วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563

ตำนาน"หลวงปู่เทพโลกอุดร" ผู้เป็นบรมครู ของเหล่าสุดยอดเกจิชื่อดัง ในเมืองไทย !


ตำนานหลวงปู่เทพโลกอุดร    
          
               ความลี้ลับมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนานั้นเป็นสิ่งที่ยังคงปรากฏอยู่ทุกยุคทุกสมัย ท้าทายความเชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์ของคนยุคปัจจุบัน หากแต่ปาฏิหาริย์ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินั้นมักปรากฏเป็นเหตุการณ์เฉพาะตัว บุคคล ที่ทางพระเรียกว่า “ปัจจัตตัง” เท่านั้น และหนึ่งในเรื่องราวหลากร้อยหลายพันเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนานั้น เรื่องของ “หลวงปู่เทพโลกอุดร” นับเป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในกระแสแห่งความสนใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักปฏิบัติกรรมฐาน

             เรื่อง ราวของหลวงปู่โลกอุดรเป็นเรื่องที่เล่าลือเป็นเวลานานกว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวประสบการณ์ของผู้ที่ได้พบเจอ อาทิเช่นได้ใส่บาตร ได้พบในนิมิต ได้ฟังหลวงปู่เทศนาสั่งสอน อย่างใดอย่างหนึ่งมาโดยตลอด โดยระบุว่า หลวงปู่โลกอุดร เป็นพระภิกษุลี้ลับไปมาไร้ร่องรอย ปรากฏกายได้ทุกรูปแบบ ทรงซึ่งอภิญญาสูงสุด มีอายุยืนนานหลายร้อยหลายพันปีมาแล้ว ไม่อาจคำนวนนับได้แม้แต่ชื่อเรียกท่านเองก็เป็นเพียงชื่อสมมุติเท่านั้น ไม่มีใครรู้จักนามท่านจริงๆ ว่าคือใคร

          มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับหลวงปู่โลกอุดรไว้มากมายหลายข้อมูล บ้างก็ว่าท่านคือพระภิกษุรูปสุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงประทานเอหิภิกขุอุปปสัมปทาให้โดยตรง และมีพระพุทธบัญชาให้รักษาพระพุทธศาสนาครบถ้วน ๕,๐๐๐ ปี บ้างกล่าวว่าหลวงปู่โลกอุดรอาจเป็นพระอุปคุตเถระ ผู้ทรง อภิญญาสมาบัติสูงสุดองค์หนึ่ง ได้รับพุทธบัญชาให้ดุแลพระพุทธศาสนาจนครบ ๕,๐๐๐ ปีจึงเข้านิพพาน ปัจจุบันทางเหนือของไทย รวมไปถึงไทยใหญ่ พม่า มอญก็ยังเชื่อว่าพระอุปคุตยังมีชีวิตอยู่ และจะมาโปรดในวันที่พระจันทร์เต็มดวงตรงกับวันพุธ โดยทางเหนือจะเรียกวันนี้ว่า “วันเพ็งพุธ” จะมีการใส่บาตรเที่ยงคืนในวันนี้ด้วย      

         บ้างก็เชื่อว่าหลวงปู่โลกอุดร คือ “พระอุตตระเถระ” ผู้มาพร้อมกับพระโสณะเถระ เป็นสมณะทูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ เชื่อกันว่าพระอุตตระนั้นยังดำรงสังขารขันธ์อยู่เพื่อดูแลพระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ

          ในทุกๆ ข้อมูลจะมีความเชื่อร่วมกันอย่างน้อยหนึ่งข้อคือ หลวงปู่โลกอุดรนั้นมิใช่เป็นเพียงวิญญาณของพระทรงอภิญญา หากแต่เป็นพระภิกษุที่บรรลุธรรมขั้นสูงสุดและยังมีชีวิตอยู่ตราบมาจนถึงปัจจุบันนี้ อาจมีอายุเป็นร้อยหรือเป็นพันปีมาแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าทำหน้าที่รักษาดูแลพระพุทธศาสนาให้ครบ ๕ พันปีนั่นเอง

            นอกจากข้อมูลทางด้านตำนานการสันนิษฐานแล้ว หากเราลองย้อนดูประวัติของพระเกจิอาจารย์ พระวิปัสสนาจารย์ที่ประสบความสำเร็จในอดีต มีอิทธิอภิญญาเป็นที่ประจักษ์หลายต่อหลายรูปก็จะพบว่า ท่านเหล่านั้นล้วนมีประสบการณ์หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระภิกษุลี้ลับรูปหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นครูของท่านเหล่านั้น อาจทางนิมิตกรรมฐานหรือธุดงค์ไปในป่าแล้วพบเจอกันโดยบังเอิญ รายนามของเกจิอาจารย์เหล่านั้นได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน , สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี, หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน, หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า, หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ หลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ, หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร, หลวงตาพลอย วัดมักกะสัน, หลวงพ่ออภิชิโตภิกขุ อาจารย์คนสำคัญของ ท่านพันเอกชม สุคันธรัตน์ หลวงปู่กบ เขาสาริกา ลพบุรี หลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรมบางมด  หลวงพ่อยี วัดดงตาก้อนทอง และอีกมากมายหลายท่านที่มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุลี้ลับองค์นี้

            จากคำบอกเล่าของพระกรรมฐานและผู้มีประสบการณ์พบว่าโดยมากมักเรียกหลวงปู่ท่านว่า “หลวงปู่ใหญ่” หรือ “หลวงตาดำ” ซึ่งข้อมูลจากการคำบอกเล่าทำให้เราทราบว่า ไม่ได้มีหลวงปู่โลกอุดรเพียงองค์เดียว แต่มีพระสำเร็จที่อยู่ในคณะโลกอุดรหลายรูป โดยมีอาจารย์ใหญ่เรียกว่าหลวงปู่ใหญ่นั่นเอง คณะโลกอุดรนี้ท่านเรียกกันว่า “พระในดง” ล้วน มีอภิญญาสมาบัติ ไปมาไร้ร่องรอยทำหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนาอย่างลี้ลับ คอยคุ้มครองผู้ประพฤติ ปฏิบัติธรรมให้รอดปลอดภัยจากภยันอันตรายทั้งหลายทั้งปวง

ตำนานคณะอภิญญา โลกอุดรทั้ง ๕

            หลวงปู่โลกอุดรไม่ได้มีเพียงองค์เดียว แต่มีด้วยกันหลายองค์ แต่ที่ขึ้นชื่อลือนามเป็นตำนานนั้นมีด้วยกัน ๕ พระองค์  มี รายนามดังนี้คือ

 ๑ หลวงตาดำ  เป็นบรมครูสูงสุด

๒ ขรัวเศียรบาตร เป็นน้องชายของหลวงตาดำ

 ๓ หลวงปู่โพรงโพธิ์ เป็นศิษย์เอกขององค์หลวงตาดำ

 ๔ ขรัวแก้มแดง เป็นผู้ชำนาญเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุ ปรอทสำเร็จ

