วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566

#อดีตชาติหลวงพ่อฤาษีตอนเกิดเป็นขุนหลวงพระงั่ว

 ท่านผกาพรหมก็บอกว่า “นี่พ่อพรหมจ๋า ในฐานะที่ปรารถนาพุทธภูมิ พระพุทธศาสนาจะทรงอยู่ในประเทศไทย แต่ถ้าไทยยังแตกกันอยู่อย่างนี้เพียงใด พระพุทธศาสนาจะทรงอยู่ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีคนนับถือ ไม่มีคนปฏิบัติตาม พระพุทธศาสนาเกิดไม่ได้ ฉะนั้นท่านต้องกลับลงไปรวมไทยเดิมให้เป็นไทยตามเดิม” เอาอีกแล้ว

ท่านองค์นี้ขยันเตือนจริง ๆ จะลงมาเกิดเองก็ไม่ลงมา จึงถามท่านว่า จะไปลงที่ไหนล่ะ
 
 ท่านผกาพรหมบอกว่า “โน่น ไปลงที่อู่ทอง ไปหาทางเข้าครองเมืองให้ได้ เป็นกำลังใหญ่ของเมือง อย่าเพิ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน”
ถามว่า จะจัดใครลงไปบ้าง
ท่านผกาพรหมก็บอก จะจัดเทวดา พรหม ลงมาช่วยพอสมควร แหมท่านผกาพรหมนี่มีหน้าที่จัดอย่างเดียว น่าจะแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีพรหมจัด ประเภทจัดให้คนอื่นเขาทำงาน แต่ตัวเองไม่ทำน่ะ
 นี่ พอคุยละมายืนต่อว่า

ท่านบอกว่า “มันเป็นหน้าที่ของพระเจ้ามังรายเขา เขามีความปรารถนาอย่างนั้น ก็คอยบอกเขาให้ทำอย่างนั้น”
 
 เป็นอันว่าพรหมพระเจ้ามังราย ก็ลงมาเกิดเป็นวาระที่ ๖ ในช่วงระยะเพียง ๒,๐๐๐ ปีเศษ เกิดในเมืองอู่ทอง เขาให้นามว่า “ขุนหลวงพระงั่ว”
ตอนนี้ก็หาทางรวมไทยเข้าด้วยกัน ใช้วิธีการทั้ง ๒ อย่าง คือ รบด้วยอาวุธ และรบด้วยลิ้น

การรบด้วยลิ้นถือว่ามีความสำคัญมากกว่าการรบด้วยอาวุธ เมื่อหาทางไปตีสุโขทัยเข้ามารวมกันไม่ได้ ก็เจรจาเป็นเพื่อนกันดีกว่า เพราะตอนนี้พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่หนองโสนแล้ว
 
 ขุนหลวงพระงั่วเข้าไปหาพระเจ้าลิไท เจรจากันว่า “คนไทยเรานับถือพระพุทธศาสนา และเวลานี้ พระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระจัดกระจายไป เราควรจะรวบรวมพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่ จะได้เป็นหลักฐานในการสร้างความดีของคนไทย”
 
 พระเจ้าลิไท ท่านก็เป็นคนดี บอก โอ.เค. ด้วย ไม่ถือโทษโกรธเคืองที่เคยยกทัพไปตีท่าน
 ต่อมามีการนิมนต์พระสงฆ์ไปรวบรวมพระธรรมวินัย ใครรู้อะไร ใครมีตำราอะไร ก็มารวบรวมกันไว้
ต่อมาท่านก็คิดว่า ควรจะให้คนไทยรู้จักบาปรู้จักบุญ จึงนิมนต์พระสงฆ์มาร่าง “ไตรภูมิพระร่วง” ขึ้น การร่างไตรภูมิพระร่วงนี่ ความจริงพระร่วงไม่ได้ทำ ท่านเป็นเพียงศาสนูปถัมภ์ มีขุนหลวงพระงั่วไปร่วมกับบรรดาพระสงฆ์ที่นิมนต์มาด้วย เป็นการร่วมมือกันระหว่างสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา

และต่อมาก็ได้ร่วมกันอีกสร้าง พระพุทธชินราช สร้างพระพุทธชินสีห์ และสร้างพระศากยมุนี ขึ้นมาเป็นมิ่งขวัญของเมืองไทย เป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่าประเทศไทยจะทรงตัวอยู่ได้ด้วยเหตุ ๓ เส้า ด้วยกันคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
พระพุทธชินราช หมายถึง พระมหากษัตริย์
 พระพุทธชินสีห์ หมายถึง พระศาสนา
 พระศากยมุนี หมายถึง ชาติ

