วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566

พลังจิต มันไม่ได้สูญหายไปไหน

หลวงพ่อออกประกาศตนของตนเองได้เลยว่า วันหนึ่งๆนี่หลวงพ่อ ไม่ให้หลวงพ่อเสียเวลา ตั้งแต่เป็นสามเณรมาจนกระทั่งเป็นพระมานี่ หลวงพ่ออธิษฐานไว้ว่า

"ข้าพเจ้าจะต้องนั่งสมาธิทุกวัน แล้วข้าพเจ้าจะต้องพาสวดมนต์"
วันหนึ่งไม่ได้มาสวดกับพระที่ศาลา แต่ว่าสวดในกุฏิ หลวงพ่อต้องสวด แล้วก็ยังไม่เคยขาด ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ๘๐ - ๙๐ ปีมานี่ ไม่ได้ขาด เพราะว่า เรามาคิดว่า ตะวันมันตกดินนี่ มันไม่ได้ตกไปเฉยๆ มันกลืนกินชีวิตของเราไปด้วย

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า 
"อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง
...กิจสิ่งใดที่เป็นบุญเป็นกุศล รีบทำเสียวันนี้ทีเดียว"
"โก ชัญญา มะระณัง สุเว
...ใครเล่าจะรู้จักว่า ความตายจะมาถึงเราวันพรุ่งนี้"
"นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา
...ความตายเท่ากับพญามัจจุราช"

ซึ่งใครๆ จะมีอำนาจแค่ไหน ไม่สามารถที่จะสู้กับพญามัจจุราชท่านนี้ได้ ท่านจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้อะไร มีเงินมีทอง มีข้าวมีของ นับหมื่นนับแสนล้าน จะไปสู้กับพญามัจจุราช..ไม่มีทาง

เพราะว่า พญามัจจุราชไม่ได้กินสินบนใคร มีแต่ว่าเมื่อถึงเวลาแล้ว เขาก็จัดการทันที เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะถึงเวลานั้น เราก็ทำชีวิตของเรานี่ให้มันมีประโยชน์ซะ ไม่ได้อะไร หลวงพ่อก็ให้ขั้นสุดท้ายแล้ว

วิทิสาสมาธิ ๕ นาที เราทำ ๓ ครั้งไม่ได้ เราก็ทำสักครั้งหนึ่งก็ยังดีอย่างนี้เป็นต้น สมมุติว่า ถ้าหากว่าท่านทำได้ ๓ ครั้ง ก็เท่ากับว่าวันหนึ่งทำได้ ๑๕ นาที แล้วลองคิดดูซิ ๑๕ นาทีนี่..๑ เดือนมันได้กี่ชั่วโมง ..ได้ถึง ๗ ชั่วโมง มันก็ไม่ใช่น้อยๆ ก็สามารถที่จะปกป้องเรา และสามารถที่..เวลาเราแก่ชราภาพลง เราก็จะได้อันนี้เป็นที่พึ่ง

แล้วก็พลังจิตอันนี้ มันไม่ได้สูญเสียไปไหน มันจะเพิ่มเติม เช่น อย่างว่าวันนี้เราทำ ๕ นาที พรุ่งนี้ ๕ นาที มะรืนนี้ ๕ นาที มันก็บวกเข้าไปเรื่อย แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ก็สติปัญญา ลองคิดดูว่า คนที่อายุ ๙๔ อย่างหลวงพ่อ ต้องลืมหน้าลืมหลัง กินแล้วว่ายังไม่ได้กิน กูไม่ได้กินนี่หว่า ทั้งๆที่มันกินไปเมื่อกี้นี้เอง นี่คือสติหลงใหล เป็นอย่างนั้นคนแก่ ท่องอันนู้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ลืม มันก็เป็นภาระต่อลูกหลานต่อไป

อย่างหลวงพ่อเวลานี้ก็ยังสวดปาฏิโมกข์ ก็ยังสวดได้ มันเป็นเรื่องอย่างนั้น..เพราะว่า"พลังจิต"