๕ ขรัวขี้เถ้า เป็นผู้ชำนาญทางเตโชกสิณ

              พระโลกอุดรทั้ง ๕ ท่านนี้เป็นผู้ทรงอภิญญาชั้นสูง  ชำนาญ ในวสีการเข้าออกฌานได้ตามปรารถนา แถมยังชำนาญด้านมโนยิทธิ สามารถแสดฤทธิ์บิดเบือนกาย จำแลงแปลงตนให้เป็นคนหรือสัตว์ได้ตามปรารถนา สามารถแยกกายไปโปรดโปรดสัตว์ ณ  สถานที่ใดๆ ก็ได้ ไม่จำกัดกาลเวลาสถานที่แต่อย่างใด ทั้ง ๕ ท่านถือว่าเป็นบรมครู แต่ละท่านต่างมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

                ก็ในบรรดาทั้ง ๕ ท่านนี้ “หลวงปู่โพรงโพธิ์” คือ องค์ที่มีหน้าตาหนุ่มแต่เกศาขาวโพลน ภาพถ่ายของท่านเป็นหน้าตาเดียวกันกับพระครูพรหมสิงขบุรี ซึ่งองค์นี้ก็เป็นพระโลกอุดรเช่นกัน และนับเป็นองค์ที่ปรากฏกายแสดงฤทธิ์โปรดสัตว์บ่อยๆ จากคำบอกเล่าของพันเอกชม สุคันธรัตน์ ท่านเปิดเผยว่า “หลวงปู่ใหญ่” หรือ “หลวงตาดำ” เองก็มักแสดงกายจำแลงแปลงตนเป็น “หลวงปู่โพรงโพธิ์” หรือ “พระครูพรหมสิงขบุรี” ไปโปรดสัตว์บ่อยๆ ทั้งนี้ตามแต่การพิจารณาด้วยญาณแล้วบุคคลใดควรไปโปรดในลักษณะไหน

                ใน ๕ ท่านนี้ “หลวงตาดำ” คือ “พระอุตตระเถระ” มีอายุยาวนานมานับพันปี รองลงมาจากท่านคือ “ขรัวเศียรบาตร” องค์นี้มีฤทธิ์และบุญญาธิการสูงส่ง มีฐานะเป็นศิษย์น้องของหลวงตาดำ รองลงมาคือ “หลวงปู่โพรงโพธิ์”  องค์นี้สำเร็จธรรมชั้นสูงมักเป็นตัวแทนของหลวงตาดำหรือหลวงปูใหญ่ไปโปรดสัตว์หรือไปทำภาระหน้าที่ต่างๆ แทนองค์หลวงปู่ใหญ่เสมอๆ ได้รับการอนุญาตจากหลวงปู่ใหญ่ให้แสดงฤทธิ์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

                องค์ต่อมาคือ “ขรัวแก้มแดง” องค์นี้ชำนาญในสมาบัติ ๘ และยังสามารถทางเล่นแร่แปรธาตุ เหล็กไหลไพรดำปรอทกายสิทธิ์ท่านชำนาญด้านนี้มาก สำเร็จธาตุ สำเร็จปรอท มีอายุยืนยาวได้เป็นกัปนับล้านปี ด้วยด้วยอำนาจสมาบัติ ๘ และอำนาจจากปรอทกายสิทธิ์

                  “ขรัวแก้มแดง” ท่านหากอมปรอทวิเศษไว้ในปากข้างซ้าย แก้มข้างซ้ายของท่านจะแดงเรื่อๆ ขึ้นมาหากเปลี่ยนไปอมด้านขวาแก้มแดงขวาก็จะแดงขึ้นมาแทน ท่านจึงมีนามเรียกตามลักษณะว่า “ขรัวแก้มแดง” การหุงปรอทของท่านนอกจากหุงไว้ใช้เองแล้ว ท่านยังหุงไว้เพื่อมอบให้ผู้มีบุญเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาเกิดบ้าง เป็นพระอริยเจ้าหรือผู้ทรงฌานบ้างเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติยิ่งๆ ขึ้นไป นอกจากนี้ปรอทสำเร็จบางส่วนของท่าน ยังฝังไว้ตามแผ่นผา โขดหิน รอคอยผู้มีบุญมาค้นพบและนำไปเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง สังคมและพระศาสนา

                   องค์ท่านนั้นเป็นครูบาอาจารย์ด้านปรอทที่สำคัญที่สุดท่านหนึ่ง ปัจจุบันหลายท่านต่างสังเกตว่า “หลวงปู่โอภาสี”ซึ่งมี “ปานดำ” ที่แก้มข้างซ้าย ตัวท่านน่าจะเป็นขรัวแก้มแดงกลับชาติมาเกิดก็เป็นได้ ทั้งนี้หลวงพ่อโอภาสีเองท่านก็หุงปรอทและสำเร็จปรอทด้วย ดูได้จากสมัยที่ท่านหุงปรอทที่วัดบวรนิเวศน์ ท่านมีพฤติกรรมปีนขึ้นไปบนเจดีย์แล้วตะโกนว่าโอภาสีจะเหาะแล้วๆ จากนั้นท่านก็กระโดดลงมาจากยอดเจดีย์หน้าตาเฉย ใครๆ คิดว่าท่านคอหักตายแน่ แต่ที่ไหนได้ท่านลงมาปุ๊ปก็เดินต่อเข้ากุฏิหน้าตาเฉย ไม่มีกระดูกหักหรือได้รับอันตรายแต่อย่างใด

                กล่าวมาถึงตรงนี้แล้วยังมีหลวงปู่เชย ที่เขาแรด จ. ชลบุรี ครูบาอาจารย์ของเซียนสูง “พรหมเชยธีระ” อีกท่านหนึ่ง ที่ท่านเล่นปรอทและสำเร็จปรอทเช่นกัน และมีพฤติกรรมเช่นเดียวกันกับหลวงพ่อโอภาสี  คือท่านปีนไปบนต้นตาลแล้วตะโกนว่ากูจะเหาะแล้วโว้ยๆ จากนั้นก็กระโดดลงมาปรากฏว่าท่านตกลงมาบนพื้นไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด เดินตัวปลิวให้คนที่เฝ้ามองตื่นเต้นและงงกันเท่านั้นว่าท่านทำได้อย่างไร ผู้เขียนทราบมาจากอาจารย์โยธิน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง “การหุงปรอท” คนเดียวคนสุดท้ายของเมืองไทยเล่าว่า สมัยก่อนคุณตาของแกก็เคยเห็นคนสำเร็จปรอทปีนต้นตาลเพื่อเอาลูกตาล ปรากฏว่าลมพัดทำเอาบันไดปีนต้นตาลล้มลง ตาแก่คนนี้พอจะลงก็กระโดดลงมาเฉยๆ ตกลงพื้นดังตุ๊บแต่ไม่เป็นอะไร นี่แหละคนที่มีปรอทวิเศษ ท่านว่ารางกายจะเบาเหมือนประหนึ่งว่าจะลอยได้ แต่หากสำเร็จขั้นสูงสุดก็จะสามารถเหิรฟ้านภากาศไปไหนต่อไหนได้ตามใจชอบ จะไปฟ้าป่าหิมพานต์ก็ยังได้ อันเรื่องปรอทนี้ผู้เขียนจะขอเล่าไว้ท้ายเล่มเป็นภาคผนวกอีกทีหนึ่ง ตอนนี้ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน

