วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565

ความสมบูรณ์พร้อมของประเทศไทย

.
เรื่องอริยบุคคลนี้ ท่านพระอาจารย์ปรารภไว้หลายสถานที่หลายวาระ ต่างๆ กันแล้วแต่เหตุ ท่านเล่าว่า ชาวพุทธมีหลายประเทศ แต่จะขอกล่าวเฉพาะใกล้เคียง เขมร ลาว เวียดนาม และพม่า นอกนี้ไม่กล่าว ท่านพระอาจารย์บอกว่า "เราไม่ได้ว่าเขาเหล่านั้น แต่ได้พิจารณาแล้ว ไม่มีก็ว่าไม่มี มีก็ว่ามี"
.
ท่านพระอาจารย์หมายถึง พระอริยบุคคลในประเทศเหล่านี้ มีที่ประเทศพม่าเพียงคนเดียว คือ หมู่บ้านที่ท่านไปจำพรรษา เป็นผ้าขาว ที่ผู้เล่าเคยเล่าว่า บุตรสาว บุตรเขย และบุตรชายของตาผ้าขาวนั้นละ ที่มาจัดเสนาสนะของบิดาเขาถวายท่านพระอาจารย์และท่านเจ้าคุณบุญมั่น ครั้งจำพรรษาที่ประเทศพม่า
.
ท่านว่า "ยกเว้นสยามประเทศแล้วนอกนั้นไม่มี"
"สำหรับสยามประเทศ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีติดต่อมาโดยไม่ขาดสาย ทั้งคฤหัสถ์ชายหญิงและบรรพชิต แต่มรรคขั้นต้นคฤหัสถ์มากกว่า ทั้งปริมาณและมีสิกขาน้อยกว่า"
.
ท่านเล่าต่อไปว่า เราไม่ได้ว่าเขา เราไม่ได้ดูหมิ่นเขา เพราะประเทศเหล่านั้นขาดความพร้อม คือ คุณสมบัติหลายอย่าง เช่น เรื่องอักขระ ที่ไม่เป็นพุทธภาษา คือ ฐานกรณ์วิบัติ และองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ องค์พระมหากษัตริย์ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานี้ก็สำคัญ ขาดไม่ได้ ถ้าขาดไป อริยบุคคลก็ขาดไปด้วย
.
ท่านพระอาจารย์ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระศาสนา ทรงหาหลักค้ำประกันอันมั่นคง คือ มุ่งไปที่พระเจ้าพิมพิสาร ความสำคัญอันนี้มีมาตลอด หากประเทศใดไม่มีองค์ประกอบนี้ ซึ่งเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ก็ปฏิเสธได้เลย
.
เปรียบเหมือนกับก้อนเส้า 3 ก้อน ก้อนที่ 1 คือ ความเป็นชาติ ก้อนที่ 2 มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก้อนที่ 3 มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก หากขาดไปก้อนใดก้อนหนึ่ง ก็จะขาดความสมบูรณ์ไป ไม่สามารถจะใช้นึ่งต้มแกงหุงหาอาหารได้
.
เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
จากหนังสือ "รำลึกวันวาน" โดยหลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

#พุทโธ
เห็นจิตในจิต(จิตตานุปัสสนา)
"เรื่องภาวนา เราจะให้มันนิ่งอยู่หน้าเดียว ดิ่งในเป้าที่เราเพ่งอยู่มันก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะสมาธิทั้งหลายอยู่ใต้อำนาจอนิจจังอันละเอียด 

#เมื่อหมดกำลังก็ถอนออกมา 

#มันจะถอนออกมาก็ช่างมัน 
#เราต้องสังเกตว่า 

#ออกมาแล้วอย่างนี้มีกามวิตก 

#ความตริในทางกามหรือไม่ 

#มีพยาบาทวิตก 

#ความตริในทาง 

#พยาบาทหรือไม่ 

#มีวิหิงสาวิตกความตริในทางเบียดเบียนหรือไม่ 

#ถ้าไม่มีธรรม๓ประการนี้รบกวนจิต 
#ใจเราก็ปล่อยให้จิตใจนั้นอยู่ตามสบายนั่นเถิด"

