วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เรารักษาศีล ศีลรักษาเรา

**เรารักษาศีล ศีลรักษาเรา **หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ
 
 **ศีลเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการปฏิบัติธรรมทุกอย่าง**
 หลวงพ่อมักจะเตือนเสมอว่าในขั้นต้นให้หมั่นสมาทานรักษาศีลให้ได้
 แม้จะเป็นโลกียศีล

**รักษาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บริสุทธิ์บ้าง ไม่บริสุทธิ์บ้าง
 ก็ให้เพียงระวัง รักษาไป**

สำคัญที่เจตนาที่จะรักษาศีลไว้
 และปัญญาที่คอยตรวจตราแก้ไขตน "เจตนาหัง ภิกขเว สีลัง วทามิ"
 ท่านว่าเจตนาเป็นตัวศีล "เจตนาหัง ภิกขเว ปุญญัง วทามิ"

เจตนาเป็นตัวบุญ
 จึงขอให้พยายามสั่งสมบุญนี้ไว้ โดยอบรมศีลให้เกิดขึ้นที่จิตเรียกว่า **เรารักษาศีล**

ส่วน**จิตที่อบรมศีลดีแล้ว จนเป็นโลกุตรศีลเป็นศีลที่ก่อให้เกิดปัญญาในอริยมรรค
 อริยผลนี้จะคอยรักษาผู้ประพฤติปฏิบัติมิให้เสื่อมเสีย
 **หรือตกต่ำไปในทางที่ไม่ดีไม่งามนี้แลเรียกว่า **ศีลรักษาเรา**

#รวมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์7

วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เวลาทำงานไปนี่ท่านก็บอกให้ภาวนาฝึกเข้าสมาธิไปด้วย

หลวงพ่อมีวิธีสอนง่ายดี
****
บอกสอนพระโยมที่นี่ให้ดูในบารมีเตือนจนบ่อยๆคงต้องพิมพ์ให้ติดประตูห้องแบบหลวงพ่อให้ติดประตูกุฏิ ทุกหลังที่วัดท่าซุงสมัยก่อนแล้วคงดีหากใครบวชยุคนั้นและเคยอยู่คงจำได้

สมัยก่อนราวปี33 ที่วัดท่าซุงนี่มีพระยังไม่มากสักราวยี่สิบกว่ารูปได้ อาตมาอยู่กุฏิ10หลังที่เป็นเรือนไม้ก่อนจะย้ายมาอยู่ห้องธัมมวิโมกข์ปี34ที่หลังโบสถ์ ที่กุฏิหลังที่2นี่ชั้นล่างจะมีกระดาษแปะสองสามแผ่น ที่หน้าประตูด้านใน ใครจะเปิดเข้าเปิดออกนี่ จะเห็นตลอดดูทุกวันเห็นทุกวันวันละหลายรอบนานไปก็ท่องได้เอง 
เรื่องพรหมวิหาร4, บารมี10,สังโยชน์10นี่ ดูจำแล้วก็ทำปฏิบัติไปด้วยเป็นวิธีนึงที่หลวงพ่อเอามาใช้ฝึกพระแบบนึงง่ายๆแต่สำคัญน้ะ

ฟังหลวงพ่อพูดนี่เข้าใจเลยท่านบอกยังทำไม่ได้ก็ให้ดูทุกวันเห็นทุกวันเดี๋ยวมันก็จำได้เอง จิตมันมีสภาพจำเป็นการฝึกจิตให้จำจนชินก่อนคู่กับการปฏิบัติทำไปด้วยแล้วนานไปมันก็เตือนเราเองทำให้มันติดอยู่ในใจจนเป็นปกติเลยอัตโนมัติที่นี้มันก็จะเตือนสติเราอยู่ตลอดเวลา
ในเรื่องเหล่านี้ สมัยนั้นพระเรานี่มีงานทำกันทุกวันงานก่อสร้าง งานเดินสายไฟ งานปลูกป่าปลูกต้นไม้งานต่างๆสารพัด และเวลาทำงานไปนี่ท่านก็บอกให้ภาวนาฝึกเข้าสมาธิไปด้วย จับอารมณ์กรรมฐานไปด้วย นึกถึงพระพุทธเจ้านึกถึงความตายนึกถึงพระนิพพาน ตายเมื่อใหร่ขอไปพระนิพพานเอาไว้ อาตมาหรือทุกคนก็ต้องทำตามนี้เป็นพื้นฐานหลักก็ได้เห็นอะไรต่างๆของตัวเราเองนี่จากวิธีการที่ท่านให้ทำ มันจริงๆท่านสอนของจริงคู่กับดูในกรรมฐาน40 กับวิธีปฏิบัติกรรมฐาน ที่ท่านสอนนี่ หากทำตามจริงทำถึงตรงเข้าใจที่บอกก็ได้จริงมรรคผลก็ตามมาได้จริง

