วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ในหลวงรัชกาลที่ 9  : หลวงปู่ครับ “สาวกภูมิ” กับ “พุทธภูมิ” ต่างกันอย่างไร ? 

หลวงตามหาบัว : พุทธภูมิก็เหมือนดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ หรือนั่งรถไฟไปอุดรฯ นั่นแหละ...พุทธภูมิ  แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมา หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไป นั่นแหละ...สาวกภูมิ
เพราะฉะนั้น  การเป็นพุทธภูมิก็คือการนำคนไปได้เยอะๆ  ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ 1 คน หรือ 3-4 คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิ  เข้าใจไหมล่ะ พ่อหลวง
ในหลวงรัชกาลที่ 9 : เข้าใจแล้วหลวงปู่...  แล้ว “นิพพาน” เป็นอย่างไรนะ หลวงปู่ ?
หลวงตามหาบัว : อ้อ...พ่อหลวง  เหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ  รู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน  อยู่บนกุฏินี่เหรอ  วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะ แต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมดคือวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ  แต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด  แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกำแพงวัดนี้นี่แหละคือวัดป่าบ้านตาด  นี่แหละ...พระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน
ในหลวงรัชกาลที่ 9 : ขอบารมีหลวงปู่ช่วยต่ออายุให้แม่หลวง (สมเด็จย่า) 
หลวงตามหาบัว :พ่อหลวงนั่นแหละก็จัดการเองได้ ขอเองได้ จัดการเอง  อาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก
ในหลวงรัชกาลที่ 9 :เอาล่ะ... ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้ว  หลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม ?
หลวงตามหาบัว :การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว  พระพุทธเจ้าก็มีพุทธกิจ 5 คือ  ตอนเช้าบิณฑบาต  ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไป  ตกเย็นสอนนักบวช สมณชีพราหมณ์  ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา  พอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ ท่านก็จะเล็งญาณดู รีบไปโปรดก่อน
พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้า  เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ 5 อย่างนี้  แต่...ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไร ทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อน  เอาล่ะๆ อาตมาจะให้พร
ในหลวงรัชกาลที่ 9 :อยากให้ท่านอาจารย์อยู่กับหลวงปู่ไปนานๆ 
พระอาจารย์ภูสิต ขันติธโร : เจริญพร มหาบพิตร ... อาตมาก็อยากจะอยู่  แต่ถ้าถึงเวลาที่อาตมาจะต้องเอาตัวเองให้รอด อาตมาก็ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน  เพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ถึงเวลาไปก็ต้องไปเหมือนกัน

อีก 5 พระชาติ พระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้า สาธุ


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : เขาพูดกันว่า “ผมปรารถนาพุทธภูมิ”  เป็นความจริงไหมครับ ?
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ : เรื่อง “ปรารถนาพุทธภูมิ” นี่ พระองค์ปรารถนามานาน  แต่เวลานี้ บารมีเป็น “ปรมัตถบารมี” แล้ว ก็เหลืออีก 5 ชาติ  และที่พระองค์ปฏิบัติมามันเลยแล้ว  ไม่ใช่ไม่สำเร็จ พุทธภูมินี่ต้องบำเพ็ญกันมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์เป็น “วิริยาธิกะ”  วิริยาธิกะนี่ต้องบำเพ็ญบารมีถึง 16 อสงไขยกำไรแสนกัป  นี่บำเพ็ญมาเกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว  แสนกัปอาจยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก 5 ชาติ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ : พระเจ้าอยู่หัวก็ดี หม่อมฉันก็ดี ก็มีความเคารพในพระคุณพระราชวงศ์จักรีอยู่ตลอดเวลาที่ท่านทรงสามารถจะทรงความเป็นเอกราชไว้ได้  ก็อยากจะทราบว่า ทั้งสององค์นี่จะทรงชาติกับศาสนาไว้ได้ไหม ?
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ : ก็ได้  ประเทศเราไม่มีเกณฑ์จะต้องตกเป็นเหยื่อคอมมิวนิสต์
สมเด็จพระนางเจ้าฯ : ฉันทั้งสององค์นี่ ทั้งพระเจ้าอยู่หัวด้วยและฉันด้วย จะต้องตายเพราะการที่เขาจะมุ่งร้ายไหม ?
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ : ก็เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่เป็นนักรบฝีมือดีมาจากสุโขทัย และมาเกิดคราวนี้ต้องการจะเกิดเพื่อจรรโลงให้คงอยู่ให้ชาติมีความร่มเย็นเป็นสุข แล้วเรื่องอะไรที่ต้องตายเพราะคมอาวุธล่ะ  ถ้าจะเจ็บตายเองเป็นเรื่องธรรมดา  และต้องตายด้วยเรื่องคมอาวุธ...อันนี้ไม่มี