 "การทำความเพียร มีหลักใหญ่ คือสติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๔ พิจารณาลงในพระไตรลักษณ์ กายก็ดี เวทนาก็ดี จิตก็ดี ธรรมก็ดี พิจารณาลงไตรลักษณ์ให้เป็นเป้าอันเดียวเป็นเชือก ๔ เกลียว แล้ว

#ให้เข้าใจว่าผู้รู้จักไตรลักษณ์ตามเป็น จริงนั้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นอนัตตาธรรมชั้นสูง"

หลวงปู่หล้าเขมปัตโต

.....

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
             [๑๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า? 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ 

หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ 

จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ 

หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ 

หรือจิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ 

จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน 

จิตเป็นมหรคต ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหรคต 

จิตไม่เป็นมหรคตก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหรคต 

จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่า 
หรือจิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า 

#จิตตั้งมั่น #ก็รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่น 
#หรือจิตไม่ตั้งมั่น #ก็รู้ชัดว่าจิตไม่ตั้งมั่น 

จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น 
หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่หลุดพ้น 

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในบ้าง 

พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง 

#พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง 
#พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้าง 

#พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง 

ย่อมอยู่ อนึ่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียง

#สักว่าความรู้ #เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น 

#เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว 
#และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่.

จบ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

             เนื้อความพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ บรรทัดที่ ๑๘๗๙-๑๘๙๔ หน้าที่ ๗๘.
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=12&A=1879&Z=1894&pagebreak=0
http://84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=12&item=140&items=1

6 เมษายน วันจักรี แผ่นดินพระโพธิสัตว์เจ้าพระมหากษัตริย์ บุรพกษัตริย์ทั้งหลายยังทรงคุ้มครองลูกหลานอยู่

แม้ว่าภัยยังมาไม่ถึงโยม แต่โยมอย่านึกว่ามันยังไม่ถึงเวลา เข้าใจมั้ยจ๊ะ เหตุเพราะว่าสยาม..ยังมีองค์พระปฏิมากร ยังมีพระสยามเทวาธิราช ยังมีเทพเทวา ญาณพระบารมีครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐาน ท่านยังแผ่เมตตาจิตปกคลุมไว้อยู่..

แล้วยังมีญาณพระโพธิสัตว์เจ้าพระมหากษัตริย์ บุรพกษัตริย์ทั้งหลายที่เค้าอธิษฐานจิตปกป้องรักษาสยามนี้ฝังไว้กับแม่พระธรณี..มันก็ยังคงตราตรึงอยู่ เรียกว่าอุ้มชูลูกหลานของชาวสยาม ที่ท่านทิ้งไว้ว่า..ให้เร่งประพฤติปฏิบัติในศีล ทาน ภาวนาให้พอสมตอนที่ยังพอมีเวลาอยู่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

ปฐมเหตุว่าสยามนี้แผ่นดินนี้ได้มาอย่างไร ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อจิตวิญญาณ..ใช่หรือไม่ เพราะแผ่นดินที่เราเหยียบอยู่นี้..เราเหยียบบรรพชนเราอยู่ แสดงว่าบรรพชนนี้เค้ารองรับให้เราได้เหยียบย่ำ ให้เรานั้นได้เกิดขึ้นมา ถ้าจะย้อนไปถ้าไม่มีบรรพชนคนรุ่นเก่า..ก็จะไม่มีพวกโยมในวันนี้ 

แม้ว่าพวกโยมนั้นอาจจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ถ้าโยมเข้าถึงในจิตวิญญาณแห่งการเกิดแผ่นดิน แห่งการเกิดสยามนี้ เพื่อให้มีศาสนานี้ เอามาปกครองให้มันเกิดความร่มเย็นจิตร่มเย็นใจ เพื่อจะให้เข้าถึงกระแสพระรัตนตรัย แล้วบุคคลที่เค้าแลกชีวิต สละเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ..เราจะปล่อยทิ้งเค้าไว้อย่างนี้หรืออย่างไร นั่นคือบรรพบุรุษของเราใช่หรือเปล่า..ก็คือทั้งแผ่นดิน เราต้องเห็นคุณค่า