ท่านสอนให้จับจุดง่ายๆแบบนี้ทำทุกวันทุกเวลาที่นึกได้ เพราะหลักใหญ่นี่ทิ้งไม่ได้เลย ให้ไล่ดูตนเองทุกวันว่าที่ดูทุกวันนี่ทุกเช้าว่าพร่องตรงไหน ตอนยังทำไม่ได้ก็ท่องใว้ก่อน เป็นการฝึกจิตให้จำคู่กับการทำ และท่านก็รับรองว่าหากทำแบบท่านว่าทุกวันแล้วนี่หากตายไปนี่ไปได้แน่นอน

ต้องกราบขอบพระคุณพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่ทำให้ไม่มีวันไหนที่ลืมเลยจากวิธีแบบนี้ของท่านน้ะ สามารถเขียนแปะประตูห้องและนำเอาไปทำให้ได้น้ะ
******

ที่มา
พระอธิการสมมาศ(ลพ.ติงลี่)
วัดประตูด่านจ.กาญจนบุรี

วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2566

อานาปานสติ

🙏ดูลมหายใจเข้าออก(อานาปานสติ)นั้น ดูสะสมได้ ตัวอย่างเราดูลมมา9ปี ทุกวัน แรกๆ40-50วินาที เพิ่มเป็น1นาที 2นาที 3นาที 5นาที ดูลมทีล่ะนิดล่ะหน่อย จนดูลมได้นิ่งสงบได้นาน พิจารณาตรง 9ปี ทุกวัน จึงดูลมหายใจรวม ไม่รู้กี่หมื่นนาที ดูบ่อยๆในตลอดวัน 
ฝึกหยุดคิดด้วยเป็นหลัก เราจึงมีสมาธิสูงมาก(บอกให้รู้เพื่อพยายามฝึกฝน) สูงเพราะเราได้สำผัส เราไม่ปรุงแต่งความคิดได้ 
นอกจากจะดันให้คิดถึงจะคิด และคิดน้อยมาก เพราะกำลังในการฝึกหยุดคิดและดูลมหายใจนั้นสูง จึงหยุดคิดได้เอง โดยไม่ต้องกดข่มเหมือนตอนแรก กำลังก็คือการสะสมฝึกหยุดคิด และดูลมหายใจเข้าออก และการไม่ปรุงแต่งความคิดได้นั้น คือที่สุด ไม่มีเรื่องให้คิดมาก ไม่มีนอนไม่หลับ เพราะไม่มีเรื่องคิดทุกข์ให้นอนไม่หลับ หลับ2-3ชั่วโมงก็เต็มอิ่ม

#ใช้ปัญญาควบคุมศีลและสมาธิ

     ฉะนั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแนะนำว่า #นิสสัมมะ #กรณัง #เสยโย ก่อนที่จะทำ ก่อนที่จะพูด ก่อนที่จะคิด เพื่อการกระทำ พระองค์ทรงให้ใคร่ครวญด้วยอำนาจปัญญาเสียก่อนว่าการกระทำนี่ดีหรือชั่ว เป็นจริยาของคนดีหรือจริยาของคนเลว ถ้าทำไปแล้วบัณฑิตติเตียน แม้ว่าคนพาลจะชมว่าดีขนาดไหน เราก็ดีไปไม่ได้