การสร้างคราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของ ท้าวโกสีสักกะเทวราช ให้พระวิษณุกรรมมาช่วย นี่ท่านผู้ใหญ่ท่านเล่าให้ฟังอย่างนี้นะ ถ้าใครไม่เชื่อก็ไปเอาคนตายมาถามดูก็แล้วกัน
 
 ต่อมาภายหลังขุนหลวงพระงั่ว ก็มีโอกาสเข้ารวมไทยให้เป็นไทยเดียวกัน เป็นอันว่าสุโขทัย กับกรุงศรีอยุธยาก็รวมเป็นประเทศเดียวกัน เรื่องทั้งหลายนอกจากนี้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์เขาเขียนไว้แล้ว ถูกบ้าง ผิดบ้าง เราจะมานั่งพูดเรื่องประวัติศาสตร์กันก็ไม่ดีจะกลายเป็นรือฟื้นหาตะเข็บ ดีไม่ดีเล็บจะไปทิ่มเอาเข็มเข้าไม่เกิดประโยชน์
 
 ลูกรักทั้งหลาย เป็นอันว่าพระเจ้ามังรายนี่เป็นพระเจ้าจอมเกิด เกิดทีไรยุ่งทุกทีจะต้องหาทางรวมไทยให้เป็นไท สร้างความสมัครสมานสามัคคีให้เกิด เห็นไหมว่า พระเจ้ามังรายท่านสร้างบุญแค่ไหน เวลานี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนมาเกิดก็ดีหรอก ถ้าใช้ลัทธิพระเจ้าพรหมมหาราช และพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ มีหวังหัวขาดไปตาม ๆ กัน เพราะมีไทยขายชาติไทยทำลายชาติ นี่ไอ้พวกขอมเก่ามันมาเกิดในประเทศไทยแล้วมันก็หวังความเป็นใหญ่ในประเทศไทย

เราจะสังเกตได้ว่า ไอ้พวกขอมเก่าที่มาเกิดแทรกแซงนี่ เวลามันพูดละก็มันพูดดี แต่เวลาทำมันทำเลว และนิสัยของคนไทยไม่ค่อยจำ เจ็บแล้วไม่จำเพราะว่าเขาให้สตางค์เมื่อไรเลิกจำเมื่อนั้น จำได้อย่างเดียวเขาให้สตางค์ เพียงเขาให้สตางค์ ๑๐ บาท ก็ลงคะแนนให้เขา ไม่ได้คิดเลยว่าการที่เขาให้สตางค์เรามาน่ะ เขาต้องหากำไร ชาติจะฉิบหายวายป่วงยังไงช่างมัน ขอให้ได้สตางค์ก็แล้วกัน นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ การที่เด็กนักศึกษาเข้าป่าไปน่ะ ความจริงเราจะไปหาว่าเขาเป็นคอมมูนิสต์ก็ไม่ถูกเสมอไป เราต้องดูน้ำใจเขา เช่น บางคนก็หวังผิดไปจริง ๆ บางคนก็ว่าตามเข้าไม่ใช้มันสมองก็มี แต่บางคนคิดเพื่อความหวังดีของชาติอันนี้ก็มีมาก เพราะเคยพบ เคยเห็น เคยคุยกัน บางคนเจตนาเขาดี แต่มันไม่เป็นที่ถูกใจของคนบางพวก
 
ที่มา : จากเรื่องจริงอิงนิทานพิเศษ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

ศีลนั้นจะมาคุ้มครองเรา

ถ้าเราเคยให้ทาน
ทานนั้นจะกลับมาหาเรา
ถ้าเราเคยรักษาศีล เมื่อมีภัย
ศีลนั้นจะมาคุ้มครองเรา
ถ้าเรามีภาวนา มีปัญญา
เมื่อเจอทางตัน อุปสรรค เราก็จะหาทางออกได้
สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