ดังนั้นเรานั่นแลจะเป็นทายาทที่จะจุดแสงแห่งพระรัตนตรัยให้เกิดขึ้น อย่างนั้นแล้วเมื่อโยมมาประพฤติปฏิบัติ..ก็ขอให้คิดว่าให้สำคัญตนว่า เราไม่ได้มาเพียงลำพัง ยังมีญาติเผ่าพันธุ์ทั้งหลายบรรพชนที่ยังรอกระแสบุญ ที่ให้เราเปิดทางเข้าถึงความสว่างของจิต.. 

อันว่าเมื่อจิตเราเข้าถึงความสว่างเข้าถึงความสงบแล้ว อย่าลืมว่ากายเราได้มาจากที่ใด บิดามารดา ปู่ย่าตายาย มันจะส่งไปถึงรุ่นทวดรุ่นต่อๆไปที่ให้เราถือกำเนิดออกมาไม่จบสิ้นแห่งภพชาติ ดังนั้นแล้วการที่เราต้องรู้จักคุณแห่งบิดามารดา บรรพชน บรรพบุรุษที่ให้กายสังขารและแผ่นดินนั้น..มันจึงเป็นสิ่งสำคัญในการตอบแทน เรียกว่าความกตัญญู เรียกว่าการตอบแทนแผ่นดิน

อย่างนั้นแล้ว..เมื่อเรามีบุญมีวาสนา ให้เราตั้งจิตอธิษฐานไป..ขอกายสังขารทั้งหลายของข้าพเจ้า ลมหายใจที่ยังมีอยู่ในการประพฤติปฏิบัติ ในทานศีลภาวนา ในพรหมจรรย์นี้ ยกถวายกับบรรพชนบรรพบุรุษ บิดามารดาผู้ให้กำเนิด ผู้ให้คุณของข้าพเจ้า ขอให้กายสังขารของข้าพเจ้าได้มีคุณค่าได้ตอบแทนบิดามารดา ในลมหายใจในกายสังขารนี้..ให้เราได้อธิษฐานไป

เมื่อโยมรู้แผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินนี้มาได้อย่างไร เราต้องเหยียบย่ำกระดูก เลือด เนื้อ เอ็น และน้ำตา กองซากศพที่ทำให้เป็นเราทุกวันนี้..ที่มันหล่อหลอม ฉันจึงบอกว่าทุกครั้งที่โยมมาเจริญกรรมฐาน ให้อธิษฐานบุญกุศลบารมีถวายระลึกถึง อุทิศบุญให้กับบรรพชนผู้ที่มีคุณ มีบุพกรรม มีวาสนา ที่ได้กอบกู้แผ่นดินให้เรามีที่อยู่ที่อาศัย ที่กินที่นอน.. 

ขอให้ได้รับผลบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำได้ประพฤติแล้ว ได้เข้าถึงแล้วในสรณะเป็นที่พึ่งในพระรัตนตรัย ขอแสงสว่างแห่งพระรัตนตรัยจงเป็นแสงสว่างอุดหนุนค้ำชูดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่มีบุพกรรมวาสนากับข้าพเจ้า ที่หล่อเลี้ยงกายสังขาร ที่ให้มีแผ่นดินอยู่ได้สร้างกุศลและบารมี สืบไปจนกว่าจะเข้าถึงทางพ้นทุกข์คือพระนิพพาน..ให้เราได้อธิษฐานลงไปอย่างนี้ เค้าเรียกเป็นการอธิษฐานมหาบารมีใหญ่..

มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565

ยิ่งวิกฤต ต้องรีบสร้างบุญ

🔥🔥🔥...........
▪️ยิ่งวิกฤต  ต้องสร้างบุญ
มีบุญมากมายที่ไม่ต้องใช้เงิน
ที่พลิกชีวิตได้จริง  !!!
เป็นเรื่องจริงเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกและหนุนใจกันให้มากที่สุด
ในช่วงเวลาที่เราหันกลับมามุ่งมั่นรักษาศีลมาปฎิบัติ  และสร้างบุญ
เอาบุญสู้วิกฤต  สู้อุปสรรคกรรม
#เราจะเจอการทดลองอย่างหนักจากบาป #รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรด้วย

เขากำลังท้าพิสูจน์ว่า
เรากลับตัวกลับใจจริงไหม
จากบาปที่ยั่วยวนที่เคยทำมานานเป็นกรรมเป็นอาจิณ
ทั้งเรื่องมุสา  เรื่องอดเหล้า  อบายมุข  ไม่ฆ่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย
การต้องการของคนอื่นโดยไม่ลงแรง  การผิดชู้สาวล่วงประเวณี เรียกว่ามาครบ

▪️หลายคนบอกช่วงเร่งสร้างบุญ
สู้ด้วยทาน ศีล  เจริญสมาธิภาวนา  สวดมนต์  หรือกรรมดีใด ๆ
#ชีวิตเหมือนมีงานเข้าตลอดเวลา 
ขอให้ย้อนกลับไปดูในชีวิตว่า  ที่ผ่านมา
ทำบาปมานาน  มากกว่าทำบุญไหม
เราต้องหยุดบาปใหม่ให้มากที่สุด
อุดรูรั่วก่อนที่จะเติมน้ำสะอาดลงไป
น้ำจะได้เต็มเอามาใช้ได้

หลุมที่ลึกต้องใช้เวลามากสักนิด
หญ้าที่รกต้องอดทน กวาดเก็บให้สะอาดรอลงต้นไม้ใหญ่ที่จะงอกงามสมบูรณ์
#ขอให้อดทน #อดกลั้นต่อสู้อย่าถอย
ให้มั่นใจในความดีมั่นใจในเส้นทางสายบุญที่สงบ  สว่าง  และสุขจริงแท้

▪️ถ้าผ่านไปได้ไม่หวั่นไหว....
จะเปลี่ยนชีวิต  เปลี่ยนทั้งหมดในชีวิต
ช่วงนี้แหล่ะสำคัญมาก
#ถ้าไม่ไหวให้นึกถึงพระพุทธเจ้า
หรือหน้าครูบาอาจารย์  ขอเมตตาท่านช่วยเป็นกำลังใจ
ระลึกไว้เสมอว่าเราเป็นศิษย์มีครู  จะต้องชนะ  และครูบาอาจารย์ท่านไม่เคยทอดทิ้งศิษย์เมื่อยามเราลำบาก  ยามเรามีภัย

จะบอกเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่งว่า
#ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ
กรรมนั้นเที่ยงตรงเสมอ
เมื่อถึงเวลาบุญส่งผล  รับรองว่า
มีรางวัลยิ่งใหญ่รออยู่  แบบคาดไม่ถึงว่าจะได้  สำหรับคนที่สู้จริง...สู้ด้วยบุญ !!
.
.
โอวาทธรรมคำสอน
หลวงพ่อปาน โสนันโท/วัดบางนมโค
อำเภอเสนา/จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
🌼🛞🌼🛞🌼🛞🌼🛞🌼🛞🌼🛞🌼🛞🌼🛞🌼🛞🌼🛞