           รอยต่อเรื่องขรัวแก้มแดง หลวงพ่อโอภาสี และปรอทสำเร็จ ยังคล้องจองพอดีกับเรื่องของ “หลวงพ่อยี วัดดงตาก้อน” เพราะในประวัติของท่านเล่าว่าเมื่อเด็กเล็กนั้น หลวงพ่อยีหรือเด็กชายยีได้ธุดงค์ไปกับพระภิกษุลึกลับรูปหนึ่ง พระรูปนี้เป็นที่ศรัทธาของบิดามารดาท่านจึงยอมมอบท่านให้ติดตามพระรูปนี้ ท่านเล่าว่าพอพ้นหมู่บ้านที่ท่านอยู่ พระภิกษุรูปดังกล่าวหยิบเอาวัตถุบางอย่างมีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ เข้าอมไว้ในปาก ฉับพลันร่างกายของพระผู้เฒ่าก็เปลี่ยนไปกลายเป็นพระหนุ่มขึ้นมาทันที

           เรื่องเม็ดกลมๆที่พระผู้เฒ่าอมเข้าไปในปากจะเป็นอื่นไปไม่ได้ วัตถุสิ่งนั้นย่อมต้องเป็น “ปรอทสำเร็จ” อย่าง แน่นอน จากนั้นพระธุดงค์รูปดังกล่าวก็พาเด็กชายยีในวันนั้นเข้าป่าลึกเพื่อฝึกวิชา จนต่อมากลายเป็นหลวงพ่อยีผู้ทรงอภิญญาในเวลาต่อมา

                องค์ต่อมาที่จะกล่าวถึงเป็นองค์สุดท้ายในบรรดาคณาจารย์ทั้ง ๕ แห่งโลกอุดรคือ “ขรัวขี้เถ้าเผาแหลกลาญ” องค์นี้มีพฤติกรรมแปลกคือ มักนุ่งห่มจีวรแบบขอไปที ทั้งนี้เพราะท่านหลุดจากสมมุติไปหมดแล้ว ไม่มีการยึดมั่นถือมั่นในรูปนามแต่อย่างใด มีปกติ ก่อกองไฟไว้ตลอด และใครถวายอะไรได้อะไรมากจะเผาทิ้งเสมอ พฤติกรรมของท่านสอดคล้องกับครูบาอาจารย์อยู่  ๔ องค์คือ

๑. “หลวงปู่กบ” องค์นี้จุดไฟตะเกียงไว้ตลอด และไม่มีการสะสมเผาตลอดเหมือนกัน 

๒. “หลวงพ่อโอภาสี” องค์นี้จุดไฟอยู่หน้ากองไฟตลอดใครถวายอะไรมาเผาหมดเช่นกันทั้งนี้ท่านได้ นิสัยสืบมาจากหลวงปู่กบ เขาสาลิกานั่นเอง

๓. “หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ผู้วิเศษแห่งภูตะแบง” องค์นี้เป็นพระเขมรจุดไฟก่อกองไฟตลอดเวลา ใครให้อะไรเผาเกลี้ยง

             ทั้ง ๓ องค์นี้มีลักษณะเด่นเหมือนกันคือ “จุดก่อกองไฟ” และนอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมที่ คล้ายๆ กันในด้านอื่นอีกเช่น ชอบนั่งยองนั่งชันเข่าเหมือนๆ กัน มักห่มจีวรแบบขอไปที

              ส่วนอีกองค์หนึ่งที่มีพฤติกรรมจุดไฟไว้ตลอดแต่เป็น “การจุดเทียน” เรียกว่าไปไหนมาไหนท่านต้องมีเทียนลำหนึ่งจุดไฟไว้ตลอดนั่นคือ “หลวงปู่ทอง อายะนะ วัดราชโยธา” องค์นี้ท่านจุดเทียนไว้ตลอดและเทียนท่านไม่มีวันดับท่านจะเดินกลางทุ่งไปไหน มาไหนจุดไว้ตลอด เดินผ่านทุ่งลมพัดมาแรงๆ เทียนหลวงปู่ทองก็ไม่เคยดับ แม้เดิน ฝ่าฝนเทียนโดนทั้งลมทั้งน้ำก็ไม่ดับ เป็นไปได้ว่านี่คือ “วิชากสิณไฟ” ของหลวงปู่ทองท่าน และก็นับท่านเป็นอีกหนึ่งตำนานกสิณไฟของเมืองไทยเรา
 
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก T News

ความจริงบางส่วนของไวรัสและทางรอดระบบโลกมิติใหม่บนความพอเพียง(พระโพธิสัตว์ ร.๙)

Archangel Michael ~ The Corona Virus
โดย Steve Beckow
ความจริงเกี่ยวกับ coronavirus คืออะไร? Archangel Michael ตอบ….
Archangel Michael ในการอ่านส่วนตัวกับ Steve Beckow ผ่าน Linda Dillon, 20 ก.พ. 2020 ขอบคุณ Dana สำหรับการถอดเสียงของเรา
 