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ศาสตร์พระราชา ๑ อนาคตคือผลของปัจจุบัน

คำพ่อสอน..'อนาคต คือ ผลของการกระทำในปัจจุบัน'

“. . .ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดที่เป็นอยู่แก่เราในวันนี้ ย่อมมีต้นเรื่องมาก่อน
ต้นเรื่องนั้นคือ..เหตุ สิ่งที่ได้รับคือ..ผล
และผลที่ท่านมีความรู้อยู่ขณะนี้ จะเป็นเหตุให้เกิดผลอย่างอื่นต่อไปอีก
คือ ทำให้สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ทำงานที่ต้องการได้ แล้วการทำงานของท่านก็จะเป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ต่อเนื่องกันไปอีกไม่หยุดยั้ง

ดังนั้นที่พูดกันว่า ให้พิจารณาเหตุผลให้ดีนั้น..กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ให้พิจารณาการกระทำหรือกรรมของตนให้ดีนั่นเอง
คนเราโดยมากมักนึกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเราทราบไม่ได้ แต่ที่จริงเราย่อมจะทราบได้บ้างเหมือนกัน..เพราะอนาคตก็คือผลของการกระทำในปัจจุบัน. . . ”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๑๙

🌸🍀🌸 ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ 🌸🍀🌸
Cr.ตามรอยพ่อ

ในหลวงของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็น "พระนิยตโพธิสัตว์" ทรงบำเพ็ญบารมีมามากมายมหาศาล จนถึงขั้น "ปรมัตถบารมี" และทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วว่า พระองค์จะบรรลุพระโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์พระอริยะหลายรูปได้ปรารภไว้ว่า ในหลวงทรงเป็น พระนิยตโพธิสัตว์ เหตุเพราะความดีงามความเมตตาของพระองค์ไม่มีประมาณ เป็นอัปปมัญญา จึงทรงเป็นยอดพระมหากษัตริย์ที่เหนือกว่ากษัตริย์ใดๆทั้งปวงทั่วหล้า

(ธรรมะจากความทรงจำข้าพเจ้า เล่าสู่กันฟัง)

ในหลวงพระองค์ทรงเดินทางไปเยี่ยมราษฎรณ์ ทั่วทุกถิ่นทรกันดาร และทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขตลอดเวลาที่พระองค์ทรงครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็น "ยอดพระมหากษัตริย์" ที่เหนือกษัตริย์ทั้งปวง เพราะความดีงามที่พระองค์ได้ทรงสร้างเอาไว้ ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบรรยายได้ทั้งหมด เพราะถ้าเอาความจริงมาวินิจฉัยแล้ว ทั่วทั้งประเทศไทยนี้ จะมีแต่รอยพระบาท คือ รอยเท้าของพ่อ ที่เหยียบย่ำไปมาทั่วผืนแผ่นดินไทย ด้วยพระทัยที่ทรงห่วงอาณาประชาราษฎร์ ประดุจดั่งเป็นบุตรของพระองค์เอง ความรักความห่วงใยและความเมตตาของพระองค์นี่เอง ที่เป็น อัปปมัญญา คือ ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต มากมายไม่มีที่สิ้นสุด

พ่อแม่ครูอาจารย์พระอริยะทรงปรารภไว้ว่า ในหลวงของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็น "พระนิยตโพธิสัตว์" ทรงบำเพ็ญบารมีมามากมายมหาศาล จนถึงขั้น "ปรมัตถบารมี" และทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วว่า พระองค์จะบรรลุพระโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตวงค์อย่างเที่ยงแท้แน่นอน มิแปรผัน ดังนั้นในหลวงของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็น "เครื่องหมายพระพุทธเจ้า" ใครที่คิดมุ่งร้ายต่อพระองค์ จึงเป็นผู้กำลังก้าวเดินตามรอยเท้าพระเทวทัต คือ ผู้ที่กำลังสร้างอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักอันใหญ่หลวง คือ ทางดำเนินสู่มหันตทุกข์ที่สุดในนรกภูมิ อย่างไม่สงสัยใดๆเลย