พระธรรมมงคลญาณ วิ.
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
เจ้าอาวาส วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร และ 
ประธานมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ

ที่มา หนังสือแสงสว่าง หน้า ๒๓ - ๒๔
ขออนุโมทนากับผู้มีส่วนแห่งสาระธรรม

ยึดถืออุปสรรคเป็นอารมณ์กวนใจ เป็นความเขลา

#โอวาทธรรม
#สมเด็จพระญาณสังวร

พระโอวาทในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ยึดถืออุปสรรคเป็นอารมณ์กวนใจ เป็นความเขลา
โดยมาก อุปสรรคต่างๆ เป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยไม่มีสาระ แต่มักจะรับเข้ายึดถือเป็นอารมณ์กวนใจให้เดือดร้อนไปเอง จนถึงให้ทอดทิ้งความดี 

ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นความฉลาด 
แต่เป็นความเขลาของเราเอง และทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นผู้แพ้ ส่วนการชนะนั้น ก็มิได้ประสงค์ให้ชนะในทางก่อเวร แต่มุ่งให้เอาชนะตนเอง คือชนะจิตใจที่ใฝ่ชั่วของตน และเอาชนะเหตุการณ์แวดล้อมที่มาเป็นอุปสรรคแห่งความดีเพื่อที่จะรักษา และเพิ่มพูนความดีของตนให้ดียิ่งๆ ขึ้น

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวรวิหาร จ.กรุงเทพมหานคร

อย่าหลงยึดติดกับโลกธรรมแปด

จิตเมื่อไม่รู้จักควบคุม  ไม่เคยรับการฝึก  มันก็ไหลไปตามกระแสที่ต่ำลงไปเรื่อยๆ  เหมือนน้ำที่ตกจากหน้าผา  
ส่วนจิตที่ได้รับการฝึกฝน  เป็นจิตที่มีกำลังในการสวนกระแส  พร้อมที่จะทะยานไปสู่กระแสคลื่นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ  อย่างไร้ขีดจำกัด  เพราะจิตมนุษย์มีศักยภาพมากมายเกินกว่าที่คาดคิด

เคยถามตนบ้างไหมว่า.... ?  การเกิดมาของเราในหนึ่งภพชาตินี้   เราได้เรียนรู้ในคุณค่าชีวิตของตนบ้างแล้วหรือยัง.... ?   

และเราได้เตรียมเสบียงบุญไว้ได้มากแค่ไหน .... ในการที่ต้องออกเดินทางต่อบนกงจักรแห่งสังสารวัฏที่แสนจะยาวไกลนี้  .... !!!

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า  การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น  มี % ที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์น้อยมาก  เปรียบดั่งทรายติดปลายนิ้วเท่านั้น  .... 

เมื่อเรามีโอกาสเป็นทรายเม็ดหนึ่งที่ปลายนิ้ว  จากทรายที่อยู่บนโลกทั้งหมด   จงอย่าปล่อยให้ความโชคดีแห่งชีวิตชาตินี้.... ผ่านไปอย่างไร้ค่า 

เข่นนั้นแล้ว  ท่านคิดได้หรือยังว่า.... . ท่านจะต้องสร้างภพชาติใหม่ให้ตนอย่างไร..... ?  

หากยังไม่คิดก็รีบคิดนะ  เพราะเวลาไม่ได้รอให้ท่านพร้อม .... ลมหายใจคือความไม่แน่นอน     แล้ววันนั้นจะนั่งเสียใจในวันที่สาย.... เวลาก็ไม่สามารถย้อนคืนให้เราได้  เราคือผู้ที่กำหนดเองทั้งสิ้น

อทิสสมานกาย เรากับร่างกาย

👑เรากับร่างกาย👑
     ร่างกายกับเราไม่ใช่คนคนเดียวกัน เรา ในภาษาบาลีเรียกว่า จิต แต่นักปฏิบัติที่ได้ทิพจักขุญาณ เขาเรียกว่า อทิสสมานกาย