     ถ้าทำไปแล้วบัณฑิตสรรเสริญคนพาลจะติเตียนขนาดไหนก็ตาม เราก็เลวไม่ได้เหมือนกัน ข้อนี้ขอทุกท่านจงสังวรไว้ให้มาก ความทุกข์ความเดือดร้อนใด ๆ ที่เกิดขึ้นก็เพราะขาดเรื่องปัญญาเป็นเครื่องใคร่ครวญ การสร้างความเลวมักจะนิยมกันว่าเป็นความดี นี่แสดงว่าน้ำใจของบุคคลนั้นมาจากอบายภูมิ ไม่มีจุดรักสงบ ไม่มีจุดรักความดี การกระทำความชั่วก็เป็นการแสดงออกของกิเลส การพูดชั่วเป็นการแสดงออกของกิเลสเหมือนกัน

     ก็มามองดูคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ท่านว่า #อัตตนา #โจทยัตานัง จงเตือนตนด้วยตนเองอยู่เสมอ เราต้องเตือนตัวเราเองให้มาก คือเตือนใจว่าที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงสั่งสอนไว้ว่า

     #สัพพปาปัสสะ #อกรณัง เธอทั้งหลายอย่าทำความชั่วทั้งหมด หมายความว่าพูดก็ทำความชั่ว คิดก็ทำความชั่ว กรรมแปลว่าการกระทำ ทำชั่วก็ไม่ทำ พูดชั่วก็ไม่พูด อย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเราจะดีได้

     #กุสลัสสูปสัมปทา ทรงแนะนำบอกว่าทำแต่ความดีฝ่ายเดียว

     #สจิตตะ #ปริโยทปนัง ชำระจิตของเราให้ผ่องใสแสดงว่าจิตดี จิตดีมีอาการอย่างไร จิตดีก็ควบคุมศีลให้บริสุทธิ์ คุมอารมณ์ให้ทรงตัว ไม่ยอมให้จิตเป็นทาสของนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ เจริญวิปัสสนาญาณรู้เท่าทันตามความเป็นจริงไม่มีความประมาท นี่ดี...

โอวาทธรรม หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
จากหนังสือ กรรมฐาน ๔๐ หน้า ๓๓๕

10สุดยอดพระเกจิ กับ ตำนานกบไสไม้

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2452 สมเด็จพระสังฆราช (เข) วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงมีพระดำริในการทดสอบพลังจิตและความเข้มขลังของพระเกจิทั่วสยามประเทศขึ้นที่วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม นัยว่าเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะ "พระดี-เกจิดัง" ในสายวิปัสสนากัมมัฏฐานและเฟ้นหา “สุดยอดพระเกจิ” (ตามประวัติน่าจะมีเพียงครั้งเดียว) โดยนิมนต์พระเถรจารย์และเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศมาชุมนุมมากกว่า 100 รูป

งานนี้เรียกได้ว่า พิธีชุมนุมพระเกจิชื่อดังทั่วแดนสยาม ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คงไม่ผิดนัก

ในพิธีมีการทดสอบวิทยาคมและพลังจิตอย่างเข้มขลัง โดยคัดเลือกเกจิอาจารย์ครั้งละ 10 รูป ด้วยวิธีจับสลาก จากนั้นนำท่อนไม้ 1 ท่อน มาวางบนม้า 2 ตัว จากนั้นนำกบไสไม้วางบนท่อนไม้ โดย สมเด็จพระสังฆราช (เข) ทรงบอกกติกาว่า เกจิทุกรูปจะต้องใช้พลังจิตบังคับให้กบไสไม้วิ่งไสไม้ไป-กลับโดยกบห้ามหล่นลงมาเด็ดขาด หากใครพลังจิตแก่กล้าจริงก็จะสามารถทำได้ หากใครพลังจิตยังไม่สุดยอดก็ต้องยอมล่าถอยไป ปรากฎว่าหลังการทดสอบผ่านไป 3 วัน 3 คืน เกจิส่วนใหญ่ใช้พลังจิตบังคับกบวิ่งไสไม้ได้ทั้งนั้น แต่บังคับวิ่งไปข้างหน้าได้ทางเดียว บังคับกลับไม่สำเร็จ

มีเพียงเกจิ 10 รูปเท่านั้นที่สามารถบังคับกบไสไม้ได้ทั้งไป-กลับ ถือว่าเป็น 10 พระเกจิสุดยอดแห่งสยามประเทศอย่างแท้จริงและปัจจุบันคงหาเกจิรุ่นใหม่เทียบได้ยากยิ่ง โดยเกจิทั้ง 10 รูป ได้แก่