Steve: เรื่องราวที่แท้จริงของการทำลายของ coronavirus คืออะไร?
Archangel Michael: มันไม่ใช่แค่เรื่องเดียวและนี่คือส่วนหนึ่งของความยากลำบากที่ผู้ที่มีส่วนร่วม - และเราจะพูดว่ามีหลายฝ่ายที่สนใจ - ผู้ที่ต้องการเสนอคำอธิบายแบบง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเรื่องอื่น ๆ คิดว่าเป็นไวรัส
ก่อนอื่นสิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าไม่ว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ (ซึ่งเป็นคำพูดที่แปลกประหลาดใช่หรือไม่) หรือเราจะพูดว่าห้องปฏิบัติการได้สร้างขึ้นหรือไม่ว่าไวรัสใด ๆ ที่มีชีวิตอยู่จริง เพียงแค่เฉยๆ) เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือพิษของอารมณ์และระบบความเชื่อ นั่นคือสิ่งที่ติดเชื้อคนและนั่นคือสิ่งที่ฆ่าคน
ตอนนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความตื่นตระหนกของพวกเขาที่จะเข้าใจสิ่งนี้เพราะพวกเขามองวิทยาศาสตร์ของพวกเขาสำหรับคำตอบทั้งหมดแทนที่จะมองหาสาเหตุที่แท้จริงและตอบสนองต่อสิ่งนั้น
ดังนั้นเรื่องจริง: coronavirus ถูกสร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการ มันเป็นไวรัสที่มีอาวุธชีวภาพและปล่อยให้ผู้อื่น (ไม่ได้ตั้งใจจงใจปล่อย) แต่โดยการจัดการกับสารพิษอย่างขาดความรับผิดชอบ
Steve: …ที่หวู่ฮั่นประเทศจีน?
AAM: ถูกต้อง
Steve: พวกเขาขโมยสิ่งนั้นจากแล็บในแคนาดาหรือไม่
AAM: ไม่
Steve: สหรัฐฯมีบทบาทไหม?
AAM: ไม่มันไม่เกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาแม้ว่าพวกเขาจะได้รับผลกระทบในทางลบเช่นกันเพราะอย่างที่คุณรู้มีระบบความเชื่อมากมายในด้านนี้ของโลกที่ต้องการการชี้แจง
Steve: Bill Gates เกี่ยวข้องหรือไม่?
AAM: เขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
Steve: เพราะเขามีสิทธิบัตรใน coronavirus
AAM: เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยโคโรนาไวรัส
Steve: ใช่ แต่เขามีวัคซีน ...
AAM: มีแต่ไม่ใช่วัคซีนที่สมบูรณ์หรือพร้อม
Steve: มีการฝึกเกี่ยวกับการระบาดของโรค coronavirus หลายสัปดาห์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น มันน่าสงสัยมาก
AAM: อย่ามองย้อนกลับไปเรื่องที่อาจจะใช่หรือไม่ถูกต้อง Sweet One
สตีฟ: โอเค สิ่งนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อประเทศจีนหรือไม่
AAM: ไม่จริงแล้วในระยะยาวมันจะไม่เกิดขึ้น ตอนนี้มันกำลังสร้างสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือไม่? มากที่สุดอย่างแน่นอน. แต่สิ่งที่กำลังทำอยู่ก็คือการทำสองสิ่งในความหมายที่ใหญ่กว่า
หนึ่งมันแสดงให้เห็นถึงลักษณะของเผด็จการของวัฒนธรรมความสามารถในการควบคุมกักขังและอื่น ๆ ของมันดังนั้นมันจึงนำไปสู่แนวหน้าอีกครั้งความทรงจำร่วมและเชื้อสายของระบอบเผด็จการ นั่นคือสิ่งแรก
แต่สิ่งที่สองคือมันยังสร้างและตอกย้ำความร่วมมือภายในกลุ่มความสามารถของตนเองในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอันตรายและยากเป็นพิเศษ
ในอีกแง่หนึ่งมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยู่ในระบอบการเมืองที่อาจควบคุมได้ แต่ในทางกลับกันมันก็กำลังยกระดับสิ่งที่คุณสามารถนึกถึงความพอเพียงและความสามารถในการรวมตัวด้วยวิธีที่ดีมาก

https://lovehaswon.org/archangel-michael-the-corona-virus/

White Hat Earth Alliance อยู่ในการควบคุม, การจัดตำแหน่งพอร์ทัล 4.4

26 มีนาคม 2563
 
พี่น้องที่รักคำทักทายของผู้สูงสุด
เรามาถึงตอนนี้ในวันที่ทรงพลังพร้อมกับเวลาข่าวสำคัญที่จะแบ่งปันให้กับผู้ที่ถูกดึงดูดเข้าหาข้อความหล่านี้
 
ดังที่เราพูดถึงในรายงานการเลื่อนระขึ้นสู่สวรรค์ครั้งล่าสุดของเราขณะนี้เราอยู่ในช่วงเวลาที่จะถูกจดจำว่าเป็น“ การเปลี่ยนแปลงของยาม”
 
เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้วที่โลกและมนุษยชาติอยู่ภายใต้การปกครองของสิ่งชั่วร้ายที่มืดมนและชั่วนิรันดร์ที่ไม่อาจจินตนาการได้ซึ่งพยายามหาทางรักษามนุษยชาติให้เป็นทาสอย่างสุดซึ้งไร้อำนาจและจิตวิญญาณ พระเจ้าลูกหลานโดยตรง
 
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้สามารถที่จะหนีจากความโหดร้ายที่รุนแรงเหล่านี้ได้เนื่องจากการเชื่อมโยงกับระดับสูงสุดของอำนาจทางการเมืองและการปกครองในโลกนี้ซึ่งทำให้มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมร้ายกาจเหล่านี้ พวกเขาเนื่องจากทุกส่วนของระบบเก่าถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผู้ทำผิดและเพิกเฉยและทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออับอาย
 
นี่คือเหตุผลที่“ จำเป็นต้องเปลี่ยนยาม” ผู้พิทักษ์เก่าหมายถึงกลุ่มชนชั้นนำของซาตานที่ควบคุมทุกแง่มุมของสังคมของเรา - จากสื่อกระแสหลักไปสู่ทุกศาสนาไปจนถึงระบบการศึกษา การเมือง. และการดูแลสุขภาพ ไม่มีแง่มุมของสังคมที่ความชั่วร้ายนี้ไม่ได้ปกครอง
 
ยามใหม่หมายถึงพันธมิตร White Hat Earth ซึ่งเป็นกลุ่มระดับโลกที่ประกอบด้วยสมาชิกเก่าหรือคุณอาจบอกว่าสมาชิกอิลลูมินาติที่ตื่นขึ้นมาซึ่งแยกตัวจากพวกเขาในระดับสูงสุดของปิรามิด - และเข้าร่วมกองกำลังกับกาแลคซีจำนวนมาก สิ่งมีชีวิตเช่น Pleiadians, Arcturians, Tall White และบางส่วนของกาแลคซี แบบนอร์ดิก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์กาแล็กซี่แห่งแสงสว่าง
 
มนุษย์เหล่านี้ที่ถูกแยกออกเป็นส่วนหนึ่งของทหารระดับสูงและสามารถเข้าถึงข้อมูลลับระดับสูงอย่างยิ่งที่พันธมิตรมีต่อมนุษยชาติ ด้วยข้อมูลนี้และความมุ่งมั่นที่จะปลดปล่อยมนุษยชาติจากเงื้อมมือของพลังชั่วร้าย - กลุ่มหมวกสีขาวเหล่านี้เข้าร่วมในสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ว่าเป็น พันธมิตรโลก กับผู้อาวุโสของดาวเคราะห์นอกโลกหลายคนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
หลายปีที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรโลกกำลังเตรียมพร้อมที่จะยึดครองโลกจากกองกำลังฝ่ายที่ชั่วร้าย ที่ได้สร้างแผนการชั่วร้ายเพื่อทำร้ายและทำให้มนุษยชาติเป็นทาสอยู่ตลอดเวลา
 
การระบาดของโควิด -19 ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยกลุ่มหมวกสีดำของอิลลูมินาติที่ต้องการทำอันตรายต่อมนุษยชาติโดยใช้สงครามชีวภาพขั้นสูงอย่างไรก็ตามแผนการชั่วร้ายของพวกเขาถูกหยุดโดยกลุ่มหมวกสีขาวที่เข้าถึงโครงการเทคโนโลยีจากเหตการณ์จานบินตกในรอสเวลปี 2490
 