⚜️ #อธิษฐานตามกันมา⚜️

         
           🙏#อันนี้หมายถึงว่า #การสั่งสมบารมีของเรามันเกินกำลัง #เกินกำลังที่จะไปนิพพาน #ที่จะไปนิพพานจริงๆมันเต็มมานานแล้ว 
🙏#แต่มันก็ติดอยู่ที่อธิษฐานบารมี #บอกถ้าหลวงตาองค์นี้ไปเมื่อไหร่ #ก็จะไปพร้อมกัน 
           🙏#การอธิษฐานไว้ #ก็ถือว่าอย่างไรฉันจะไปพร้อมพ่อฉัน นี่เรื่องเก่า จึงต้องลากมาถึงจุดนี้ แล้วถ้าตามฉันจริงๆ ก็ต้องรออีกเท่าไหร่ คือนับจากพระศรีอริย์ไปอีก 22 องค์ ไปนั่งเต้นแร้งเต้นกาบนดาวดึงส์ อยู่นั่นลงไม่ได้
้ 🙏#เมื่อฉันตัดก็ไปด้วยกัน ที่นี่ในเมื่อเราทราบว่าความดีเดิมมันอยู่ ก็ขอทุกคนรักษาความดีเดิมไว้ให้ทรงตัว การประมาทพลาดพลั้ง #ในเรื่องกรรมที่เป็นอกุศลย่อมมีบ้างเป็นของธรรมดาไม่มีใครเกิดมาในโลกนี้จะไม่ทำผิด หรือไม่ทำบาปเลยนี่ไม่มี
ี 🙏#แต่ว่าอารมณ์ความดีให้มันทรงตัวไว้ เวลานี้เรารู้ตัว ความดีอื่นมีได้อย่างไรก็ช่างเถอะ จะพลาดก็ช่าง แต่ส่วนที่จะไม่พลาดเลยในอารมณ์ก็คือ
      ⚜️ ประการที่ 1 
#คิดไว้เสมอว่าชีวิตของเราจะต้องตาย ตามที่พระพุทธเจ้า ตรัสกับคณะของเปสการีว่า เธอทั้งหลายชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง คนและสัตว์ทั้งหมดมีความตายเป็นที่สุดเหมือนกันหมด พวกเธอจงตั้งใจไว้ในความดีไม่ประมาทในความตาย อันดับแรกคิดไว้ก่อน
       ⚜️ ประการที่ 2 
#มีการยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆ์ ด้วยความจริงใจ
       ⚜️ ประการที่ 3 
#ระมัดระวังเรื่องศีล 5 ความจริงมันง่าย ระมัดระวังเรื่องศีล 5 ไว้เป็นปกติ จนกระทั่งให้จิตมันเป็นอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องระวังมัน มันจะไม่ยอมละเมิดศีล 5 โดยเจตนา  
        🙏 #แต่การพลาดพลั้งโดยไม่ตั้งใจเป็นเรื่องธรรมดา เขาไม่ถือว่าบาป เท่านี้เอง #เท่านี้เราก็ไม่ลงอบายภูมิแล้วไม่ต้องทำอะไรกันหนักมาก
         🙏แล้วต่อไปถ้าเราไม่ลงเอาไปภูมิ จะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เราก็ดูชาติปัจจุบันว่าเวลานี้เรามีความสุขหรือความทุกข์ กำลังใจของเรามีความสุขเพราะธรรมมีความเอิบอิ่มในธรรม 
         🙏แต่ว่าร่างกายมันต้องทุกข์ ร่างกายต้องทำมาหากิน ต้องเหนื่อย ต้องป่วยไข้ไม่สบาย ต้องมีความแก่ ต้องมีกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่เราไม่พอใจ เป็นของธรรมดา แล้วก็มีความตายไปในที่สุด
         🙏ในเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ถือว่ามันไม่ดีเพราะร่างกาย แล้วโอกาสของเราจะมีในชาตินี้ก็ตัดสินใจไว้โดยเฉพาะว่า #ถ้าตายเมื่อไหร่จุดที่เราจะไปจริงๆนั่นคือนิพพานจุดเดียว นี่สำหรับคนที่ไม่ได้มโนมยิทธินะ ก็อย่าคิดว่าเราไม่มีสิทธิ์ มีแน่นอน 
         🙏 #สำหรับผู้ที่ได้มโนมยิทธิมีกำไรมากคือขึ้นไปนิพพานทุกวัน อันนี้เรื่องใหญ่ #ถ้าขึ้นไปนิพพานทุกวันให้อารมณ์มันชิน ไปถึงที่นั่นก่อนจะลงมาก็ตัดสินใจว่า #ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไหร่ขอมาที่นี่จุดเดียว อันนี้มันแน่นอนเหลือเกิน ที่ว่ากันถึงอารมณ์ที่ทรงตัว

