วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565

ฤทธิ์ของบุญ

.
คนผู้มีบุญมีกุศลมีธรรมภายในใจไปไหนไม่จนตรอกจนมุม ไม่ว่าหลับตื่นลืมตาไม่วิตกวิจารณ์ ไม่มีเงินสักสตางค์ก็ไม่ตกใจ เพราะหัวใจเราเต็มตื้นด้วยอรรถด้วยธรรมซึ่งเป็นของเลิศเลอกว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แล้ว เราให้ได้ ที่เหมาะสมก็ให้ได้ทั้งสองนั่นแหละ
.
เรามีมากมีน้อยแบ่งสันปันส่วน แบ่งกินแบ่งทาน นี่คือทางของศาสดาทางพ้นทุกข์ ไม่ได้มีแต่ของเรายึดมากินเฉยๆ กินแล้วตายจมไปเลย ผู้มีธรรมในใจนี้ ท่านไม่ได้กล่าวไว้ว่า ผู้มีธรรมในใจ ผู้ทำบุญให้ทานมากๆ ตายแล้วไปเป็นความล่มจม เราไม่เคยเห็น ถึงจะจมก็ตาม อย่างอนาถบิณฑกเศรษฐีให้ทานกับพระพุทธเจ้าจนจะหมดเนื้อหมดตัว ชาวบ้านชาวเมืองเขาเป็นห่วงเป็นใยเขามาว่าให้ ทางนั้นไม่ถอยๆๆ ให้ทานไม่ถอย จึงเรียกว่า อนาถบิณฑิก อนาถา คือว่าเศรษฐีคนนี้ทานจนเป็นอนาถา อนาถบิณฑิกเศรษฐีให้ทานทุกอย่างๆ ตกลงในศีลในธรรมในศาสนาทั้งนั้น จนประชาชนทั้งหลายเขาเป็นห่วงเป็นใยมาขอร้องให้ผ่อน ไม่ผ่อนๆ ว่างั้นเลย
.
ซัดไปๆ เกิดดลบันดาลเงินไม่ทราบมาจากทิศไหนแดนฟ้าอากาศมา ก็เลยเป็นมหาเศรษฐีขึ้นด้วยการให้ทาน ที่เขาว่าท่านเป็นอนาถะ เห็นไหมบุญ ฤทธิ์ของบุญ ทีแรกเป็นอนาถาจนชาวบ้านเขาเป็นห่วงเป็นใย ฟาดที่สองมานี่เป็นเศรษฐีปิดท้ายเลย เข้าใจไหมล่ะ อนาถบิณฑิกะ เป็นอนาถาตอนต้น อำนาจแห่งทานดลบันดาลนี้ฟาดเป็น อนาถบิณฑิกเศรษฐี ขึ้นท้ายเลย (สาธุ) นี่ละให้ฟังเอาเป็นตัวอย่าง นี้เป็นอุปถัมภ์อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าเรื่อยมา เพราะฉะนั้นจึงว่าการทำบุญให้ทาน เราอย่าไปกลัวเลยว่าจะล่มจะจม ไม่จม เอ้าให้มันจมไปเถอะ มันไม่จมแหละ

...............................................................

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

ครูผึ้ง ปรมาจารย์แห่งมนต์ขลัง ที่มาแห่ง "#พระคาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์

#ครูผึ้ง ปรมาจารย์แห่งมนต์ขลัง ที่มาแห่ง "#พระคาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์" หรือ #พระคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า 
พระครูวิหารกิจจานุการ (#หลวงพ่อปาน โสนนฺโท) #วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างที่ธุดงค์ไปยังภาคใต้ ประมาณปี พ.ศ. 2472 ได้พบกับ #ครูผึ้ง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ตอนนั้น #ครูผึ้ง อายุ 99 ปี แต่ยังดูแข็งแรง รูปร่างเพรียว แต่งตัวดีมีสง่า นุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน ถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าคัทชู สวมหมวกสักหลาด ถือไม้เท้าเลี่ยมทอง ในขณะที่ #หลวงพ่อปาน อายุ 55 ปี

ถ้อยคำสนทนาระหว่าง #หลวงพ่อกับครูผึ้ง ฟังดูเหมือนผู้ที่คุ้นเคยกันทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน สร้างความประหลาดใจให้กับพระอุปัฎฐากและคณะที่ร่วมเดินทางไปด้วย 