ในทางธรรม ทั่วทั้งไตรโลกธาตุนี้ ไม่มีอะไรเหนือความดีงาม คือ ธรรม และไม่มีอะไรเลวยิ่งกว่า กิเลสอาสวะ คือ ความชั่วความหลงที่สิงสถิตย์อยู่ในทุกดวงจิตวิญญาณของสัตว์โลก ผู้ที่ยังไม่มีคติที่แน่นอน ยังต้องหลงเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีจุดหมายปลายทางว่า จะมีความสิ้นสุดยุติแห่งภพชาติลงเมื่อไร และต้องผจญมหันตทุกข์ในอบายภูมิไปอีกนานเท่าไร เมื่อคิดดังนี้ จึงทำให้รู้สึกสงสารปุถุชนเช่นเราๆท่านๆทั้งหลายเป็นอันมาก ครับ สาธุ

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กิเลส 16 ชนิดที่แฝงมากับการเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดย พศิน อินทรวงค์

1. อภิชฌาวิสมโลภะ
เห็นใครโพสภาพบ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูๆ อาหารดีๆ ภาพการพักผ่อนในโรงแรมสวยๆ ภาพชีวิตหรูหรา ก็เกิดความรู้สึกอยากได้เหมือนอย่างเขา เกิดความไม่พอใจชีวิตของตนเอง เกิดความโลภ เกิดความทุกข์ หดหูใจว่าทำไมหนอ ชีวิตคนอื่นจึงดีกว่าชีวิตของตนเอง นานวันเข้าก็พัฒนาไปสู่ความโลภ อยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัว รู้สึกอยากจะโพส อยากจะอวดเหมือนอย่างเขาบ้าง

2. พยาบาท
เปิดเฟสส่องดู เห็นคนที่ตนเกลียดมีความสุข ก็คิดหมั่นไส้อยู่ในที แต่เมื่อเปิดดูแล้ว เห็นคนที่ตนเกลียดมีความทุกข์ หรือมีปัญหาก็รู้สึกยินดีพอใจ

3. โกธะ
ใครโพสสิ่งใดไม่ถูกใจ ไม่ตรงกับความคิดของตัว ก็นึกโกรธ จับโยงความคิดผู้อื่นมาปะทะกับความคิดของตนเอง จนกลายเป็นความทุกข์ใจ

4. อุปนาหะ
เมื่อโกรธ เพราะคิดเห็นต่างกัน ก็ผูกใจเกลียนคนๆ นั้น โดยไร้เหตุผล

5. มักขะ
เห็นใครทำความดีก็นึกหมั่นไส้เขา เห็นคำสอนปราชญ์ คำสอนพระ คำสอนศาสดา คำสอนผู้รู้ใดๆ ที่ไม่เข้ากับความคิดของตน ก็นึกดูแคลน พยามใช้ความคิดของตนหักล้าง ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่เขานำเสนอนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

6. ปลาสะ
ไม่เคยชื่นชมใคร เห็นใครโพสอะไรก็ไม่พอใจไปหมด ฟาดงวงฟาดงาไปหมด เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด

7. อิสสา
จิตเกิดความอิจฉาจนทนไม่ได้ ต้องพิมพ์ ต้องแสดงออกด้วยการเสียดสีประชดประชัน โพส เม้น วิจารณ์ด้วยความไม่สุภาพ ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ใดๆ

8. มัจฉริยะ
เมื่อนำเสนอใดไปแล้ว วันหนึ่งมีผู้อื่นนำความคิดของตนไปดัดแปลง ก็นึกเสียดาย เกิดความทุกข์ นึกหวงความรู้ของตนขึ้นมาในที

9. มายา
ยึดติดอยู่กับโลกมายา ตั้งใจโอ้อวดให้ผู้อื่นเกิดความอิจฉา
ฝังตัวอยู่หน้าคอม ไปไหนมาไหน เปิดดูโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา
ยึดติดกับยอดไลค์ ยอดเม้น ยอดแชร์
หลงอยู่ในมายาของโลกโซเชียล
ไม่สามารถหยุดติดต่อกับโลกโซเชียลได้นานๆ
พึ่งพาโลกโซเชียลสร้างความสุขแบบปลอมๆ ให้กับตนเอง

10. สาเถยยะ
โพสสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง สร้างภาพว่าตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ตนเองไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย นำไปสู่การยึดติดกับภาพลักษณ์ที่ตนสร้างขึ้น ต้องฉลาดอยู่ตลอดเวลา ต้องแสนดีอยู่ตลอดเวลา ต้องสวยต้องหล่ออยู่ตลอดเวลา ภาพลักษณ์ต้องดูดีอยู่ตลอดเวลา ที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็นำมาซึ่งความทุกข์ในชีวิตจริงของตนเอง