🖋️📚คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง ๕๕ หน้า 110-111 
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566

อานาปานัสสติกรรรมฐานนั้น มีอุบายเป็นเครื่องนำมา ดังต่อไปนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ หน้าที่ 363
[อุบายเป็นเหตุนำอานาปานัสสติกรรมฐานมา]
ในอธิการว่าด้วยอานาปานัสสติกรรรมฐานนั้น มีอุบายเป็นเครื่องนำมา ดังต่อไปนี้:-
จริงอยู่ ภิกษุนั้น รู้ว่ากรรมฐานไม่ปรากฏ ควรพิจารณาสำเหนียกอย่างนี้ว่า ชื่อว่า ลมหายใจเข้าและหายใจออกนี้ มีอยู่ในที่ไหน ? ไม่มีในที่ไหน ของใครมี ? ของใครไม่มี ?

ภายหลัง เมื่อภิกษุนั้น พิจารณาดูอยู่อย่างนี้ ก็รู้ได้ว่า ลมหายใจเข้าและหายใจออกนี้ (ของทารกผู้อยู่) ภายในท้องของมารดา ไม่มี พวกชนผู้ดำน้ำก็ไม่มี. พวกอสัญญีสัตว์ คนตายแล้ว ผู้เข้าจตุตถฌาน ท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยรูปภพและอรูปภพ ท่านเข้านิโรธ ก็ไม่มีเหมือนกัน แล้วพึงตักเตือนตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า แน่ะบัณฑิต ! ตัวเธอไม่ใช่ผู้อยู่ในท้องของมารดา ไม่ใช่ผู้ดำน้ำ ไม่ใช่เป็นอสัญญีสัตว์ ไม่ใช่คนตาย ไม่ใช่ผู้เข้าจตุตถฌาน ไม่ใช่ผู้พร้อมเพรียง ด้วยรูปภพ และอรูปภพ ไม่ใช่ผู้เข้านิโรธ มิใช่หรือ ?

ตัวเธอยังมีลมหายใจเข้าและหายใจออกอยู่แท้ ๆ, แต่ตัวเธอก็ไม่สามารถจะกำหนดได้ เพราะยังมีปัญญาอ่อน.

ภายหลัง เธอนั้น ควรตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจที่ลมถูกต้องโดยปกตินั่นเอง ให้มนสิการเป็นไป. จริงอยู่ ลมหายใจเข้าและหายใจออกนี้ กระทบโครงจมูกของผู้มีจมูกยาวผ่านไป, กระทบริมฝีปากข้างบนของผู้มีจมูกสั้นผ่านไป. เพราะฉะนั้น เธอนั่น จึงควรตั้งนิมิตไว้ว่า ลมหายใจเข้าและหายใจออก ย่อมกระทบฐานชื่อนี้. 

ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงตรัสว่า ...
☝☝☝ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่กล่าวการเจริญอานาปานัสสติ แก่ภิกษุผู้หลงลืมสติ ไม่รู้สึกตัวอยู่.*
//* ม. อุป. ๑๔/๑๙๖-๗.

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566

พระอริยสงฆ์ คือ ใคร

: พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์

1.พระโสดาบัน ผู้เข้าถึงกระแสคือเข้าสู่มรรค เดินทางถูกต้องอย่างแท้จริง หรือปฏิบัติถูกต้องตามอริยมรรคอย่างแท้จริง เป็นผู้รักษาศีลให้สมบูรณ์มิให้ศีลขาดหรือด่างพร้อย ทำได้พอประมาณในสมาธิ (คือทำได้ยังไม่เต็มที่เหมือนรักษาศีล) และทำให้พอประมาณในปัญญา ละสังโยชน์กิเลสได้ 3 คือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน) วิจิกิจฉา (ความสงสัย) สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นในศีลและข้อวัตรอย่างงมงาย) 

2.พระสกทาคามี ผู้จะกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียว ก็จะกำจัดทุกข์ได้หมดสิ้น เป็นผู้รักษาศีลให้บริบูรณ์ ทำได้พอประมาณในสมาธิ ทำได้พอประมาณในปัญญา ละสังโยชน์กิเลส 3 ข้อ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงด้วย