ทราบภายหลังว่าท่านทั้งสอง #สื่อสารกันทางจิต ตั้งแต่อยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ และนัดหมายมาพบหน้ากันเมื่อหลวงพ่อปานเดินทางมาถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช

#ครูผึ้งเล่าว่า เมื่อตอนอายุ 50 ปี ได้พบกับพระธุดงค์รูปหนึ่ง เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์ให้ท่านพำนักอยู่ด้วยหลายวันเพื่อจะได้มีโอกาสปรนนิบัติและบำเพ็ญกุศล ก่อนพระธุดงค์รูปนั้นจะออกเดินทางต่อ ได้มอบ #พระคาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์ ให้กับครูผึ้ง พร้อมทั้งอธิบายวิธีปฏิบัติ
 
ท่านว่าพระคาถาบทนี้เรียนสืบต่อกันมาตั้งแต่ต้นตระกูล ไม่มีใครยากจน อย่างจนที่สุดก็พอเลี้ยงตัวรอด มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ แต่หากทำเป็นกรรมฐาน จะ #ร่ำรวยเป็นเศรษฐี พระคาถาบทนี้เป็นของ #พระปัจเจกพุทธเจ้า

ครูผึ้ง ท่านรักษาศีลเป็นปรกติอยู่แล้ว เมื่อได้พระคาถาบทนี้มา ก็เริ่มภาวนาจนเป็นสมาธิ พร้อมทั้ง #ใส่บาตรทุกเช้า ตามที่พระธุดงค์แนะนำ 

#เดือนแรก ผ่านไปก็เริ่มเห็นผล เช่น หุงข้าวจำนวนปรกติ คนในบ้านรับประทานเท่าเดิม ใส่บาตรเพิ่มขึ้น แต่ข้าวกลับเหลือจนต้องลดปริมาณข้าวที่หุงลงครึ่งหนึ่ง 

การค้าการขายก็ดีขึ้นตามลำดับ คนอื่นเขาทำกันขาดทุน แต่พอ #ครูผึ้ง ลองไปทำบ้าง #กลับได้กำไรดี จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง 

ตอนนี้ครูผึ้งอายุมากแล้ว ไม่ได้ทำอะไร แต่หากใครเขาจะแต่งงาน ไปบอกท่าน ท่านช่วยรายละ 100 บาท งานโกนจุก บวชพระ ท่านทำบุญครั้งละ 100 บาท ขอทานไปขอ ให้รายละ 1 บาท 

ที่ว่ามานี้ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย สมัยนั้นค่าเงินสูง เงินเพียงหนึ่งสตางค์ก็มีค่ามาก ก๋วยเตี๋ยว 2 ชาม 5 สตางค์ เงินเดือนพลทหารได้เดือนละ 4 บาท ข้าราชการถ้าได้เงินเดือน 20 บาทก็สูงมากแล้ว

จากการรวบรวมข้อมูลพบการเรียกขานครูท่านทั้งหมด 3 ชื่อ คือ ครูพึ่งบุญ ครูพึ่ง หรือ ครูผึ้ง 

ในที่นี้ขออนุญาตเรียกท่านในนามชื่อ #ครูผึ้ง ตามที่เคยชินหูกันนะครับ

ข้าพเจ้าขอน้อมจิตรำลึกถึงบุญคุณครูบาอาจารย์ทัังหลายสืบ ๆ กันมา มีครูผึ้ง หลวงพ่อปานวัดบางนมโค และหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระเป็นที่สุด ได้โปรดบันดาลประทานพรให้ข้าพเจ้าดังต่อไปนี้...

 "...ผลบุญใดใด ลาภผลใดใด สิ่งอันเป็นมงคลเลิศใดใด ที่ท่านทั้งหลายที่ได้สวด "พระคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า" หรือที่ได้เพิ่มพูนมาเป็น "พระคาถาเงินล้าน" ในปัจจุบันนี้ ที่ได้ผลแสดงให้เห็นประจักษ์ต่อสายตามาแล้วตัังแต่ต้น ตราบถึงปัจจุบันและในอนาคตกาลเบื้องหน้า จะมีผลประโยชน์และความสุขแก่ท่านทั้งหลายเพียงใด ขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนแห่งผลบุญ ลาภผล และสิ่งอันเป็นมงคลเลิศนั้น ๆ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท้าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ..."

