกิดขึ้นในเรา ในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับเรา ในสถานที่ที่เราอยู่ นั้นเถิด --
สาธุ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น