    ☆☆ร่างกาย ต้องแก่ ต้องป่วย ร่างกายเป็น โรคะนิทธัง เป็นรังของโรค ปะภังคุนัง ต้องเปื่อยเน่าเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ ร่างกายจะตายก็ดี มันตายเมื่อไรเราสบายเมื่อนั้น นั่นหมายถึง นิพพาน นะ
    เราก็มีจิตวางเฉยในร่างกาย ยึดอารมณ์อรหันต์ มันจะแก่มันจะป่วยก็เป็นเรื่องของมัน ต้องวางเฉยในมัน ถ้ามันจะตายน่ะดี ใครด่าใครจะว่าก็วางเฉย เราไปนิพพาน เราพอใจในนิพพาน ความทุกข์ในร่างกายก็ไม่มี

    ☆☆อทิสสมานกาย แปลว่า ร่างกายที่ไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่างบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่ได้มโนมยิทธิ ขึ้นไปบนสวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี ไปนิพพานก็ตาม หรือไปไหนก็ตาม ไอ้ตัวนั้นมันไป ร่างกายที่เป็นเนื้อมันไม่ได้ไปด้วย ตัวนั้นจริงๆ คือ "เรา" เราคือจิตหรืออทิสสมานกาย

    ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายไม่มีในเรา เราไม่มีในร่างกาย เราไม่สามารถบังคับร่างกายได้ ร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ รวมกันขึ้นเป็นร่างกาย แล้วก็มีอาการ ๓๒ เมื่อถึงวาระที่มันจะตายเราก็บังคับมันไม่ได้ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ก่อนจะตายต้องเตรียมพร้อมเพื่อนิพพาน

    ☆☆เราคือใคร?
    พระพุทธเจ้าสอนว่า เรานี่ไม่มีใครหรอก มีเราคนเดียวเท่านั้นในโลกนี้ บอกว่า มีพ่อ มีแม่ มีพี่ มีน้อง มีผัว มีเมีย มีลูก มีหลาน นั้นจริงตามสมมติ แต่เนื้อแท้จริงๆ ไม่มี เราคนเดียว เราหิวไม่มีใครเขามาหิวด้วย เราป่วยเราก็ป่วยคนเดียว เพื่อนฝูงญาติพี่น้องข้าทาสหญิงชายเขามาเยี่ยมเป็นกลุ่ม เขาไม่ยักป่วยพร้อมกับเราด้วย ก็คือเราป่วยคนเดียว เวลาตายก็ตายคนเดียว
    แล้วร่างกาย เรือนร่างที่เราอาศัยชั่วคราว เป็นบ้านเช่าเท่านั้น มันก็ไม่ใช่เรา 

    "เรา" คือจิตที่สถิตอยู่ในบ้านหลังนี้คือร่างกาย ร่างกายมันจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยเหตุปัจจัย "ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าตรัสเหตุของธรรมนั้น" 
    ☆ความเกิดมันจะปรากฏขึ้นมาได้ก็อาศัย กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม☆

    🍁จิต กับ วิญญาณ หนังสือที่เขียน เขียนเคล้ากัน บางทีเอาเรื่องของจิตไปเขียนกับวิญญาณความจริงจิตกับวิญญาณควรจะแยกกันออก

    จิตมีสภาพคิด วิญญาณคือความรู้สึก สมัยนี้เราเรียก "ประสาท" ไอ้ตัววิญญาณมันตายไปพร้อมกับร่างกายที่ตาย จิตไม่ได้ตายไปด้วย จิตไปสู่ภพต่างๆ ตามบุญบาปของเรา ถ้าบาปเกาะจิต จิตก็ไปนรกก่อน สู่อบายภูมิก่อน ถ้าบุญเกาะจิต จิตก็ไปสวรรค์ ไปพรหม ไปนิพพาน ต่างกันตรงนี้นะ