3.พระอนาคามี ผู้จะปรินิพพานในที่ที่ผุดขึ้น ไม่เวียนกลับมาอีก เป็นผู้รักษาศีลให้บริบูรณ์ ทำสมาธิให้บริบูรณ์ได้เต็มที่ แต่ทำได้พอประมาณในปัญญา (มีใจเป็นสมาธิ แต่ยังไม่เห็นแจ่มแจ้ง) ละสังโยชน์ได้อีก 2 คือ กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) และ ปฏิฆะ (ความขุ่นเคืองใจ) รวมเป็นละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ 5 ข้อ 

4.พระอรหันต์ ผู้ควรแก่ทักษิณาหรือการบูชาพิเศษ หรือผู้หักกำแห่งสังสารจักรได้แล้ว เป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขาทั้ง 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และละสังโยชน์กิเลสเบื้องสูงได้อีก 5 ข้อ คือ รูปราคะ (ความติดใจปรารถนาอยู่ในรูปภพ) อรูปราคะ (ความติดใจปรารถนาอยู่ในอรูปภพ) มานะ (ความถือตัว) อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) อวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจจ์) รวมละสังโยชน์ได้ 10 ข้อ

ภาพ พระพุทธรูปสี่พระองค์ ประดิษฐานอยู่หน้าพระพสี่พระองค์ใหญ่ประธาน ในวิหารวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน

กายในกาย(อทิสมานกาย) มี 5 อย่าง

กายในกาย(อทิสมานกาย) มี 5 อย่าง
ธรรมะโอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
1. กายอบายภูมิ อทิสมานกายของกายอบายภูมิ
มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับคนขอทานที่มีแต่กาย
เศร้าหมองอิดโรย หน้าตาซูบซีดไม่ผ่องใส
พวกนี้ตายแล้วไปอบายภูมิ
2. กายมนุษย์ อทิสมานกายของกายมนุษย์
มีรูปร่างลักษณะค่อนข้างผ่องใส เป็นมนุษย์
เต็มอัตรา กายมนุษย์นี้จะต่างกันบ้างที่สัดส่วน
ผิวพรรณสวยสดงดงามไม่เสมอกัน พวกนี้
ตายแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์อีก
3. กายทิพย์ อทิสมานกายของกายทิพย์
คือกายเทวดาชั้นกามาวจร มีลักษณะผ่องใส
ละเอียดอ่อน ถ้าเป็นเทพชั้นอากาศเทวดา
หรือรุกขเทวดาขึ้นไป ก็จะเห็นสวมมงกุฏ
แพรวพราว เครื่องประดับสวยสดงดงามมาก
ท่านพวกนี้ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา
ชั้นกามาวจรสวรรค์
4. กายพรหม อทิสมานกายของกายพรหม
มีลักษณะคล้ายเทวดาแต่ผิวกายละเอียดกว่า
ใสคล้ายแก้ว มีเครื่องประดับสีทองล้วน
แลดูเหลืองแพรวพราวไปหมด ตลอดจน
มงกุฏที่สวมใส่ ท่านพวกนี้ ตายแล้ว
ไปเกิดเป็นพรหม
5. กายแก้ว อทิสมานกายของกายแก้ว
กายของท่านประเภทนี้เป็นกายของพระอรหันต์
จะเห็นเป็นประกายพรึกทั้งองค์ ใสสะอาด
ยิ่งกว่ากายพรหม ท่านพวกนี้ตายแล้ว
ไปพระนิพพาน การที่จะรู้กายพระอรหันต์ได้
ต้องเป็นพระอรหันต์เองด้วย
มิฉะนั้นจะดูท่านไม่รู้เลย

**เมื่อพระพุทธองค์ทรงบอกอดีตชาติที่แล้วของหลวงพ่อก่อนมาเกิด หลวงพ่อฤาษี**

**ขณะเมื่อตัดสินใจอย่างนี้เวลาที่ตัดสินใจเวลานั้น นั่งอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์ อยู่ที่มุมหนึ่งของจุฬามณีเจดียสถาน เห็นพระกับเทวดาท่านมามาก** **ก็นึกในใจว่า ก่อนจะเกิด เรามาจากไหน**

แต่ความจริงถ้าใช้ **จุตูปปาตญาณ** ก็ทราบ แต่มันก็ไม่แน่ อาจจะเป็นอุปาทาน นึกในใจว่ามีพระองค์ไหนบ้างที่ท่านจะเมตตาบอกเราว่า **ก่อนที่เราเกิดมาจากไหน**