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565

พระคาถา อิติปิโสมงกุฎพระเจ้าหรือพระอิติปิโสเรือนเตี้ย

🔺หลวงพ่อวัดโคนอน ตำบลบางหว้า อำเภอภาษีเจริญ
จ. ธนบุรี ผู้นี้
เป็นที่เลื่องลือในการพยาการณ์เหตุการณ์
อนาคตแม่นยำดุจตาเห็น จนแม้สมเด็จพระมหาสังฆราช
เจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
ก็ทรงนับถือเลื่อมใส
ศรัทธาในการพยากรณ์ของหลวงพ่อเป็นอย่างมาก
เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาบียราชเจ้า ร.5
เสด็จประพาส
ยุโรปครั้งที่ 2 ด้วยเหตุผลทางการเมือง เนื่องจากฝรั่งเศสยึด
ดินแดนไทย เมื่อ ร.ศ. 112
ซึ่งนำความขมขื่นสู่คนไทยที่
รักชาติทุกคน จนถึงกับ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สักจารึก
ไว้ที่ท่อนพระกรว่า "ตราด 112" ด้วยความเจ็บช้ำพระหฤทัย
ก่อนจะเสด็จยุโรป
พระองค์ท่าน ได้ทรงให้หลวงพ่อวัดโคนอนถวายพยากรณ์ก่อน
ซึ่งหลวงพ่อได้ถวายพยากรณ์ว่า
การเสด็จประพาสในครั้งนี้ จะถูกชาวต่างชาติ "ลองดี" ด้วย
วิธีถวายสัตว์ดุร้ายให้สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า แต่พระองค์ท่าน
จำต้องสำแดงพระบารมีให้พวกนั้นได้ประจักษ์ หลวงพ่อจึงถวาย
พระคาถาไว้แด่พระองค์เพื่อปราบเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นให้กลาย
เป็นดี เชิดชูพระบารมีสืบไป

ปรากฎว่า
คำพยากรณ์ของหลวงพ่อเป็นความจริง
เมื่อพระองค์เสด็จถึงยุโรป ณ ประเทศฝรั่งเศส มีผู้นำ
ม้าเทศมาถวายหนึ่งตัว
เบ็นที่ทราบกันในหมู่ชาวต่างประเทศเหล่านั้น ทุกคนว่า
ม้าเทศตัวนี้เบ็นม้าเทศที่มีพยศ และดุร้ายแรงเป็นที่สุด ได้ปราบ
น้าปราบม้าถึงตายมาแล้วหลายคน ไม่มีผู้ใดแตะหลังมันได้สำเร็จ
น้กปราบที่พยายามขึ้นหลัง ถูกสบัดโขกหน้าโขกหลังร่วงลงมา
ให้มันกระทึบ จนเดินทางไปหาพระเจ้าบนสวรรค์ หรือนรกแล้ว
ไม่น้อยกว่า 5-6 ราย
ท่าทีของมันขณะที่ถูกนำมาถวายต่อ
พระพักตร์นั้น ก็แสดงชัดเจนว่า มันดุร้ายแรงเพียงใด เพราะ
คนที่รั้งเหนี่ยวอยู่ตั้ง 4 คนยังยึดไว้แทบไม่อยู่ แต่พระองค์ทรง

ทราบแล้วจากคำพยากรณ์ของหลวงพ่อวัดโคนอน พร้อมทั้งมี
พระกำลังหทัยอย่างสูงตลอดจนทรงพระราชศรัทธาเชื่อมั่นในพระ
คาถาของหลวงพ่อ พระองค์จึงมิได้ทรงสะทกสะท้าน ตรงข้าม
พระองค์เสด็จเข้าไปใกล้ม้า ทรงหยิบหญ้าฟ่อนเล็กๆ ขึ้นมา
พ่อนหนึ่ง เพ่งสมาธิสำรวมเจริญภาวนาพระคาถานั้น เป่าไปที่
พ่อนหญ้าแล้วยื่นส่งให้ม้า ม้าก็อ้าปากรับไปเคี้ยวกลืนกิน
มหัศจรรย์บันดาลต่อหน้าผู้อยู่ในที่นั้นทุกคน !

ม้าซึ่งท่าทีดุร้ายแทบยึดไม่อยู่จากคน 4 คน มีอากัปกริยา
เรียบราบ
อาการผงกหน้าผงกหลังโขกขาโครมครามหายไป
มิหนำยังคู้ เข่าขาหน้า เงยหัวขึ้นลง คล้ายกับจะเป็นกริยาถวาย
ความเคารพ
พระองค์ก็เสด็จขึ้นเหยียบโกลนประทับบนหลัง
และยังทรงบังกับให้เดินไปมาวนรอบบริเวณทีนั้นอย่างสง่าผ่าเผย
สมขัตติยะวีรกษัตริย์
ไม่ต้องสงสัยละว่า ฝรั่งเศสตาน้ำข้าว จะตกตะลึง
ปานใด !
พระบารมีพระเกียรติยศ สะท้านกรุงปารีส แถะ ประเทศ
ฝรั่งเศสในครั้งกระโน้น