11. ถัมภะ
เมื่อมีใครแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง รีบโต้เถียงในทันที จ้องแต่จะเถียง โดยไม่ได้นำความคิดนั้นมาตรึกตรองจนเกิดปัญญา โพสระบายความในใจอย่างไร้เหตุผล ไหลไปตามอารมณ์ของตนเป็นใหญ่ บ่นตลอดเวลา ระบายอารมณ์อยู่ตลอดเวลา

12. สารัมภะ
คอยแต่จะเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น แข่งดีแข่งเด่นกับเขา เขามีคนกดไลค์กี่คนแล้ว เรามีกี่คนแล้ว เขามีเพื่อนกี่คนแล้ว มีคนเม้น คนแชร์กี่คนแล้ว ทำไมของเขามีเยอะ ทำไมของเราจึงมีเท่านี้ ตั้งหน้าตั้งตาเอาชนะกันในเรื่องไร้สาระ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ

13. มานะ
เมื่อมีคนกดไลค์มากๆ มีคนชื่นชมมากๆ ก็หลงว่าตนเก่ง ตนดีกว่าเขา ทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกคนย่อมมีทั้งด้านดีและไม่ดี มีสิ่งที่เชี่ยวชาญและสิ่งที่โง่เขลา มีสิ่งที่พิเศษ และสิ่งที่ธรรมดา เมื่อหลงตนมากเข้า อัตตาตัวตนก็ขยายตัวใหญ่ขึ้น เกิดเป็นมานะทิฐิว่า ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ ข้าคือคนสำคัญ

14. อติมานะ
เมื่อคิดว่าตนดีกว่าใคร ก็เริ่มดูถูกผู้อื่น เริ่มพูด เริ่มเม้น เริ่มแสดงความคิดเห็นประชดประชันว่าตนดีกว่าเขา

15. มทะ
เสพติดคำชื่นชม ปล่อยให้ใจฟูไปกับคำชมทั้งวัน คุยแต่ว่าวันนี้มีใครมาชมบ้าง พัฒนาไปสู่ความมัวเมาต่อคำสรรเสริญเยินยอ

16. ปมาทะ
ใช้เวลาอยู่ในโลกโซเชียลนานเกินไป จนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในชีวิตจริง ละเลยการงาน ครอบครัว สุขภาพ หมดเวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรศัพท์ ทำให้ชีวิตจริงตกต่ำลงเรื่อยๆ

ข้อคิด!!!
การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นมีประโยชน์ก็จริง แต่ต้องใช้อย่างมีสติ ใช้อย่างรู้เท่าทัน ควรมีการบริหารจัดการเวลาในการใช้ และใช้ให้ถูกกาลเทศะ หากเราหลงอยู่กับมันมาก หรือยึดติดกับมันมากเกินไป สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็อาจกลับมาสร้างความทุกข์ให้เราได้ในภายหลัง

ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่ตกเป็นทาสของโลกโซเชียล
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนที่มีการศึกษา คนไร้การศึกษา
ทั้งคนเก่ง และคนไม่เก่ง
ทั้งคนธรรมดาและคนดังต่างๆ
ตราบที่เราไม่ได้ใช้มันอย่างมีสติ
มันย่อมกลืนกินชีวิตของเราไปสู่โลกเสมือนจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
คนทุกวันนี้ไม่มองหน้ากันแล้ว
เพราะเรามองหน้าจอกันตลอดเวลา
ในหนึ่งปี เราแทบนับครั้งได้ว่ามองท้องฟ้ากี่ครั้ง
แม่อยู่กับลูก นั่งมองจอ
ลูกอยู่กับแม่ ก็นั่งมองจอ
อ่านคำชมบนจอเสร็จ มานั่งเถียงกับคนครอบครัวต่อ
ทุกวันนี้โลกเป็นอย่างนี้
ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว

ป.ล. กิเลสทั้ง 16 ข้อนี้
นำมาจากหลักธรรมอุปกิเลส 16 ของพระพุทธเจ้า
แสดงให้เห็นว่า หลักธรรมของพระพุทธเจ้า
เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาล เป็นสัจจะ
เป็นของจริงที่นำมาสอนใจตน
และสอดส่องความเป็นไปของสังคมได้ทุกยุคทุกสมัย
ในบทความนี้ แม้ไม่ได้ถอดมาเหมือนซะทีเดียว
แต่ยังคงใช้กรอบหลักธรรมเดิม
โดยดัดแปลง ให้เข้ากับสิ่งที่เห็นๆ กันอยู่ในโลกโซเชียล
กิเลสทั้ง 16 ตัวนี้ เมื่อเกิดกับใครแล้ว
พระพุทธเจ้าท่านเตือนไว้ว่า
จะนำไปสู่ความขุ่นมัวในเบื้องต้น
หากไม่พยายามสะสาง จะนำไปสู่ความทุกข์
และพัฒนาไปเป็นความชั่วในรูปแบบอื่นๆ
ถ้าเราไม่หลอกตัวเองจนเกินไปนัก
เห็นได้ว่า ทุกวันนี้กิเลสทั้ง 16 ตัวนี้
ได้ยึดพื้นที่ทั้งหมดในโลกโซเชียลไปเรียบร้อยแล้ว!!!

******************************************************
ใครอยากพูดคุยกับผม
จะติดต่องานบรรยาย /วิทยากร/ ติดตามผลงานหนังสือ
หรือติดตามอ่านบทความดีๆ ก็สามารถเข้ามาได้ที่
เพจ พศิน อินทรวงค์ (กรุณาพิมพ์เป็นภาษาไทย)
https://www.facebook.com/talktopasin2013
**************************************************

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หากไม่มีในหลวง พระพุทธศาสนาก็ตั้งอยู่ไมได้...สาธุ

หลวงปู่ดู่รักในหลวงมาก ในสมัยที่หลวงปู่มีชีวิต ท่านจะกำชับให้ลูกศิษย์ของท่านเอาบุญจากการภาวนา รวมเข้ากับบุญของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ถวายให้ในหลวง รวมทั้งแผ่เมตตาให้เทพเทวาผู้ปกรักษาพระองค์ท่านให้มีความสุข แล้วก็กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรของพระองค์ท่าน ให้ไปเกิดในสุคติภูมิ หลวงปู่กล่าวว่า หากไม่มีในหลวง พระพุทธศาสนาก็ตั้งอยู่ไม่ได้ หลายครั้ง ที่ลูกศิษย์จะรับทราบได้ว่า หลวงปู่จะเข้าที่เพื่ออธิษฐานช่วยในหลวง ในยามที่พระองค์ทรงพระประชวร
นอกจากนี้ ท่านยังกำชับให้แผ่เมตตาให้ประเทศชาติ ดังเช่น การอธิษฐานช่วยประเทศชาติของหลวงปู่เกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ด้วยเช่นกัน (หลวงปู่เกษมจะมีคาถากำกับด้วยว่า รัฐะ ปาลา สมัคคา สทา โหนตุ) สรุปก็คือ นักปฏิบัติต้องไม่ลืมประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะสามสถาบันนี้เกื้อกูลให้เราได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ได้รับความสัปปายะแก่การปฏิบัติธรรมสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน

สำหรับองค์ของหลวงปู่ดู่เองนั้น ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้กาลเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี กิจวัตรอันหนึ่งที่ท่านทำอยู่มิได้ขาด คือ การสวดมนต์ถวายพระพรแด่ในหลวงทุกวันตลอดมา ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญคนไทยตลอดไป หลวงพ่อยังได้กล่าวไว้อีกว่า เพราะพระเจ้าแผ่นดิน (ร.9) ท่านปฏิบัติ (ธรรม) ต่อไปพุทธศาสนาในเมืองไทยจะเจริญขึ้น เพราะท่านเป็นผู้นำเป็นแบบอย่าง

สมัยหนึ่งเมื่อหลวงปู่ดู่ ยังทรงสังขารอยู่นั้นบ่ายของวันที่แดดร่มลมตก จู่ ๆ ท่านก็เปรยกับคณะศิษย์ที่ประกอบด้วย “คนตาดี” หลายคนว่า
“พวกแกลองดูทีซิว่า มีพระรูปไหนอยู่กับในหลวงบ้าง” เข้าใจว่าท่านคงหมายถึง กายทิพย์หรือบารมีที่พระมหาเถระแต่ละองค์อธิษฐานพิทักษ์รักษาในหลวง ศิษย์ท่านหนึ่งก็ “เข้าที่” ตามหลวงปู่สั่ง พักหนึ่งก็ลืมตาแล้วตอบว่า “หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปางครับ”
หลวงปู่ยิ้มแล้วว่า “นั่นองค์หนึ่งละ มีใครอีก”
ศิษย์แสนซนคนหนึ่งตอบทันที “หลวงพ่อนั่นแหละครับ”
ท่านมองหน้าแล้วถาม “ทำไมแกจึงว่าอย่างนั้น”
ศิษย์อธิบายว่า “อ้าว ก็หลวงพ่อรู้ได้ว่ามีองค์นั้น องค์นี้อยู่กับในหลวง แสดงว่าหลวงพ่อก็ต้องไปมาด้วยน่ะสิไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไง”
เมื่อเข้าเนื้อท่านโบกมือให้ยุติเรื่องทันที ศิษย์ก็ถึงที่ยิ้มไป…และ “หากไม่มีในหลวง พระพุทธศาสนาก็ตั้งอยู่ไม่ได้”