พอนึกเพียงเท่านี้ ก็มีพระองค์หนึ่งท่านเข้ามาใกล้ แต่พระองค์นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นพระที่ต้องเคารพอย่างสูงนั่นคือ **สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า**

ท่านบอกว่า **สัพพเกสี** ก่อนที่เธอจะไปเกิดเป็นคน **เธอไปจากพรหมชั้นที่ 4** เวลานั้น หลายชาติมาแล้ว

**เธอปรารถนาพุทธภูมิ **เวลานี้เธอก็ตั้งใจปรารถนาพุทธภูมิ ตามที่หลวงพ่อปานสอน อันนี้ถูกต้อง

**แต่ว่าการเป็นพุทธภูมิของเธอไม่ตอลดรอดฝั่ง เพียงเข้าได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เธอก็ต้องลาพุทธภูมิ**

ก็ถามท่านว่า **จะลาชาติไหน และชาติไหนจะได้ 99 เปอร์เซ็นต์**

ท่านก็บอกว่า **ชาตินี้แหละ มันเป็นชาติสุดท้าย**

ถ้าเธอเอาจริง ๆ ก็จบกันชาตินี้ พุทธภูมิ แต่ความจริงนี่เธอก็ทำจริงมาทุกอย่าง เอาจริงทุกอย่าง ทำชนิดที่เรียกว่า คนอื่นเขาไม่ค่อยจะทำกัน ไม่ใช่ไม่มีคนทำอย่างนี้ พระที่ทำอย่างนี้ มี คนที่ทำอย่างนี้ มี แต่ว่ามีจำนวนน้อย

เธอมาจากพรหมชั้นที่ 4 เวลาตายแล้วต้องกลับขึ้นไปสูงกว่านั้น ความรู้สึกในเวลานั้นก็คิดว่า คงจะเป็นพรหมชั้นที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ก็ว่ากัน ตามเรื่องตามราว

พอคิดอย่างนั้น **ท่านก็บอกว่า ไม่ถูก ต้องไม่ใช่ดินแดนของพรหม แต่ว่าก่อนจะตายเธอต้องรับภาระพุทธภูมิก่อน** **เมื่อเธอลาจากพุทธภูมิแล้ว เธอต้องทำงานพุทธภูมิจนกว่าจะสิ้นลมปราณ**

ก็เลยถามท่านว่า การสิ้นลมปราณ เมื่อไรกันแน่ อายุเท่าไร ท่านก็เลยบอกว่าสุดแล้วแต่กฏของกรรม กรรมมันมี 3 อย่าง

**1. กุศลกรรม** กรรมที่เป็นบุญ คือ ความดี ความดีส่งผลให้อยู่อายุเท่าไรก็อยู่อายุเท่านั้น

**2. กรรมที่เป็นอกุศล **คือ ผลของความชั่ว มันจะมาลิดรอนเมื่อไร ก็ต้องอยู่ได้แค่นั้นตามคำสั่ง **ถ้างานนั้นยังไม่เสร็จตามคำสั่งเพียงใด เธอก็ยังตายไม่ได้**

ก็ถามว่า ใครจะเป็นคนสั่ง ท่านก็ตอบว่า วันนั้นจะรู้เอง ถามว่า วันนั้น เวลากี่ปีพระเจ้าข้า ท่านบอกว่า การนับปี นับเดือน นับวันนั้นไม่ถูก สุดแล้วแต่กำลังใจของเธอ ถ้ากำลังใจของเธอถึงวันนั้นเมื่อไร จะทราบเรื่องนี้ แต่ก็บอกว่า ขึ้นชื่อว่า ความตาย ยังไม่มีในป่า ในป่าของอำเภอศรีประจันต์

**ตอนนั้นท่านก็นิ่ง อาตมาก็นิ่งเหมือนกัน นึกในใจว่าข้อความใดที่เราอ่านหนังสือแล้ววันนี้ ที่มีความไม่เข้าใจ เราขีดเส้นไว้ มีพระองค์ใดไหมที่จะสอนเรา หรือเทวดาองค์ไหน หรือพรหมองค์ไหน**

**พอนึกอย่างนี้ ท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่าฉันนี่แหละจะเป็นคนสอน ท่านก็แนะนำให้บอกว่า ถ้าหากว่าจะสอบตามวิธีกรรม ที่เขาสอบต้องตอบอย่างนี้ ต้องมีความเข้าใจอย่างนี้ แต่ว่าถ้าจะเอาจริงตามแบบปฏิบัติในพุทธศาสนาจริง ต้องมีความเข้าใจอย่างนี้ คือมันผิดกัน รู้สึกว่ามันผิดกันมาก แล้วท่านก็ อธิบายให้ฟังจนมีความเข้าใจทุกข้อ**