ด้วยเทคโนโลยีนี้กลุ่มหมวกสีขาวสามารถเดินทางข้ามเวลาเพื่อดูแผนการที่ชนชั้นสูงทำลายโลกและแน่นอนพวกเขาเห็นไทม์ไลน์ของการเปิดตัวไวรัสนี้แล้ว ด้วยข้อมูลทั้งหมดที่พวกเขาสามารถสร้าง การตอบโต้การรัฐประหารเพื่อใช้เวลานี้อย่างเชี่ยวชาญเพื่อออกไปที่นั่นและเริ่มกระบวนการจับกุมและปลดจากอำนาจ มีการฟ้องร้องถึงกว่า 500,000 คดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่างๆ และจับกุมเด็กชั่วร้ายที่สุด การที่เสียสละมนุษย์บนโลกนี้อย่างแท้จริง
 
การระบาดใหญ่ครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงสำหรับพันธมิตรโลกกลุ่มหมวกขาวซึ่งมีความสำคัญเพียงอย่างเดียวคือการคุ้มครองของมนุษย์ตลอดเวลา กลุ่มหมวกสีขาวก็สามารถที่จะใช้เวลานี้ (ด้วยความกลัวสื่อลามกออกมาโดยสื่อกระแสหลัก) ทุกคนอยู่ในบ้านของพวกเขาเนื่องจากคนชั่วเหล่านี้ สำหรับกสรฝึกซ้อมทางทหารโดยส่วนใหญ่ถูกส่งไปยัง Gitmo เพื่อใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เหลือของพวกเขาในค่ายกักกันของรัฐบาลซึ่งพวกเขาจะสามารถสะท้อน อาชญากรรมชั่วร้ายที่พวกเขากระทำต่อสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางที่สุดในจักรวาล - เด็กที่ถูกขโมยจากครอบครัวของพวกเขาหรือเป็นส่วนหนึ่งของการอุปถัมภ์เลี้ยงดู
 
โปรดทราบว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเศร้ามากที่จะต้องเขียนและพูดเกี่ยวกับความโหดร้ายเหล่านี้ในงานเขียนศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนที่ถูกดึงดูดเข้ามาในข้อความเหล่านี้เข้าใจมุมมองที่สูงขึ้นของสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จำเป็นที่ทุกคนจะกลายเป็นนักวิจัยที่มีอำนาจ ไปแล้วเป็นวันที่เราได้รับข้อมูลจากสื่อกระแสหลักหรือในความเป็นจริงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ตอนนี้เป็นเวลาที่เราทุกคนต้องออกไปและวิจัยเพื่อตัวเราเองสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของเราเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และเด็กและการทารุณกรรมทางเพศเด็กโดยซาตาน (ซึ่งเป็นสิ่งที่เวลาทั้งหมดนี้เกี่ยวกับการกำจัดโลกของเราจากความชั่วร้ายนี้)
 
ในไม่ช้าการระบาดใหญ่ครั้งนี้จะสิ้นสุดลงและโลกจะได้รับการปลดปล่อยจากความมืดทั้งหมดที่พยายามทำร้ายเด็ก มันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนสำหรับอาณาจักรนี้ที่โลกนี้จะขึ้นสู่มิติที่ห้าในขณะที่อาชญากรรมที่น่ากลัวสำหรับเด็กกำลังเกิดขึ้นและนี่คือเหตุผลที่ฉันเจนกำลังพลีอยู่ตลอดเวลาเพื่อปลุกฝูงมวลชนเพื่อเตรียมพวกเขาให้พร้อมต่อการ "เปิดเผย" ซึ่งใกล้เคียงกับไทม์ไลน์ปัจจุบันของเราซึ่งหมายถึงกลุ่มหมวกสีขาวที่รับช่วงออกอากาศฉุกเฉินทั้งหมดทันทีและเพื่อให้ทุกคนได้เปิดเผยต่อมนุษยชาติทั้งหมดว่าอำนาจได้รับอนุญาต เด็กที่เปราะบางที่มีค่าในโลกของเรา
 
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่โลกถูกยึดครองโดยพันธมิตรทางทหารของกลุ่มหวกขาวซึ่งประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตกาแลคซีระดับสูงที่ถูกเลือกด้วยฝีมือและได้รับการคัดเลือกเพื่อเติมเต็มบทบาทที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ในเวลาเหล่านี้
 
การแพร่ระบาดจะสิ้นสุดลงในไม่ช้าและ GESARA จะถูกปล่อยออกมาสำหรับมนุษย์ทุกคนและนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของโลกใหม่สำหรับทุกคน .... สุขภาพ ความมั่งคั่ง ความสุข อิสรภาพ และความปลอดภัย สำหรับเด็กทุกคน
 
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งสำคัญและทรงพลังที่สุดที่เราทุกคนสามารถทำได้ในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่นี้มารวมกันในกลุ่มที่เลื่อนระดับขึ้นสู่สวรรค์ระดับโลกของเราในวันสำคัญทางตัวเลขที่ทรงพลัง ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อพลังเก่าที่เป็นเอกภาพของมนุษย์ จิตสำนึกของคนคนหนึ่งนั้นมีพลังอำนาจทั้งหมดในสถานะที่ตื่นขึ้นและเมื่อคนหนึ่งหรือมากกว่านั้นรวมตัวกันในแนวเดียวกับความประสงค์ของพระเจ้าสิ่งนี้จะกระตุ้นพลังทั้งหมดของจักรวาล
 
เราทุกคนถูกเรียกถูกตัวให้มารวมตัวกันในวันที่พอร์ทัล 4.4 เพื่อสนับสนุนพันธมิตร White Hat Earth ในการดำเนินการล้างข้อมูลขั้นสุดท้ายและให้การสนับสนุน Groundcrew ที่สำคัญในการดำเนินการตามระยะเวลาของ GESARA
 
เราจะทำงานร่วมกับไทม์ไลน์ห้ามิติโดยเทคโนโลยีนอกดาวเคราะห์ทั้งหมดได้รับการส่งคืนและคืนกลับสู่มนุษยชาติทันทีและในทันทีและเราจะทำงานร่วมกับความตั้งใจรวมเป็นหนึ่งเดียวที่เด็กทุกคนได้รับการช่วยเหลือจากการค้ามนุษย์และน่ากลัว การละเมิดได้รับการเข้าถึงหลักและทันทีเพื่อสระน้ำสวรรค์มหัศจรรย์เหล่านี้
 
จำเป็นอย่างยิ่งที่สิ่งมีชีวิตดาวยังคงสงบในขณะนี้ในขณะที่รักษาความตระหนักของเราในภาพใหญ่ที่เล่น รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยามผู้รักษานี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งและเป็นทุกสิ่งที่เราตื่นขึ้นมาอธิษฐาน
 
มีหลายครอบครัวและชุมชนของคุณที่จะต้องเผชิญกับความกลัวเนื่องจากการเล่าเรื่องของสื่อกระแสหลักเกี่ยวกับไวรัส โปรดแจ้งให้พวกเขารู้ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและมนุษยชาตินั้นจะปลอดภัย ... นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในการกำเนิดยุคทองและผู้เล่นทุกคนของทีมพันธมิตรหมวกสีขาวกำลังทำงานในนามของความเมตตากรุณาสูงสุดของเรา พ่อแม่ผู้สร้างพระเจ้าประกาศจุดสิ้นสุดของความมืดและความชั่วร้ายบนโลกนี้
 