1.หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร
2.หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จ.สมุทรปราการ
3.หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง กรุงเทพฯ
4.หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี
5.หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา
6.หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท
7.หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม
8.หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบ จ.ชุมพร
9.หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม
10.หลวงพ่อทอง วัดเขากบ จ.นครสวรรค์

เจ้ามาคนเดียว เจ้าก็ไปคนเดียว

ตอนมา : เจ้ามาคนเดียว
ตอนไป : เจ้าก็ไปคนเดียว
ตอนมา : เจ้าอ่อนแอ
ตอนไป : เจ้าก็อ่อนแอ
ตอนมา : เจ้าไม่มีเงินทองข้าวของมากมาย
ตอนไป : เจ้าก็ไม่มีเงินทองข้าวของอะไรเลย
ตอนเจ้าอาบน้ำครั้งแรก มีคนอาบให้เจ้า
ตอนเจ้าอาบน้ำครั้งสุดท้าย ก็มีคนอาบให้เจ้า
นี่คือ ความจริงของชีวิต !!!
.
แล้วทำไมมนุษย์เราจึงมีเต็มไปด้วย
ความอาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยา
เกลียดชัง ขุ่นเคือง หยิ่งทะนง โลภ
และเห็นแก่ตัวมากมาย ขนาดนั้นไปทำไมกัน
เพราะตอนที่เราต้องจากไป
เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
มีแต่บุญและบาปเท่านั้น ที่จะติดตัวเจ้าไปสู่ภพใหม่
.
คำสอนสุดท้ายก่อนพระพุทธองค์
จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
พระองค์ตรัสสอนไว้ว่า "จงอย่าประมาท"
1. อย่าประมาทในชีวิตว่าจะยืนยาว
2. อย่าประมาทในวัยว่ายังหนุ่มยังสาว
3. อย่าประมาทในสุขภาพว่ายังแกร่งกร้าว
4. อย่าประมาทในเวลาว่ายังเหลือมากเกินจะกล่าว
5. อย่าประมาทในธรรมะและบุญกุศลว่า
    "เอาไว้ก่อน วันหลังค่อยทำ"
ใครก็ตามที่ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
คนคนนั้นได้ชื่อว่า เป็นผู้ใช้ชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด
ส่วนใครก็ตามที่ประมาท พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เป็นคนที่ตายไปแล้วครึ่งตัว
คำถามสำคัญที่สุด
ที่เราจะถามตัวเองก่อนจากโลกนี้ไป
ก็คือ ท่านได้เตรียมตัวให้พร้อม
ต่อการจากลาโลกนี้ไปแล้วหรือยัง ?
.
มาตัวเปล่าแล้ว ก็ไปตัวเปล่า
ตายแล้ว เอาอะไรไปไม่ได้เลย
ตายแล้วไปไหน คนเราเกิดมาทำไม
จงอย่าประมาทในการใช้ชีวิตเลย !!!
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

ครู 8 คน ในชีวิตเรา

"...ครู 8 คน ในชีวิตเรา..."
๑. ครูคนแรกที่สอนให้เราเป็นคนดี คือ คนแรกที่เราเรียกว่า แม่
๒. ครูคนที่สอง ที่สอนให้เราเป็นคนเก่ง คือพ่อ
๓. ครูคนที่สามที่สอนเราให้อ่านออกเขียนได้คือ ครูในโรงเรียน
๔. ครูคนที่สี่ ที่สอนให้เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมคือ เพื่อน
๕. ครูคนที่ห้า ที่สอนให้เราใช้ชีวิตคู่คือ คู่ครอง
๖. ครูคนที่หก ที่สอนให้เรารู้จักในการให้คือ ลูก
๗. ครูคนที่เจ็ด ที่สอนให้เรารู้จักคำว่าอภัยคือ ศัตรู
๘. และครูคนสุดท้าย ที่สอนให้เราเรียนรู้ชีวิต คือ ตัวเราเอง

โอวาทธรรม หลวงปู่แหวน สุจินโณ 
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

#ธรรมะ #ธรรมทาน #คติสอนใจ 
#คติ #คติธรรม #พระศาสดา 
#ศาสนา #พุทธวจน #พระพุทธเจ้า
#ศีล #ศีลธรรม #พุทธศาสนา