หลังจากนั้นท่านก็บอกว่า ต่อจากนี้ไป เธอก็ไปที่เก่าของเธอก็แล้วกันนะ ฉันจะเข้า** จุฬามณีเจดียสถาน **เพราะพรหม เทวดา พระอริยเจ้าท่านคอยอยู่

ก็ถามท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้น จะเข้าไปบ้างได้ไหม อยากจะเจอะพรหม เจอะเทวดามาก ๆ เจอะพระอริยเจ้า เพราะมีความเคารพในพระอริยเจ้ามาก

ท่านบอกว่า เข้าได้ แล้วท่านก็เสด็จเข้าไป

อาตมาเองก็เดินเข้าไป ก็พอดีอีก 2 องค์ก็มาพร้อมกัน เข้าไปพร้อมกัน เข้าไปก็เห็นว่า พระอริยเจ้า นั่งเป็นกลุ่ม ๆ ความจริง คำว่า พระอริยเจ้า บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ท่านตายไปแล้ว นั่นมันเรื่องหนึ่งต่างหาก **สำหรับพระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย ที่มีความสำคัญที่ท่านเป็นพระก็มี ท่านเป็นอุบาสก อุบาสิกา คือ ผู้หญิง ผู้ชายที่ยังไม่ได้บวชก็มี เป็น พระอริยเจ้า ท่านนั่งตามลำดับของท่าน**

ต่างคนต่างตั้งใจสดับ รับรสพุทธพจน์เทศนาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพุทธบริษัทอ่านมาถึงตอนนี้แล้วจะรู้สึกว่า อาตมาบ้าหรือเปล่าก็ไม่ทราบก็ไหน ๆ มันก็บ้ามาหลายสิบปีแล้ว ก็บ้ามันต่อไป

**หลังจากท่านเทศน์เสร็จ ท่านก็หายไป อาตมาก็หันไปมองพระอริยเจ้า ที่สนใจก็คือพระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย ที่ตายแล้วนมัสการท่าน ท่านก็ยิ้ม ท่านก็จับมือไม้ ท่านก็ชี้มือชี้ไม้แสดงว่ารู้จักกันมาก่อนก็เยอะแยะในชาติก่อน ๆ แต่พระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย นี่ก็หลาย พระอรหันต์ก็มี พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีก็มี ฆราวาสที่เป็นอนาคามี ทั้งผู้หญิง ผู้ชายก็มี พระโสดาบันก็มี สกิทาคามีก็มี**

**เมื่อเห็นฆราวาสท่านเป็นพระอริยเจ้า ก็รู้สึกอายท่าน** ว่าท่านนุ่งกางเกง ท่านนุ่งผ้าโจงกระเบน ท่านเป็นพระอริยเจ้าได้ แต่เรายังไม่ใช่พระอริยเจ้าเราเลวกว่าท่านมาก ที่รู้จักท่านก็มีเยอะ และพระอริยเจ้าผู้ชาย ผู้หญิงนะ แหม..ญาติโยมบางคนก็แต่งตัวรุ่งริ่ง ๆ ผ้าเก่าแล้วเก่าอีก คนแต่งตัวดี ๆ ไม่ค่อยมี มีแต่คนจน ๆ แสนจน จนน้อยบ้าง จนมากบ้าง จนจริง ๆ ดูเครื่องแต่งตัว

แต่ถ้าดูความเป็นทิพย์ของท่าน มีความผ่องใสมาก ขอดูภาพเดิมท่านนะ ที่รู้เครื่องแต่งตัวและที่รู้จักกันก็มีที่ไม่รู้จักกันก็มี ที่รู้จักกันก็มีหลายคน ที่รู้จักกันก็รู้สึกว่า บรรดาประชาชนบางคน ดูถูกดูหมิ่นท่านว่า เป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น

ข้อมูลบางส่วนจาก หนังสือหลวงพ่อธุดงค์ หลวงพ่อฤาษี ตอน ฝึกธุดงค์ ที่ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๑

#หลวงพ่อ**ธุดงค์**_**หลวงพ่อฤาษีลิงดำ **#รวมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์8 #หลวงพ่อฤาษี5