    ⚪️เรา ก็คือ จิต ที่เรียกว่า อทิสสมานกาย คือเข้าไปสิงอยู่ในกายเนื้อนี้ กายประเภทนี้เราจะรู้ได้ด้วยอาการฝัน การที่เราฝัน เรานอนอยู่ตรงนี้แต่ทว่าไปโน่นไปนี่ ไปนั่นไปไหนก็ไป พอถึงเวลาตื่นขึ้นมา อารมณ์อย่างนั้นมันกลับมาสู่กาย ถ้ารู้สึกว่าหนีใครเขามา กายที่นอนอยู่ตื่นขึ้นมามันจะเหนื่อย
    เป็นอันว่า อทิสสมานกาย ที่เราเรียกกันว่า จิต คือ กายที่เราฝันนั่นแหละที่เราไม่สามารถจะได้เจโตปริยญาณ ทิพจักขุญาณ แต่รู้ได้ภายในคือกายที่เราฝัน เราฝันไปท่องเที่ยว ไปไม่ได้เอากายเนื้อไปด้วย มีความรู้สึกเหมือนเราไปในฝัน 

    ฉะนั้น อทิสสมานกาย คือกายในนี้ ถ้ากายนอกพังเมื่อไร มันก็ต้องไป ไปไหน ถ้าจิตสกปรกก็ไปนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถ้าจิตสะอาดเล็กน้อยก็ไปสู่สวรรค์ชั้นกามาวจร ถ้าจิตมีอารมณ์ตั้งมั่น ก็ไปพรหม ถ้าเป็นจิตสะอาดที่ไม่มีความชั่วสักนิดเจือปนก็ไปพระนิพพาน

📖 หนังสือ พ่อสอนลูก หน้า ๒๖๓-๒๖๔
🖊ปัณณ์ธรรม

#ปล่อยไปเถอะ_พวกยิ่งรวยยิ่งโกง_เดี๋ยวกรรมก็ตามมันทัน

  คนบางพวกนั้นโกงจนรวย แต่พอรวยแล้ว ก็ยิ่งโกง แต่เหตุที่คนพวกนี้ยังไม่ได้รับผลกรรมชั่ว ก็เป็นเพราะคนพวกนี้มีบุญเก่าเยอะ ผลกรรมชั่วจึงยังส่งผลไม่ถนัด แต่ในไม่ช้าเดี๋ยวผลกรรมชั่วนั้นก็จะตามทันในที่สุด 
.
 หลวงพ่อพุธท่านจะเตือนสติ ไม่ให้นึกว่าบาปกรรมไม่มีจริง เพียงแต่มันยังไม่ส่งผล เราต้องเข้าใจ และอย่าไปนึกโกรธแค้นว่าทำไม คนเช่นนั้นยังได้ดิบได้ดีอยู่ เพราะจะเป็นทุกข์กับตัวเราเสียเอง 
.
 ครั้งหนึ่งท่านสอนลูกศิษย์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า..... 

“พอเห็นเขามีบ้านสวย ก็สาธุ! ท่านมีบุญ ท่านจึงมีบ้านสวยๆ อยู่ เห็นเขารวย ก็สาธุ! ท่านร่ำรวย เพราะท่านมีบุญท่านจึงร่ำรวย แล้วถ้า เขารวยเพราะโกงมาล่ะ? ยังจะสาธุไหม?....”

  หลวงพ่อ.ท่านหยุด... ให้คิด ...ก่อนจะเฉลย

 “..ก็สาธุ.สิ..... เขามีบุญจึงโกงแล้วรวย เราโกงทีเดียวติดตารางจ้อย...!! นี่ที่จริงเขารวยก็เพราะบุญเก่า (#ซึ่งมีวันหมด) ของเขา”

เกร็ดธรรมคำสอน พระราชสังวรญาณ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา.