#มหาปุญโญ #มหาลาโภ #ภะวันตุเม #มิเตพาหุหะติ

องค์ฌาน 5

"ดูอยู่ที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก 
เห็นอยู่ที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก 
#ด้วยสติคือความกำหนด 

#อาการที่ยกจิตขึ้นสู่ลมหายใจเข้าออก 
#กำหนดอยู่ด้วยสติ 
#หายใจเข้าก็ให้รู้ #หายใจออกก็ให้รู้ 
#ดั่งนี้เรียกว่าวิตกคือความตรึก 

#ต้องใช้วิตกคือความตรึกนี้ #ตรึกถึงสมาธิ 
#คือตรึกถึงอารมณ์ของสมาธิ 

#แต่ไม่ตรึกนึกคิดไปในเรื่องอื่นตั้งแต่ในเริ่มต้น 

อันนี้แหละเป็นตัวบริกัมมภาวนา คือการภาวนาที่เป็นการปฏิบัติเบื้องต้น ต้องมีการกระทำโดยรอบ"

"๑ #วิตก #ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กรรมฐาน 
ซึ่งเราแปลกันทั่วไปว่าความตรึก แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความตรึกนึกคิดทั่วไป แต่หมายถึงความตรึกนึกกำหนดในอารมณ์ของกรรมฐานเท่านั้น

๒ #วิจาร #ความตรอง ที่แปลกันทั่วไปว่าความตรอง 
#แต่สำหรับสมาธิหมายถึงความประคองจิตไว้ในอารมณ์ของกรรมฐาน 

#คือให้ตรึกนึกกำหนดอยู่จำเพาะอารมณ์ของกรรมฐานเท่านั้น 

#ความที่คอยประคองจิตไว้ดั่งนี้เรียกว่าวิจาร 

ซึ่งมักแปลกันทั่วไปว่าความตรอง แต่ไม่ได้หมายความถึงความตรองเรื่องอะไรต่ออะไร

๓ #ปีติ #ความอิ่มใจดูดดื่มใจ

๔ #สุข #ความสบายกายความสบายใจ และ

๕ #เอกัคคตา #ความที่จิตมีอารมณ์อันเดียว 

ซึ่งเป็นลักษณะของสมาธิโดยตรง เพราะสมาธิโดยตรงนั้นจะต้องมีเอกัคคตา คือความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว หรือความมีอารมณ์เป็นอันเดียวกันของจิต 

#เรียกว่าเอกัคคตาเป็นลักษณะของสมาธิทั่วไป"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

.....

เวทนานุปัสสนา(ปฏิจจสมุปบาท)

จิตเพียงแต่รู้ ว่านี่ปีติ นี่สุข แต่ไม่ยึด ไม่ติดในปีติในสุข #และให้รู้ว่าปีติสุขก็เป็นสิ่งเกิดดับไปทุกขณะจิต 
ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน แต่ว่าบังเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกขณะจิต จึงเหมือนอย่างยืดยาว แต่ความจริงนั้นปีติสุขบังเกิดขึ้นทุกขณะจิต ขณะจิตหนึ่งก็ปีติสุขหนึ่งไปพร้อมกัน แต่ว่าต่อๆ ๆ กันไปโดยรวดเร็ว จึงเหมือนเป็นอันเดียวกัน ให้

#รู้จักว่าปีติสุขเป็นสิ่งที่เกิดดับ 

เพื่อไม่ให้ปีติสุขปรุงจิตดังกล่าว ปีติสุขก็จะไม่ปรุงจิต 
#แต่จะเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมดาของปีติสุขเอง 

ก็ปล่อยให้ปีติสุขเป็นไป ไม่ต้องคิดดับปีติ ไม่ต้องคิดดับสุข ให้ปีติสุขเกิดขึ้นนั่นแหละ ไปตามธรรมดาของปีติสุข

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

#สร้างบุญให้เกิดขึ้นที่ใจทุกเวลา

 

อิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน นั้นนะสร้างบุญขึ้นมาได้ เช่น เราเดินไปก็ระลึกพุทโธไป เรานั่งอยู่ก็ระลึกพุทโธ เรานอนอยู่ก็ระลึกพุทโธ พยายามทำให้มันติดต่อ ทำการทำงานก็ระลึกพุทโธอยู่ อย่างท่านฯ ไปสอนชาวบ้านนอกนะ ถึงฤดูทำไร่ เขาไปดายหญ้า สับจอบสับเสียมลงดิน ก็ให้ระลึกพุทโธ เวลาเกี่ยวข้าวก็เหมือนกันแหละ เกี่ยวกอหนึ่งก็พุทโธ เกี่ยวกอสองก็พุทโธ หมายความว่า งานที่เราทำก็ได้ บุญเราก็ได้ อันนี้เป็นลักษณะของบุคคลผู้มีปัญญา ทำการงานทุกอย่าง อย่าทิ้งพุทโธ เพราะเหตุไร เพราะว่าบุญเกิดทางใจ
.
บุญนั้นไม่ได้เกิดแต่การบริจาคทานอย่างเดียว บุญเกิดจากการรักษาศีล บุญเกิดจากการภาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจริญภาวนา เป็นบุญที่สามารถทำได้ไม่เลือกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นคนแก่คนเฒ่าหรือเด็ก หญิงหรือชาย หรือคนเจ็บป่วยก็ตาม สามารถทำได้
.
คนที่มีสติปัญญา ยืน เดิน นั่ง นอน ก็เป็นบุญแล้ว ทำการทำงานก็เป็นบุญ ทุกสาขาอาชีพที่เป็นอาชีพบริสุทธิ์ ถ้าเราระลึกพุทโธคราวใด บุญก็เกิดขึ้นคราวนั้น ไม่ต้องหาไกล คนมีปัญญาไม่ต้องหาไกล หาอยู่ในกาย หาอยู่ในวาจา หาอยู่ในจิต
.
ศาสนานั้นอยู่ในธาตุ 4 ขันธ์ 5 อายตนะ 6 ท่านฯ บอกว่า มีกล่าวไว้ในคัมภีร์วินัย ขันธปัญญธาตุ อายตนะอยู่ที่ไหน ไม่ใช่อยู่ในตัวเราหรอกหรือ เพราะเหตุนั้นศาสนาจึงอยู่ในตัวเรา สมบูรณ์แบบไม่บกพร่อง นอกจากเราจะเสริมสร้างให้มัน เพื่อให้เรารู้จักศาสนาในตัวของเรา นี่คือบุคคลผู้ที่เป็นพุทธแท้ ท่านบอกอย่างนั้น
.
ศาสนายังแบ่งออกเป็นศาสนาภายนอกและศาสนาภายใน ศาสนาภายนอก คือ พระสงฆ์ สามเณร วัด กุฎี วิหาร ศาลาการเปรียญ เจดีย์ เป็นต้น ส่วนศาสนาภายใน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มันมีอยู่แล้ว ตั้งอยู่ในบุคคล แต่บุคคลไม่รู้ว่า อะไรคือศาสนาภายนอก ภายใน การบำรุงพระพุทธศาสนาเราจะต้องบำรุงไปพร้อมกัน ภายนอกก็บำรุง ภายในก็บำรุง ถ้าเราจะบำรุงแต่ภายนอก ทิ้งภายในเสีย เราก็ไม่รู้จักศาสนาอยู่ในตัวเราเอง
.
อุปมาเปรียบเหมือน ทุกคนมีสองขา ขาหนึ่งมัดติดไว้เสียไม่ใช่ หมายความว่า เราเดินได้ แต่ไม่สะดวก นั่นคือรักษาแต่ศาสนาภายนอก ศาสนาภายในไม่รักษา
.
เหมือนกันกับรักษาศาสนาภายใน ภายนอกไม่รักษา ก็เปรียบเหมือนมีสองขา แต่ใช้ขาเดียว
.
เพราะฉะนั้นการบำรุงศาสนา จึงต้องบำรุงไปพร้อมกัน ทั้งศาสนาภายนอกและศาสนาภายใน ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ส่วนมากจะไม่เข้าใจอย่างนี้ ท่านจึงว่า ทำอะไรให้มีสติปัญญา
.
เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 
จากหนังสือ "รำลึกวันวาน" โดยหลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

อมตะธรรม ประเทศไทย
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

#ถ้ำปิปผลิคูหา (ถ้ำพระมหากัสสปะ) สถานที่แสดง โพชฌงคปริตร

ณ เขาเวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ มีถ้ำอันเป็นที่พำนักของพระมหากัสสปะ เนื่องจากท่านพระมหากัสสปะ ท่านถือธุดงควัตรหลายข้อ