เราทุกคนต่างก็อยู่ในโลกใบใหม่
ปี 2020 เป็นปีแห่งการเปิดเผย
ปี 2020 เป็นปีที่เด็กที่ถูกค้ามนุษย์ทุกคนจะได้รับการปล่อยตัวและหายเป็นปกติ
ปี 2020 เป็นปีที่มนุษย์เราเทวทูตได้โลกที่สวยงามกลับคืนมา
 
ในความรักชั่วนิรันดร์และแสงสว่าง
เจนจิในเผ่าหมาป่าสีขาว

https://www.matahariji.com/single-post/2020/03/26/Ascension-report-Whit-hat-Earth-Alliance-is-in-full-control
 
 
 
4.4 การส่งสัญญาณ
 
การส่งต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่พอร์ทัล 4.4 (วันที่ 4 เมษายน) เวลา 20:20 น. ตามเวลาสหราชอาณาจักร
 
ในการส่งสัญญาณนี้เราทุกคนถูกเรียกตัวให้มารวมกันเพื่อสนับสนุนพันธมิตร White Hat earth ในการดำเนินการล้างข้อมูลครั้งสุดท้ายของ DUMBS ทั้งหมดและให้การสนับสนุน groundcrew ที่สำคัญในการดำเนินการตามระยะเวลาของ GESARA
 
เราจะทำงานร่วมกับเส้นลำดับเวลาห้ามิติโดยเทคโนโลยีนอกดาวเคราะห์ทั้งหมดได้รับการส่งคืนและคืนกลับสู่มนุษยชาติทันทีและในทันทีและเราจะทำงานร่วมกับความตั้งใจรวมเป็นหนึ่งเดียวที่เด็กทุกคนได้รับการช่วยเหลือจากการค้ามนุษย์และน่ากลัว การละเมิดได้รับการเข้าถึงหลักและทันทีเพื่อ Chambers สวรรค์มหัศจรรย์เหล่านี้
 
นี่คือวิญญาณการทำงานที่สำคัญที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียวที่ได้รับคำแนะนำให้ฉันทำอย่างที่เราเป็นในช่วงเวลาของพายุใหญ่
 
ไม่มีคำพูดใดที่สามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจำเป็นอย่างไรที่ลูกเรือภาคพื้นดินก้าวไปข้างหน้าเพื่อฝึกฝนพลังงานของพวกเขาบนจุดกริดของพวกเขาเพื่อให้พี่น้องชายหญิงพันธมิตรโลกและกาแล็คซี่ของเราได้รับการสนับสนุน เราจะส่งในเวลานี้เพื่อประกันการดำเนินการตามกำหนดเวลาของโลกใหม่อย่างรวดเร็วซึ่งอยู่ในแนวเดียวกันขณะที่เราพูด
 
เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับคุณสู่กลุ่มแกนกลางที่จะมีการส่งสัญญาณ
 
งานอันทรงพลังและศักดิ์สิทธิ์นี้มอบให้บนพื้นฐานการบริจาคและเป็นวิธีการสนับสนุนฉันสำหรับงานที่ไม่สิ้นสุดและไม่เบื่อทั้งหมดที่ฉันทำเพื่อเด็กทุกคน

ทำไมคำภาวนา"พุทโธ"หายไป?

ที่ให้ภาวนาพุทโธนั้น เพราะพุทโธ เป็นกิริยาของใจ 
ซึ่งเมื่อจิตภาวนาพุทโธแล้ว มันสงบวูบลงไป นิ่ง สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน 
พอหลังจากนั้นคำว่า พุทโธ มันก็หายไป แล้วทำไมมันจึงหายไป 
เพราะจิตมันถึงพุทโธแล้ว จิตกลายเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน 
เป็นคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะเกิดขึ้นในจิตของท่านผู้ภาวนา
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

ผลกรรมฐานความก้าวหน้า 3 ระดับ

การปฏิบัติธรรมกรรมฐานตามที่หลวงปู่ดู่สอนนั้น 
ท่านให้ข้อสังเกตแก่ศิษย์ถึงความก้าวหน้า 3 ขั้น คือ ถึง เป็น ได้

ถึง  หมายถึง  จิตเข้าถึงไตรสรณาคมณ์ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
                 เป็นที่ระลึกนึกถึง และเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง

เป็น หมายถึง  จิตเข้าใจในธรรมและนำมาปฏิบัติจนมีอิทธิฤทธิ์ บุญฤทธิ์
                 มีญาณทัศนะที่หลวงปู่เรียกว่า ตัวรู้ ตัวเห็น ที่ถูกต้อง
                 เป็นธรรม ไม่ผิดเพี้ยน วิปลาสคลาดเคลื่อน

ได้ หมายถึง  จิตได้รับผลของการปฏิบัติ คือมรรคผลตั้งแต่ภูมิธรรม
                พระโสดาบันขึ้นไป

คำว่า "ถึง เป็น ได้" ที่หลวงปู่ท่านสอนไว้นี้ 
ยังมีอย่างหยาบ กลาง ละเอียด 
หรือที่ท่านเรียกว่าขั้น ตรี โท เอก แบ่งย่อยออกไป เช่น

"เป็น" อย่างหยาบคือมีตัวรู้แต่ไม่เห็น อย่างกลางคือทั้งรู้และเห็น
อย่างละเอียดคือทั้งรู้และเห็นเป็นปกติ จิตเป็นสัมมาทิฏฐิถึง
โคตรภูญาณ กำลังจะก้าวเข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคล

"ได้" อย่างหยาบคือได้ภูมิธรรมขั้นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี
อย่างกลางคือพระอนาคามี อย่างละเอียดคือพระอรหันต์ สามารถ
ปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างแท้จริง

จากหนังสือ ตามรอยครู หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
เรื่อง ถึง เป็น ได้ หน้า 134
ผู้เขียน เมธา พรพิพัฒน์ไพศาล

ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ ช่วยกันแชร์คนละ 1 แชร์ เป็นการแจกจ่ายธรรมทาน ให้กับเพื่อนมนุษ ได้อานิสงส์เช่นเดียวกับพิมพ์หนังสือธรรมะ หากมีใครสักคนนำไปทำตามเราก็ได้บุญด้วย

ที่มา
#หลวงปู่ดู่ #พรหมปัญโญ #หลวงตาม้า #ศิษหลวงตาม้า #โพธิสัตว์ #พุทธภูมิ #พระพุทษศาสนา #โพธิญาณ #ภพภูมิ #หลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ #สร้างบารมี #ธรรมะ #อมตะธรรม #หลวงปู่ทวด #จักรพรรดิ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563