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566

..ไม่น่าเชื่อว่า คำทำนายนี้จากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ แห่งวัดป่าแก้ว

..ไม่น่าเชื่อว่า คำทำนายนี้

จากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 
แห่งวัดป่าแก้ว ที่ทำนายมาเนิ่นนานเหมือนมีตาทิพย์ท่านรู้ได้อย่างไร

ว่าประเทศจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น เฉกเช่นคำทำนายของ ท่านฤาษี ลิงดำ ศิษย์เอก ของหลวงพ่อปาน แห่งวัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

ว่า ประเทศไทยจะสู่ยุค ศิวิไลซ์ ในยุค ร.10 หมู่มารที่คิดทำลายชาติจะเกิดพ่ายแพ้ ด้วยบุญบารมีขององค์พระมหากษัตริย์จน สิ้นมลายสูญ ในที่สุด
------------------------
ยุคชาวศิวิไลซ์...

▪︎ จากสิงหาคมนี้เป็นต้นไป จะเริ่มต้นยุคศิวิไลซ์ใคร่ขอย้ำ 
▪︎ พระทศธรรมช่วยไทยให้น้อมนำ จะครองราชโดยธรรมสวัสดี
▪︎ สิ้นสุดยุคปรองดองของพระคุณ 
▪︎ ยุคพระเดชจะเกื้อหนุนทุกถิ่นที่

▪︎ กฏหมายจะศักดิ์สิทธิ์ฤทธิ์ทวี 
▪︎ ทั่วโลกจะสดุดีพระจอมไตร
▪︎ ทหารไทยเข้มแข็งด้วยแรงฤทธิ์ 
▪︎ คำสั่งจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งหาไหน
▪︎ กฎระเบียบตัดผมสั้นกันทั่วไป 
▪︎ นายพลใหญ่จนถึงทหารเกณฑ์

▪︎ ใครทำผิดอย่าคิดว่าจะหนีรอด 
▪︎ ฟ้าจะผ่าไปตลอดให้พึงเห็น 
▪︎ มหาชนจะอวยชัยใต้ร่มเย็น 
▪︎ พระทรงชัยจะให้เห็น ด้วยฤทธา

▪︎ การเมืองที่ปลิ้นปล้อนจะดับสูญ 
▪︎ ที่จาบจ้วงทวงบุญคุณจะหายหน้า 
▪︎ ที่ปากร้ายให้ปลดรูป “พระราชา” 
▪︎ จะถึงคราวิบัติซ้ำกรรมตามทัน

▪︎ สีเสื้อจะสลายหายแบ่งข้าง 
▪︎ ประชาต่างยึดพระองค์ดำรงมั่น 
▪︎ แม้สีส้มที่เกิดใหม่ตายกลางคัน
▪︎ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอีกหลายปี

▪︎ ประเทศกลายเป็นแดนศิวิไลซ์ 
▪︎ ทั่วโลกจะหลั่งไหลเยือนถึงที่ 
▪︎ เป็น "อู่ข้าว อู่น้ำ" ครองปฐพี 
▪︎ ในยามที่โลกเข้าสู่“ยุคสงคราม”

▪︎ จบคำทำนาย"ของหลวงปู่" 
▪︎ จงตรองดูด้วยปัญญาที่มาถาม
▪︎ หมดยุคพ่อองค์ ร.เก้า เฝ้าห้ามปราม 
▪︎ ยุคพระราม ร.สิบ ไซร้ไม่รีรอ

▪︎ ผิดเป็นผิดอย่าคิดว่าจะปรานี 
▪︎ จงกลับตัวเป็นคนดีกันเถิดหนอ 
▪︎ อย่ารอวันที่ “ฟ้าผ่า” น้ำตาคลอ 
▪︎ หลวงปู่ขอบิณฑบาตอาจสายไป

"คำทำนายของ..สมเด็จพระนพรัตน์วัดป่าแก้ว"

อาจารย์ภณทัต แสนสัมฤทธ์ 
ผู้นำมาเผยแพร่

ช่วยกันเผยแพร่...