เมื่อเสด็จนิวัติพระมหานคร พ.ศ. 2449 ได้ทรงโปรค
เกล้าๆ พระราชทานสถาปนาหลวงพ่อวัดโคนอน
ทรง
สมณศักดิ์เบ็น พระกาวนาโกศลเถระ (เอี่ยม) และถวาย
วัดหลวง คือวัดหนัง ตำบลบางขุนเทียน
อำเภอบาง
ขุนเทียน จังหวัดธนบุรี ให้ครองแทนวัดโคนอน
พระคาถาของหลวงพ่อที่พระองค์ทรงเสกหญ้าให้ม้ากินนั้น
คือ พระคาถา อิติปิโสมงกุฎพระเจ้า
หรือที่เรียกอีกชื่อว่า
พระอิติปิโสเรือนเตี้ย

มีอักขระกวรท่องจำไว้ ใช้ประจำตัวดังต่อไปนี้:
อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ
อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ
พระคาถาที่แท้จริง คงความศักดิ์สิทธิจริง ใช้ได้ทุก
สถานที่ ทุกแห่ง ทุกกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่มี
เทวดาฝรั่ง
เทวดาแขก หรือ เทวดาเจ๊ก ก็ไม่อาจสู้
พระพุทธคาถาที่แท้จริง คงความศักดิ์สิทธิ์ของเราได้

บทความของคุณ สมบูรณ์ คนฉลาด

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565

วิมานบนสวรรค์มี ๗ ประเภท

วิมานบนสวรรค์มี ๗ ประเภท
สมเด็จพระพุทธกัสสป ท่านตรัสให้หลวงพ่อย้อนพูดถึงเรื่องวิมานของลูกศิษย์และผู้ที่ศรัทธาในหลวงพ่อ 
คืนวันที่ 19 มกราคม 2515
วิมานบนสวรรค์มีอยู่หลายชนิด คือ
1.วิมานเงิน
2.วิมานทอง
3.วิมานแก้ว แก้วอย่างเดียว
4.วิมานแก้ว 3 ประการ
5.วิมานแก้ว 5 ประการ
6.วิมานแก้ว 7 ประการ
7.วิมานแก้ว 9 ประการ
นี่บุญญาธิการของเทวดาแต่ละคนย่อมไม่เสมอกันวิมานไม่เท่ากัน มีวิมานเหมือนกันแต่ทว่าความสดสวยของวิมานไม่เหมือนกัน ความผ่องใสของวิมาน
ย่อมแตกต่างกันด้วยอำนาจของบุญบารมีคือกำลังใจเขตวิมานแต่ละวิมานบริเวณกว้างขวางไพศาลมี่ที่อยู่สุขสบาย มีความเลื่อมสวยสะอาด วิจิตรตระการตา
ทุกคนที่เป็นผู้ที่เลื่อมใสในหลวงพ่อจริงๆ
มีความเลื่อมใสในการที่ท่านนำเอาพระธรรมคำสั่งสอนมาบอก มาแนะนำให้ลูกศิษย์ทำในสิ่่งที่เป็นประโยชน์
จะมีวิมานแก้ว 7 ประการหมดทุกคน

จาก:หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน 
หน้า 170-171
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

อดีต คือ...สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

อดีต คือ...สิ่งที่ผ่านไปแล้ว
เราไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
อนาคต ก็คือ...สิ่งที่ยังมาไม่ถึง
และมันคือผล คือแรงส่งจากอดีตต่างหาก

สิ่งที่เราทำได้ก็ คือ ปัจจุบันธรรม
วิถีพระพุทธศาสนา วิถีของธรรมชาตินั้น
เป็นวิถีของ...ปัจจุบันธรรม

ทุกอย่างเกิดที่ใจ ก็จบที่ใจ
..ที่นี่ ..เดี๋ยวนี้
ไม่ใช่.. อดีต ไม่ใช่..อนาคต
แต่เป็น...ปัจจุบันธรรม ในทุก ๆ ขณะจิตต่างหาก
ดึงกลับมาอยู่กับปัจจุบันธรรม ให้ต่อเนื่องกันไป