หลวงปู่เทพโลกอุดร ภาค ๘ การฝึกวิชชาในดง

หลวงปู่เทพโลกอุดร ภาค ๘ 
      การฝึกวิชชาในดง
  อาจารย์ชาญณรงค์  อาจารย์ ของ อ.พันเอกชม  ได้บอกการฝึกวิชชาในดง ของหลวงตาดำว่า  

๑. เมื่อเริ่มต้นไปฝึกสมาธิในดง ท่านสั่งให้นั่งสมาธิ  พอเมื่อยมากๆ  พระอาจารย์ใหญ่(คือหลวงตาดำ) จะ ไปเหยียบมือไว้ พูดว่า “เอ้านั่งให้มันตายไป”

     ๒. สมาธิดีพอควรแล้วให้ไปนั่งสมาธิในทางเสือผ่าน และสั่งว่าถ้าไม่อยากตายให้นั่งสมาธิ

๓. กำหนดให้เดินธุดงค์คู่แล้วเดินเดี่ยวไปในป่าลึก ในป่าประเทศต่างๆ หลายแห่ง บางครั้งต้องอดอาหารหลายวัน

๔. สอนให้ใช้พลังจิตจากง่ายไปหายากตามลำดับขั้นของสมาธิ การทำใบไม้ให้เป็นสัตว์ เดินลอดภูเขา เป็นต้น

๕. นั่งเข้าฌานให้ได้ในสภาพอากาศต่างๆ กัน เช่น เข้าฌานในทะเลทรายที่ร้อนจัดตามที่ท่านกำหนดให้ ฝึกอยู่ในทะเล ๒๐ วัน

๖. เดินในเมืองตามเส้นทางที่ท่านกำหนด โดยไม่ให้พักเลย นอนได้วันละ ๓ ชั่วโมง ไม่ให้เข้าอยู่ใต้ชายคา

๗. ไม่ให้พูด ๑๕ วัน และกำหนดเส้นทางให้เดิน

๘. ให้เป็นคนขอทานครบ ๒๗ วัน ไม่ให้เงิน วันหนึ่งให้ขอ ๒ คน ขออาหารกิน ๕ แห่ง ขอเงินจากคนหนึ่งเพียงบาทเดียว ต่อไปต้องหาใช้คืนเขา ๒,๕๐๐ บาท

๙. ช่วยแก้ทุกข์ของคนตามกำหนด เช่น ช่วยรักษาคนป่วยโรคมะเร็ง คนติดเฮโรอีน คนขอย้ายที่ทำงาน เป็นต้น

๑๐. เรียนจบปีที่ ๖ แล้วให้โดดลงเหวลึกสลบไป ๔ วัน ให้รู้เห็นว่ามีกายทิพย์ออกจากร่างไปเที่ยวไกลๆ เหมือนคนตายแล้วฟื้น หรือที่ตายจริง เป็นการเรียนรู้การตายว่าตายอย่างไร

๑๑. นั่งบนน้ำแข็ง ๒๐ วัน ที่เมืองซีแอตเติล ในอเมริกา เมื่อ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๒๖

๑๒. ขั้นสุดท้ายฝึกล่องหนหายตัว ขั้นนี้รวมฝึกพร้อมๆ กันทั้ง ๘ ท่าน  เมื่อมาถึงขั้นนี้หากเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคอะไรก็ดีท่านห้ามรักษา ไม่ว่าจะด้วยยาสมุนไพรหรือพลังจิต ให้เรียนรู้การเจ็บป่วย 

        ** บั้นปลาย ท่านอาจารย์ชาญณรงค์  ป่วยอาการหนักเขา ลูกศิษย์นำท่านไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  ท่านสั่งโยมอุปัฏฐากไว้ว่า   ห้ามหมอฉีดยากันเน่าเหม็นให้ศพท่าน  เมื่อท่านตาย เก็บศพไว้. พอครบ ๕๐ วันก็เปิดศพอีกทีหนึ่ง  มีแต่ว่างเปล่า ไม่มีร่างกาย มีแต่ศีรษะ เท้า ๒ ข้าง และมือ ๒ ข้าง ที่โผล่ออกจากผ้า  

      ใบหน้านั้นเหี่ยวแห้ง  เป็นหน้ายาวรูปหน้าเหมือนหลวงปู่โต๊ะ   ฟันล่างเกและ ห่าง ซึ่งไม่น่าใช่อาจารย์ชาญณรงค์  จึงสันนิษฐานว่าท่านใช้วิชาสับเปลี่ยนร่าง หรือเนรมิตร่างตายแทน แล้วล่องหนหายตัวไปอยู่ในดงลี้ลับแล้ว

           เหมือน หลวงปู่โพรงโพธิ์  หรือ พระอิเกสาโร   เมื่อชาวบ้านฌาปนกิจศพของท่าน อยู่ไม่นานก็มีคนไปพบท่านยังมีชีวิตอยู่ในโพรงโพธิ์เหมือนเดิม  

           ***..ผู้ที่ฝึกสำเร็จเมื่อไปอยู่ในดงลี้ลับแล้ว เมื่อจากไปมีอายุเท่าไรก็จะมีอายุเท่านั้น เป็นอมตะหรือยืนยาวถึงหมื่นปี เหมือน ชาวบังบดหรือเมืองลับแล คนที่ไปอยู่ที่นั่นจะต้องอายุยืนยาว  

            ขออนุญาต  วันหนึ่ง (ปี 2559)ข้าพเจ้านิมิตว่า” ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน สักพักมีพระสงฆ์หนุ่ม หน้าตาสะอาด มานั่งข้างหน้า ท่านนั่งยิ้ม จิตรู้ทันทีว่า คือ อยู่ในกลุ่มหลวงปู่เทพโลกอุดร จึงกราบท่าน  ท่านได้เอานิ้วมาเขียนยันต์ บนศีรษะ  รู้สึกชา  ขณะที่ข้าพเจ้าพนมมืออยู่   ข้าพเจ้าจึงพูดว่า” หลวงปู่ เปิดตาที่ ๓ ให้ผมที” ท่านเลยเอานิ้วมาจิ้มตรงระหว่างคิ้ว” จิตถอนด้วยความปิติ
++++++++.