ให้เด็กไทยได้ดู โดยเฉพาะ

เด็กที่ไม่เคารพผู้ใหญ่ เด็กที่ไม่เคารพพ่อแม่ 

เด็กที่ดูถูกวัฒนธรรมประจำชาติของตัวเอง 

เด็กที่ดูถูกวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ 

เด็กหรือผู้ใหญ่บางคนที่เห็นชาติอื่นดีกว่าชาติไทย 

เคยเห็นคลิบที่เด็กสาวชาวพม่าที่เป็นแรงงานต่างด้าวพูดถึงประเทศไทย
เธอพูดไปร้องไห้ไป เธออยากมีสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนประเทศไทย 

เธอบอกประเทศของเธอไม่เคยสงบ
มีแต่รบราฆ่าฟันกันแทบทุกวัน 
เพราะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์
ไว้ยึดเหนี่ยวให้สามัคคีกันเหมือนประเทศไทย 

อย่าไปเชื่อผู้ใหญ่บางกลุ่มบางพวกคอยยุแยงตะแคงรั่วให้คนเด็กไทยและคนไทยทะเลาะกันแตกความสามัคคีกัน....

✍✍✍✍✍#รักในหลวง
ขอบคุณบทความ เพจพี่อึ้ง
ภาพ : pinterest

วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566

แพทย์และหมอ ฮือฮา….เพราะเอกซเรย์พระคุณเจ้ารูปหนึ่งปรากฎว่ากระดูกแขนเป็นแก้วสีใสหมดทั้งตัว