และในข้อธุดงควัตรนั้น ข้อหนึ่งก็คือ การอยู่ป่าเป็นวัตร เพราะฉะนั้น แม้ว่าในกรุงราชคฤห์ จะมีวัด คือวัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของพระผู้มีพระภาคก็ตาม แต่พระมหากัสสปะ ก็ไม่ได้พำนักอยู่ในวัดเวฬุวันแต่อย่างใด

ชื่อปิปผลินี้ เป็นชื่อเดิมของพระมหากัสสปะ ซึ่งมีชื่อว่าปิปผลิมานพ ชื่อเดิมจึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อถ้ำ ที่พระมหากัสสปะอาศัยพำนักอยู่

ถ้ำปิปผลินี้ อยู่ที่เขาเวภารบรรพต ซึ่งเป็นที่เดียวกับตโปทาราม หากเดินขึ้นกับตโปทาราม ก่อนจะถึงถ้ำสัตตบรรณคูหา ก็จะได้เจอถ้ำปิปผลิ ให้เราได้กราบไหว้สักการะกัน

ครั้งหนึ่ง ท่านพระมหากัสสปะเกิดอาพาธหนัก ความรู้ไปถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จออกจากที่เร้น (ออกจากสมาบัติ) เสด็จจากวัดเวฬุวัน ขึ้นเขาเวภารบรรพต เพื่อเยี่ยมเยียนพระมหากัสสปะ

ทรงสอบถามพระมหากัสสปะว่า ยังทนได้อยู่หรือไม่ พระมหากัสสปะทูลตอบว่า ทนไม่ไหวพระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์ถึงความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส (เล่ามาถึงตรงนี้ นัทเกิดน้ำตาตีตื้นขึ้นมาทันที รับรู้ได้ถึงความทุกข์ทรมานของพระมหากัสปปะ)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงโพชฌงคปริตร เมื่อพระมหากัสสปะ น้อมจิตตามไปในธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอยู่นั้น สมาธิอันเกิดจากการตั้งมั่นในการฟังธรรม ความปิติตื้น โสมนัสยินดี ที่พระผู้มีพระภาคเสด็จมาแสดงธรรม ยังจิตของพระมหากัสสปะให้อาจหาญร่าเริง กำจัดเวทนานั้นออกไปเสียได้ ดังความบันทึกไว้ในมหากัสสปสูตรและอรรถกถา

"สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ 

ก็สมัยนั้นแล #ท่านพระมหากัสสปะอยู่ที่ถ้ำปิปผลิคูหา อาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก...."

"บทว่า พาฬฺหคิลาโน ได้แก่ ผู้มีความเป็นไข้หนัก. 

แต่พระมหากัสสปะมีสติสัมปชัญญะ อดกลั้นความไข้นั้นได้. 

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุนั้นของท่าน จึงได้เสด็จไปในที่นั้น ตรัสโพชฌงคปริตร. 

ด้วยโพชฌงคปริตรนั้นนั่นเองพระเถระจึงหายขาดจากอาพาธนั้น.          

สมจริงดังที่ตรัสไว้ในโพชฌงคสังยุตว่าก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะอาพาธ เป็นทุกข์
มีไข้หนัก อยู่ที่ถ้ำปิปผลิคูหา. ครั้นในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จเข้าไปหาพระมหากัสสปะถึงที่อยู่

ครั้นแล้วได้ประทับบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ ครั้นประทับนั่งแล้ว ฯลฯ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า 

กัสสปะ เธอพอทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาสร่างลงไม่กำเริบหรือ ที่สุดของความสร่างทุกขเวทนาปรากฏ ความกำเริบไม่ปรากฏหรือ.
                        
พระมหากัสสปะทูลว่า ข้าพระองค์ทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มีทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า ยังกำเริบ ไม่สร่างลง พระเจ้าข้า ความสิ้นสุดแห่งความกำเริบยังปรากฏ ความสร่างลงไม่ปรากฏ พระเจ้าข้า.
                        
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กัสสปะ โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้​ เรากล่าวชอบแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โพชฌงค์ ๗ อะไรบ้าง?
                         