สังเกตชีวิตคนเราน่ะ 
มันอยู่กับปัจจุบันน้อยมาก
เดี๋ยวมันก็ไหลไปกับอดีต หลงไปกับอนาคต
หลงไปกับสิ่งสมมติมายาต่าง ๆ

คอยดึงกลับ
เคารพต่อวาระของธรรมชาติ
อยู่ด้วยความไม่กระวนกระวาย
อยู่กับปัจจุบันธรรมให้ต่อเนื่องกันไป

ใหม่ ๆ เนี่ย อยู่ได้เป็นเส้นประ ผลุบ ๆ โผล่ ๆ
ฝึกไปมาก ๆ เข้า จนสามารถ
อยู่กับปัจจุบันธรรม ได้เป็นเส้นตรงเลย
วิหารธรรม ก็คือ ปัจจุบันธรรม
อยู่กับปัจจุบันธรรมให้ต่อเนื่องกันไป
เรียนรู้...ยอมรับ ทุกสรรพสิ่งก็เป็นเช่นนั้นเอง

แล้วใจเรามันจะวางได้มาก
จะไม่ไปติดข้องกับสิ่งใด ๆ ทั้งปวง
วัฏสงสารเป็นเรื่องของความมี ความเป็น
เป็นเรื่องของความหลงไปกับสมมติมายา

แต่ธรรมชาติที่พ้นออกไป คือ ความไม่มี
การที่จะคืนสู่ความไม่มี หรือความบริสุทธิ์นั้น
ก็คือ การที่เราพร้อมที่จะ
ปล่อยทุกอย่าง วางทุกอย่างลง
ไม่ติดข้องกับสิ่งใด ๆ ทั้งปวงนั่นเอง

ก็เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายก็จะได้เรียนรู้
แล้วมันจะวางสิ่งต่าง ๆ ลงได้มาก
ไม่งั้นมันติดข้องอยู่ในใจเรามาก

ทำไม? ...เราอย่างนั้นอย่างนี้
ยอมรับทุกอย่าง ตามเหตุตามปัจจัย
หน้าที่ของเราคืออยู่กับปัจจุบันธรรม
...สร้างเหตุที่ถูกต้อง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า...
" อริยมรรคมีองค์ 8 คือ
ปฏิปทาเพื่อความดับไม่เหลือแห่งกรรม "

การที่เราจะจบทุกเรื่องราวได้
ก็ด้วยการเดินตามมรรควิธีที่ถูกต้อง
อยู่กับปัจจุบันธรรมให้ต่อเนื่องกัน
เรียกว่า สร้างเหตุที่ถูกต้อง

เมื่อเหตุถูก ผลย่อมถูกต้อง
มันเป็นสัจธรรมอยู่แล้ว

เหมือนเราปลูกต้นไม้
เราก็เพียงแค่รดน้ำพรวนดิน..ดูแล
ปลูกในพื้นที่ดินที่เหมาะสม
ดูแลสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ต้นไม้เขาก็ค่อย ๆ เติบโต
แล้วผลิบานออกมาตามธรรมชาติ
เขาก็ไม่ได้เติบโตตามใจของเรา
เราอยากจะให้มันเร่งวันเร่งคืน
ให้มันโตเร็ว มันก็ไม่ได้เป็นไปตามใจของเรา
มันเป็นไปตามธรรมชาติ

แต่ถามว่า...ถ้าเราไม่ปลูก ไม่ดูแล
จะเกิดขึ้นไหมล่ะ?
ผลมันเกิดจากการที่เราสร้างเหตุ
หน้าที่ของเราก็คือ แค่การสร้างเหตุ
แต่ผลเนี่ย...วางใจให้ถูกว่า
มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ
มันมีเหตุปัจจัย มีองค์ประกอบแวดล้อมอีกมาก
.

ธรรมบรรยาย โดย พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
19 กุมภาพันธ์ 2565