ที่มา : TNEWS – ทีนิวส์

5 กรรมหนักที่ต้องห้าม ถึงอนันตริยกรรม

อนันตริยกรรม ๕
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป ๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน

กรรม ๕ อย่างนี้ เป็นบาปอันหนักที่สุด ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพานตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้ถือพระพุทธศาสนา ห้ามไม่ให้ทำเป็นเด็ดขาด

มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต ได้แก่การฆ่ามารดา ฆ่าบิดาฆ่าพระอรหันต์ ด้วยเจตนา คือจงใจฆ่า แม้สำคัญผิดคิดว่าเป็นคนอื่นสัตว์อื่น ก็ไม่พ้นโทษอันชื่อว่า อนันตริยกรรม เพราะมีเจตนา จึงเป็นการฆ่าที่สมบูรณ์

โลหิตุปบาท ได้แก่ทำร้าย คือพยายามฆ่าพระพุทธเจ้า แต่ฆ่าไม่สำเร็จ เพียงแต่ทำให้บาดเจ็บ แม้เพียงพระโลหิตห้อ (โป่ง นูนช้ำเลือด) ขึ้น

สังฆเภท ได้แก่ยังสงฆ์ให้แตกกัน คือทำลายพระสงฆ์ผู้พร้อม-เพรียงกัน ในสีมาเดียวกัน ในวัดใดวัดหนึ่ง ให้แตกเป็นก๊ก จนถึงไม่ร่วมอุโบสถสังฆกรรม ต้องแยกออกทำอุโบสถสังฆกรรม หรือปวารณา-กรรม หรือสังฆกรรมอื่นๆ เป็น ๒ หมู่

กรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ แต่ละอย่างๆ จัดเป็นบาปอันหนักที่สุดเพราะมาดา บิดา เป็นผู้มีพระคุณต่อบุตรมากที่สุด บุตรใดฆ่ามารดาบิดาผู้บังเกิดเกล้าของตนได้ ก็นับว่าเป็นคนเลวคนชั่วที่สุด เขาย่อมฆ่าคนอื่นๆ ได้แน่นอน พระอรหันต์ เป็นผู้หมดจดจากกิเลส เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เป็นนาบุญสูงสุดของชาวโลก ผู้ใดฆ่าพระอรหันต์ได้ก็นับว่าเป็นคนเลวคนชั่วที่สุด เขาย่อมฆ่าคนอื่นที่ยังมีกิเลสได้อย่างแน่นอน
กรรมเหล่านี้ ชื่อว่า “อนันตริยกรรม” แปลว่า กรรมที่ไม่มีระหว่าง คือผู้ใดทำเข้าแล้ว แม้จะทำกรรมดีต่างๆ ลบล้าง ก็ไม่อาจลบล้างได้ ผู้นั้นตายลง คงได้รับผลของกรรมนี้ทันที ไม่มีผลของกรรมอื่นมาคั่นในระหว่างตัวอย่างเช่น พระเจ้าอชาตศัตรู ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระชนก ภายหลังทรงสำนึกผิด จึงทรงสร้างกรรมดีเป็นอันมาก ทรงเป็นศาสนูปถัมภก ในคราวปฐมสังคายนา ซึ่งนับว่ามีอุปการคุณต่อพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง สมควรจะได้เป็นพระอริยะแต่ก็ไม่ได้เป็น พอสิ้นพระชนม์ก็ต้องตกนรกทันที ผลของกรรมดีนั้น
ช่วยให้พ้นจากขุมนรกที่จะต้องตกเพราะปิตุฆาตได้เพียงชั้น ๑ เท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก www.ธรรมศึกษา.com / palungjit