ดูก่อนกัสสปะ คือ #สติสัมโพชฌงค์ อันเรากล่าวชอบแล้ว​ อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้เพื่อนิพพาน ฯลฯ (รายละเอียดของเนื้อหาธรรม ดูในโพชฌงคสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 24)
                         
ดูก่อนกัสสปะอุเบกขาสัมโพชฌงค์แล เรากล่าวชอบแล้ว​ อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้เพื่อนิพพาน, 

ดูก่อนกัสสปะ โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล เรากล่าวชอบแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
                        
พระมหากัสสปะทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โพชฌงค์ดีแท้
                                  
ข้าแต่พระสุคต โพชฌงค์พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ ท่านพระมหากัสสปะดีใจ เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า. และท่านพระมหากัสสปะก็ได้หายจากอาพาธนั้นแล้ว และอาพาธนั้นก็เป็นอันชื่อว่าพระมหากัสสปะละได้แล้วอย่างนั้น
               
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
               
อถโข อายสฺมา มหากสฺสโป อปเรน สมเยน ตมฺหา อาพาธา วุฏฺฐาสิ
               
ครั้นสมัยต่อมา ท่านพระมหากัสสปะก็หายจากอาพาธนั้น."

Cr.fb.ดร.ณัฐนันท์​ สุดประเสริฐ
ตามรอยพระไตรปิฎก by ครูนัทหนอนพระไตรปิฎก

▪︎ชาติที่พระพุทธเจ้าเกิดเป็นพญาเหี้ย▪︎

   องค์สมเด็จพระจอมไตรตามความเป็นจริง
ดังจะเห็นได้ว่า ตามที่บรรดาท่านพุทธบริษัท ทั้งชายและหญิง อาจจะเคยได้ยินอยู่เสมอว่า
ในสมัยครั้งหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเกิดเป็นพญาเหี้ย 

   แต่ความจริงจะเรียกว่า เหี้ยเฉยๆก็ได้ แต่ว่าเหี้ยพระโพธิสัตว์เขาเรียก "พญาเหี้ย" ที่เรียกว่าพญาเหี้ยก็เพราะ มีความฉลาดกว่าเหี้ยธรรมดา ถึงแม้จะเป็นสัตว์ก็มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

   ในวันหนึ่ง เทวทัตในสมัยนั้นบวชเป็นดาบส
พระพุทธเจ้าเป็นเหี้ย ก็ไปจำพรรษาเจริญสมณธรรมอยู่ใกล้กับโรงไม้ที่พญาเหี้ยอยู่ สมเด็จพระบรมครูในเวลานั้นเป็นเหี้ยก็จริงแล แต่ว่าใจเป็นคน ถึงแม้สัตว์ทุกตนก็มีสภาพเช่นเดียวกัน จะคิดว่ามีใจเหมือนคนแต่เฉพาะพระโพธิสัตว์นั้นไม่ได้ สัตว์ทุกประเภทอย่าลืมว่าจิตใจก็คือจิตใจคน จะถือว่าอยู่ในอบายภูมิ เพราะกรรมชั่วบังคับให้อยู่ในสภาพของสัตว์ย่อมมีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นทุกข์เขาลงโทษ

   และสำหรับพญาเหี้ยพอออกจากโพรงออกมาเห็นดาบสห่มจีวรสีกรัก นั่งหลับตาก็มีความเลื่อมใสว่า ท่านผู้นี้มีกำลังใจสูง ทำบำเพ็ญพรตปรากฏเพื่อความบริสุทธิ์ของจิต

   ฉะนั้นเหี้ยสมเด็จพระธรรมสามิสรเวลาจะไปหากินก็เดินย้อนมาที่ดาบสก่อน มาถึงข้างหน้าก็ก้มศีรษะลงกับพื้น ๓ ครั้งเป็นการแสดงความเคารพในผ้ากาสาวพัสตร์ หลังจากนั้นหน่อพระบรมโพธิสัตว์จึงได้ไป เวลาจะกลับมาเข้าที่อยู่ไซร้ ก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน ทำอย่างนี้อยู่หลายวัน 

   ปรากฏว่าในกาลนั้น ในวันต่อมา ดาบสผู้ที่ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ แต่ว่ามีใจเลวกว่าสัตว์คือ พระเทวทัตเกิดมีความรู้สึกว่า เราอยู่ในป่านี้กินแต่หัวเผือกหัวมัน กินแต่ลูกไม้ใบไม้หรือรากไม้ อาหารที่มีรสอร่อยไม่เคยปรากฏกับตัวเองเลย แต่ว่าเจ้าเหี้ยตัวนี้มันอ้วนดี ถ้าเราได้กินจะอร่อยมาก