แพทย์และหมอ ฮือฮา….เพราะเอกซเรย์พระคุณเจ้ารูปหนึ่งปรากฎว่ากระดูกแขนเป็นแก้วสีใสหมดทั้งตัว ผอ.โรงพยาบาลได้สอบถามที่มาที่ไป ปรากฎว่า เป็นหลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญฺญมากโร แห่งวัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ท่านเป็นพระป่ากรรมฐานศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต คุณหมอทั้งหลายใน ร.พ.มหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก) ต่างยกย่องกล่าวขานถึงหลวงพ่อประสิทธิ์ว่าน่าอัศจรรย์แท้ เพราะเขาถ่าย x-ray ท่านออกมาปรากฎว่ากระดูกข้างในเป็นแก้วทั้งหมด หมอทั้งหลายในโรงพยาบาลสวนดอก เลยเคารพท่านมาก
หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร องค์นี้หลวงตาพระมหาบัวยกย่องในความดีและคุณธรรมของท่าน
ภายหลังต่อมา หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร ท่านเปิดสมุดบันทึกเล่มสีดำที่องค์ท่านจดบันทึกเอาไว้ให้ดู วันที่องค์ท่านถอน “กามคุณ” ออกจากจิตใจของตนเอง (บรรลุพระอนาคามี) คือ วันที่ ๑๒ ตุลาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๒๐
วันที่องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร บรรลุ “ธรรมธาตุ” สำเร็จมรรคผล คือ วันเพ็ญเดือนหก ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑
ดังเรื่องราวรายละเอียดดังต่อไปนี้
เหตุการณ์สำคัญในเพศพรหมจรรย์ของหลวงพ่อประสิทธิ์ วันที่ท่าน สำเร็จมรรคผลเป็น “พระอนาคามี” วันที่ท่าน สำเร็จมรรคผลเป็น “พระอรหันต์”
ผู้บันทึกถาม – ตอนหลวงพ่อบรรลุธรรมพ้นจากกาม หลวงพ่อบรรลุธรรมในอิริยาบถไหน
หลวงพ่อประสิทธิ์ – ในอิริยาบถนั่ง
ผู้บันทึกถาม – ตอนนั้นหลวงพ่อหันหน้าไปทางทิศไหน
หลวงพ่อประสิทธิ์ – เราหันหน้าไปทางอำเภอแม่สรวย
ท่านบอก – วันนั้นเราเดินจงกรมพิจารณาในธรรมทั้งวัน ตอนอยู่ในทางจงกรมเหมือนปัญญามันจะเข่นฆ่ากามคุณให้ตายคาทางเดินจงกรมได้ สติปัญญาเราเอามันบ่ลง กิเลสตัวนี้มันแหลมคมในชั้นเชิงมากสติปัญญาเราตอนนั้นยังมีกำลังบ่พอ
หลังเดินจงกรมเหนื่อยแล้วเรามานั่งภาวนาพิจารณาธรรมอยู่ระเบียงกระท่อมที่พัก เราพิจารณาเข้าออกในธรรมหลายๆ รอบจนเห็นอุปาทานกามคุณ พอเราจับเงื่อนมันได้ มหาสติมหาปัญญาเข้าพิจารณาในธรรมนั้นทันที ลุยกันปานสงครามโลก จิตเห็นโทษเห็นทุกข์ในกามคุณ จิตเราขาดสะบั้นกันกับกามคุณเวลาประมาณห้าโมงเย็น เดือนตุลาคม ปี ๒๕๒๐ พอธรรมแจ้งแก่ใจของตนเองแล้ว เราลืมตาขึ้นมาอีกทีเป็นเวลาพระอาทิตย์กำลังจะลับเหลี่ยมภูเขาทางฝั่งแม่สรวย เชียงราย..
ผู้บันทึกถาม – จากเหตุการณ์หลวงพ่อบรรลุภูมิธรรมอนาคามี จนถึงบรรลุธรรมธาตุเป็นอรหันต์นี้ เหตุการณ์ทั้งสองมันต่อเนื่องกันในปีนั้นหรือไม่
หลวงพ่อประสิทธิ์ – บ่ มันเว้นช่วงข้ามปีกันอยู่ มันมาแล้วทั้งเบิ่ดในปีต่อมา
ผู้บันทึกถาม – หลวงพ่อใช้เวลานานมั๊ยในการถอนกามคุณออกไปจากจิตใจ
หลวงพ่อประสิทธิ์ – หลวงพ่อใช้เวลาทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่บวชมา แต่มันละกันไม่ได้ซักที จนมันมาจบกันที่บ้านมูเซอร์ป่ายาง
ผู้บันทึก – หลวงพ่อจำวันเวลาที่ตนเองเอาชนะกามคุณบรรลุธรรมอนาคามีได้ไหม
หลวงพ่อประสิทธิ์ – วันที่หลวงพ่อจำบ่ได้ จำได้แต่ว่าเป็นเดือนตุลาคม ตอนออกพรรษาแล้วใหม่ๆ เวลาก็กะเอาว่าประมาณห้าโมงเย็น เพราะหลวงพ่อบ่มีนาฬิกาดู ทุกวันนี้หลวงพ่อก็บ่เคยพกนาฬิกา หลวงพ่อเอานาฬิกาธรรมชาติว่า เอานาฬิกาในจิตว่า
ผู้บันทึก – วันที่ประมาณได้ไหมว่าวันที่เท่าไร ต้นเดือน กลางเดือน ท้ายเดือนตุลาคม
หลวงพ่อประสิทธิ์ – มันยังบ่ถึงกลางเดือนดี ประมาณวันที่สิบกว่านี่แหละ
ภายหลังต่อมา หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร ท่านเปิดสมุดบันทึกเล่มสีดำที่องค์ท่านจดบันทึกเอาไว้ให้ดู วันที่องค์ท่านถอน “กามคุณ” ออกจากจิตใจของตนเอง คือ วันที่ ๑๒ ตุลาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๒๐
วันที่องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร บรรลุ “ธรรมธาตุ” สำเร็จมรรคผลเป็น “พระอรหันต์” คือ วันเพ็ญเดือนหก ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑

กราบสาธุ 🙏 ในคุณธรรมอันประเสริฐ