ที่มา  มโนธาตุ  โพธิญาณ

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

☘️วัฏสงสาร 31 ภูมิ☘️
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นพระผู้หลุดพ้นออกไปจากภูมิ 31 อย่างสิ้นเชิงแล้ว สถิตเสถียรอยู่ในโลกุตตรภูมิ นอกโลกเหนือโลกอันเป็นวัฏสงสารที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ต่อไป

🌸ภูมิ 31 ที่หลายรูปหลายนามยังจะต้องท่องเที่ยวอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ มีดังต่อไปนี้🌸

☘️1.นิรยะ คือนรก ยังแยกออกเป็นขุม ๆ อีกมากมายหลายขุม
☘️2.ดิรัจฉานโยนิ กำเนิดดิรัจฉาน คือสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย
☘️3.ปิตติวิสัย คือแดนเปรต ก็มีอีกมากมายหลายจำพวก
☘️4.อสุรกาย พวกอสูร คือไม่ใช่เทพเทวดาหรือพรหม
☘️5.มนุษย์ คือชาวมนุษย์เช่นเราเช่นท่าน และยังมีมนุษย์ที่ไม่เป็นเช่นเราท่านอีก 3 ทวีป 
มนุษย์เช่นเราเช่นท่านเรียกว่ามนุษย์ชมพูทวีป คือ 
มนุษย์อุตตรกุรุทวีป มนุษย์ผู้มีศีล 5 (ปัญจศีล) เป็นวิสัย เช่น มนุษย์ลับแลบังบด
มนุษย์อมรโคยานทวีป พวกอยู่ในอากาศเหมือนเทพชั้นจาตุมหาราชิกา
มนุษย์ปุพพเทหทวีป เทพในสวรรค์ประเภทผิดอาญาสวรรค์มาอยู่ อาจเป็นพวกเทพที่ยังยึดติดอยู่กับทรัพย์สมบัติในโลกมนุษย์เช่น ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ หรือพวกเทพที่ยังห่วงลูกหลาน ตัดไม่ขาดเช่นผีเหย้าผีเรือน เป็นต้น
☘️6.สวรรค์ชั้นที่ 1 คือ จาตุมหาราชิกา มี 4 เทพท้าวมหาราชปกครองในสี่ทิศ
☘️7.สวรรค์ชั้นที่ 2 คือ ดาวดึงส์ แดนแห่งเทพ 33 องค์เป็นใหญ่ มีท้าวสักกะเป็นเทวราช
☘️8.สวรรค์ชั้นที่ 3 คือ ยามา เป็นเทพที่มีจิตรักษาศีลบริสุทธิ์เช่นพวกรักษาอุโบสถศีล
☘️9.สวรรค์ชั้นที่ 4 คือ ดุสิต แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติคือบารมีของตน อันเป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
☘️10.สวรรค์ชั้นที่ 5 คือ นิมมานรดี แดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต เป็นที่อยู่ของพวกที่ให้ทานไว้มาก ประสงค์สิ่งใดก็เนรมิตเอาได้
☘️11.สวรรค์ชั้นที่ 6 คือ ปรนิมมิตวสวัสตี แดนแห่งเทพที่มีเทพอื่นเนรมิตให้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นไว้มาก เมื่อประสงค์สิ่งใดก็จะมีผู้คอยเนรมิตให้เสมอ
☘️12.รูปพรหมชั้นที่ 1 คือ พรหมปาริสัชชา เป็นพวกบริษัทบริวารมหาพรหม
☘️13.รูปพรหมชั้นที่ 2 คือ พรหมปุโรหิตา พวกปุโรหิตมหาพรหม(ที่ปรึกษาของมหาพรหม)
☘️14.รูปพรหมชั้นที่ 3 คือ มหาพรหม พวกท้าวมหาพรหม
☘️15.รูปพรหมชั้นที่ 4 คือ ปริตตาภา พวกพรหมมีรัศมีน้อย
☘️16.รูปพรหมชั้นที่ 5 คือ อัปปมาณาภา พวกพรหมมีรัศมีประมาณไม่ได้
☘️17.รูปพรหมชั้นที่ 6 คือ อาภัสสรา คือ พวกพรหมมีรัศมีสุกเปล่งปลั่งซ่านไป
☘️18.รูปพรหมชั้นที่ 7 คือ ปริตตสุภา คือ พวกพรหมมีลำรัศมีงามน้อย
☘️19.รูปพรหมชั้นที่ 8 คือ อัปปมาณสุภา คือ พวกพรหมมีลำรัศมีงามประมาณมิได้
☘️20.รูปพรหมชั้นที่ 9 คือ สุภกิณหา คือ พวกพรหมมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า
☘️21.รูปพรหมชั้นที่ 10 คือ เวหัปผลา คือ พวกพรหมมีผลบริบูรณ์
☘️22.รูปพรหมชั้นที่ 11 คือ อสัญญีสัตว์ คือ พวกพรหมเป็นสัตว์ซึ่งไม่มีสัญญา(มีรูปแต่ไม่มีชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า อายตนะ)
☘️23.รูปพรหมชั้นที่ 12 คือ อวิหา คือ พวกพรหมผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปเร็ว ผู้คงอยู่นาน
☘️24.รูปพรหมชั้นที่ 13 คือ อตัปปา คือ พวกพรหมผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร ๆ หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร
☘️25.รูปพรหมชั้นที่ 14 คือ สุทัสสา คือ พวกพรหมเหล่าผู้งดงามน่าทัศนา
☘️26.รูปพรหมชั้นที่ 15 คือ สุทัสสี คือ พวกพรหมผู้ที่เห็นได้ชัด
☘️27.รูปพรหมชั้นที่ 16 คือ อกนิฏฐา คือ พวกพรหมผู้สูงสุด
☘️28.อรูปพรหมชั้นที่ 1 คือ อากาสานัญจายตนภูมิ คือ พวกพรหมที่ไม่มีรูป เพราะเข้าถึงอากาศไม่มีที่สิ้นสุด
☘️29.อรูปพรหมชั้นที่ 2 คือ วิญญาณัญจายตนภูมิ คือ พวกพรหมที่ไม่มีรูป เพราะเข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด
☘️30.อรูปพรหมชั้นที่ 3 คือ อากิญจัญญายตนภูมิ คือ พวกพรหมที่ไม่มีรูป เพราะเข้าถึงภาวะที่ไม่มีอะไรเลย
☘️31.อรูปพรหมชั้นที่ 4 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ คือ พวกพรหมที่ไม่มีรูป เพราะเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่(ไม่มีรูป แม้ชีวิตก็เกือบไม่มี ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า อายตนะ

ปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี ย่อมไม่เกิดในสุทธาวาสนภูมิ ซึ่งเป็นที่เกิดของพระอนาคามี คือรูปพรหมตั้งแต่ชั้นที่ 12 ถึงชั้นที่ 16 หรือข้อที่ 23 ถึงข้อที่ 27 พระอริยะไม่เกิดในอสัญญีภพ หรือรูปพรหมชั้นที่ 11 หรือข้อที่ 22 และในอบายภูมิ คือตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 4 ในภูมินอกจากนี้มีทั้งพระอริยะและมิใช่พระอริยะไปเกิด 

ใน 31 ข้อนั้น คือ 31 ภูมิ อันเป็นโลกและโลกธาตุที่เป็นวัฏสงสาร เป็นข่ายที่ดักจับสัตว์โลกทั้งหลายไว้มิให้หลุดรอดไปได้ง่าย ๆ ด้วยอาศัยอวิชชาของสัตว์โลกเป็นพื้นฐานเพื่อชักจูงให้หลงผิดติดอยู่ ให้ตัณหาเป็นอาหารหลอกล่อให้เสพ ให้กินไม่เว้นว่าง ใส่อุปาทานให้ยึดมั่นถือมั่น ขยับไม่ออก หลุดไม่ได้ไปไม่พ้นอยู่รอบแล้วรอบเล่า

~จากเว็บพลังจิต~