   ฉะนั้นเวลาตอนกลางวันที่เหี้ยยังไม่กลับมาจากการหากิน ดาบสทรชนคนนั้นก็ไปเก็บเอาเครื่องเทศเครื่องแกง เอาเครื่องแกงมาเก็บห่อเข้าไว้ ไว้ใกล้วันรุ่งขึ้นเช้าก่อนที่พญาเหี้ยจะออกมา นั่งหลับตาสมาธิ แต่ว่าเอากระบองไว้ในจีวร เอามือกุมไว้ใกล้ๆตั้งใจว่า วันนี้ถ้าเหี้ยตัวนี้มาหมอบก้มหัวต่อหน้าตัวเราเมื่อไหร่ เราจะตีให้ตาย แล้วก็นำมาแกงกิน 

   ก็เป็นการย่อมบังเอิญอย่างยิ่ง ชื่อว่าพระโพธิสัตว์จะเกิดอะไรก็มีความฉลาด ฉะนั้นในเวลาตอนเช้าองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ ซึ่งเป็นพญาเหี้ยโผล่ศีรษะออกมาจากโพรง ตั้ง ใจะเข้าไปนมัสการดาบสทรชนคนนั้น 

   แต่ทว่าสมเด็จพระทรงธรรม์ซึ่งเป็นพญาเหี้ยมองไปแล้วเห็นตาของดาบสหลับไม่สนิทดังก่อน สมเด็จพระชินวรจึงได้มาคิดว่าดาบสคนนี้น่าจะมีการทุจริตคิดไม่ชอบ มองแล้วไม่น่าไว้ใจ ก็ผลุบหัวเข้าไปในโพรงใหม่ 

   สำหรับเทวทัตกำลังหรี่ตาจ้องมองดูอยู่เห็นสมเด็จพระบรมครูไม่โผล่หัวออกมาก็นึกในใจ ไอ้เจ้าเหี้ยตัวนี้ระยำ ไม่ออกมาตามเคย แต่ไม่เป็นไรประเดี๋ยวมันก็ออกมา ทำท่าหลับตาไม่สนิทแบบนั้น

   พอวาระที่ ๒ สมเด็จพระทรงธรรม์ก็โผล่ออกมาจากโพรงอีก ก็เห็นตาเทวทัตหลับไม่สนิทก็หลบเข้าไปใหม่ ทีนี้ตาดาบสเทวทัตเจ็บใจ ก็คิดว่าไอ้เหี้ยตัวนี้น่ากลัวจะรู้ว่ากูจะฆ่ามัน ถ้าออกมาคราวนี้ไม่ทันที่มันจะผลุบเข้าไป จะคว้าไม้มาขว้างหัวกบาลให้มันตายเราจะกินเนื้อมัน 

   ก็เป็นการพอดีที่องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ หรือพญาเหี้ย โผล่ศีรษะมาเป็นวาระที่ ๓ จ้องมองเทวทัต เห็นหลับตาไม่สนิทพอสมเด็จพระธรรมสามิสรจะดึงศีรษะเข้า พระเทวทัตก็คว้าไม้ขว้างไปทันที แต่ด้วยความไวขององค์สมเด็จพระชินศรี พระเทวทัตขว้างไม่ถูก เผอิญไอ้โพลงไม้นั่นก็อยู่ใกล้แม่น้ำ เมื่อเอาไม้ขว้างไป องค์สมเด็จพระจอมไตรหลบมันก็ไม่ถูก ท่านจึงได้โผล่หัวออกมากล่าวว่า..

   "สมณะท่านทรงผ้ากาสาวพัสตร์ คือผ้ากาสาวพัสตร์มีผ้าย้อมน้ำฝาดเป็นธงชัยพระอรหันต์ แต่ว่าจิตใจของท่านมันเลวกว่าเราซึ่งเป็นเหี้ยเสียอีก"

   ระวังนะ จะกินเหี้ย ระวังเหี้ยมันจะด่าเอานะ
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย โดยถ้วนหน้า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ เราจะไปคิดว่าสัตว์เป็นสัตว์ต่ำทรามเสมอไปนั้นไม่ได้ คือจิตใจเป็นคน องค์สมเด็จพระทศพลตรัสว่า แม้แต่สัตว์ก็สามารถไปพระนิพพานได้ เป็นความจริง เพราะว่าสัตว์ทั้งหมดเขาชำระกฎของกรรมเดิมทั้งหมด หมดสิ้นแล้ว สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ก็มาเกิดเป็นคน สามารถบำเพ็ญกุศลเข้าถึงนิพพานได้

#หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี
หนังสือธรรมปฏิบัติ ๖๒ หน้า ๘๖-๙๐
#เพจคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
พิมพ์เพื่อธรรมทานโดย..
🖋..Moddam Thammawong

ลิงกับสิงโต

※ นิทานก่อนนอน "ลิงกับสิงโต" ※
.
สามีและภรรยาคู่หนึ่งได้ชวนกันไปเที่ยวที่สวนสัตว์ ทั้งคู่เดินดูสัตว์ต่างๆ มาเรื่อยๆ จนมาถึงกรงลิง และเห็นฝูงลิงกำลังเล่นกันสนุกสนาน

ภรรยาเหลือบไปเห็นลิงตัวผู้กำลังหยอกล้อลิงตัวเมีย จากนั้นได้หยิบกล้วยส่งให้ลิงตัวเมียกิน

เมื่อเห็นเช่นนี้ ภรรยาจึงพูดกับสามีว่า “ดูลิงคู่นั้นสิ ช่างเป็นคู่ที่น่ารักและน่าอิจฉาจัง”

สามียิ้มให้กับภรรยาโดยไม่ได้พูดอะไร และพากันเดินดูสัตว์ชนิดอื่นๆ ต่อไป แล้วทั้งคู่ก็มาหยุดยืนที่กรงของสิงโต โดยเห็นสิงโตตัวผู้นอนอยู่มุมหนึ่งของโขดหินในลักษณะนิ่งเงียบ ส่วนสิงโตตัวเมียก็นอนอยู่อีกด้านหนึ่งของกรง โดยไม่สนใจอะไรกันเลยเช่นกัน

เมื่อเห็นเช่นนี้ ภรรยาจึงพูดกับสามีว่า "ช่างเป็นคู่ที่จืดชืดเสียจริง ไม่มีความผูกพัน ไม่มีการแสดงออกซึ่งความรักให้กันเลย” พลางเหลือบมองไปที่สามี

เมื่อได้ยินภรรยาพูดเช่นนี้ สามีจึงบอกภรรยาว่า “เธอลองโยนก้อนหินสักก้อนไปที่สิงโตตัวเมียดูสิ”

ภรรยาจึงได้โยนก้อนหินลงไปตามที่สามีบอก แต่เมื่อเธอโยนก้อนหินลงไป สิงโตตัวผู้ก็กระโดดออกมาจากโขดหิน พร้อมกับคำรามด้วยเสียงอันดัง และมองไปรอบๆ กรง เพื่อบอกว่ามันพร้อมจะปกป้องสิงโตตัวเมีย

เมื่อเห็นเช่นนี้ สามีจึงบอกภรรยาอีกว่า งั้นเธอลองโยนก้อนหินอีกสักก้อนลงไปที่กรงของลิงดูสิ แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ภรรยาจึงทำตามที่สามีบอก พอก้อนหินกระทบพื้นเท่านั้น ลิงแต่ละตัวต่างก็กระโดดหนีไปคนละทาง เพื่อหาที่หลบซ่อนตามจุดต่างๆ

เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว สามีจึงกล่าวกับภรรยาต่ออีกว่า

"คราวหน้าก็อย่าด่วนตัดสินในสิ่งที่ได้เห็นเท่านั้น บางครั้งสิ่งที่เราเห็นเป็นแค่ฉากหน้า เป็นเหมือนภาพลวงตา หรือเป็นเพียงแค่การใช้คารมหลอกลวง แต่เมื่อต้องเจอกับปัญหาจริง เราถึงจะรู้ว่าภาพอันแสนหวานนั้น กลับไม่มีความจริงใจในนั้นเลย”

และก็น่าเสียดายอีกเช่นกัน ที่สังคมของเราทุกวันนี้ มีลิงมากมาย แต่กลับมีสิงโตนิดเดียว
.
𝐶𝑟𝑒𝑑𝑖𝑡 : 𝑁𝑎𝑡𝑖𝑜𝑛𝐵𝑜𝑜𝑘𝑠
𝐂𝐨𝐝𝐞 𝐎𝐟 𝐋𝐢𝐟𝐞 | 𝐅𝐚𝐜𝐞𝐛𝐨𝐨𝐤 𝐏𝐚𝐠𝐞