วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565

วิบากกรรม

คนที่ทำกรรมหนักทำความชั่วมาก
แต่เวลาตายแล้วไปสู่สวรรค์ 
บางทีคนที่ทำกรรมดีมาก
แต่เวลาตายแล้วไปตกนรก
ทำไม….เป็นอย่างนี้ 
อันนี้ พระพุทธองค์ท่านบอกว่า
ในอดีตชาติก่อนก่อนนั้นไปเขาทำความชั่ว
แต่ว่าเขามาเกิดชาตินี้เขาทำกรรมดี 
แต่ว่ากรรรมชั่วตัวนั้น ไม่เสียหาย พอตายปุ๊ป
กรรมชั่วตัวที่ทำที่ชาติที่แล้ว 
มันวิ่งมาสวมเข้ามาเลย มาสวมวิญญาณ
ก็พร้อมกันในขณะที่ตาย กำลังใจจะขาด
ก็ระลึกถึงความชั่ว ด้วยกรรมตัวนั้นมันก็วิ่งปุ๊ปเข้ามา 
มาก็มาล๊อคเลย พอล๊อคเสร็จก็โยนลงนรกเลยว่างั้นเถอะ 
ทั้งที่ในชาตินี้เขาทำกรรมดีแต่ก็เถอะ
พอพ้นจากนรกขึ้นมาแล้วกรรมดีของเขาที่เขาทำไว้แล้ว
ก็พาเขาไปสู่สวรรค์ได้ พาไปสู่มนุษย์ได้ 
เพราะว่ากรรมดีของเขาให้ผล 
หลักของพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าท่านเน้นหนักอย่างนั้น 
แต่ท่านบอกว่าคนที่มีอายุสั้น มีกรรมเป็นมาอย่างไร 
อันนี้ท่านเทศน์ให้ลูกชายของโตเทยพราหมณ์ฟัง 
คนที่มีอายุสั้น ชาติก่อนเขาชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นอาจิณ 
คนที่ชอบเบียดเบียนสัตว์ รังแกสัตว์ไม่ถึงกับฆ่า 
ร่างกายเขาจะทุพพลภาพร่างกายจะเจ็บไข้ได้ป่วย 
บางคนเกิดมาแล้วยากจนเพราะอะไร
เพราะในชาติก่อนเขาไม่ยินดีในการให้ทาน 
แต่คนที่เกิดมาร่ำรวยเพราะเหตุไร
เพราะในอดีตชาติของเขา เขายินดีในการทำบุญทำทาน 
คนที่เกิดมาโง่เพราะอะไร 
เพราะไม่ได้สนใจเรื่องหาความรู้
มีแต่กินเหล้าเมายา
ไม่ได้สนทนาปรารถกับบัณฑิตนักปราชญ์ 
แต่หากผู้ใดชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
เข้าไปหาบัณฑิตนักปราชญ์ ถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ
ทั้งคดีโลกทั้งคดีธรรมเป็นการฝึกซ้อมในจิตใจอยู่เสมอ
ถ้าเขาเกิดมาในภพหน้าชาติหน้าก็จะเป็นผู้ฉลาด 
แต่บางคนเกิดมาในสกุลต่ำเพราะอะไร
เพราะชอบอิจฉาคนอื่น เห็นคนอื่นได้ดีทนอยู่ไม่ได้ว่างั้น
อิจฉาเขาเพราะอิจฉาเขา ทำให้ตัวเองตกต่ำว่างั้น 
แต่คนที่ขี้เหร่ขี้ร้ายคนที่สวยงามเพราะอะไร 
คนที่สวยงามเพราะจิตใจเบิกบาน 
พร้อมกันก็ยินดีทำบุญทำทานเกี่ยวกับ
เครื่องผ้าอาภรณ์เสื้อผ้านุ่งห่ม 
คนที่ขี้ร้ายขี้เหร่เพราะอะไร
เพราะเป็นคนชอบขี้โกรธ 
จิตใจไม่แจ่มใส จิตใจโมโหโทโสอยู่บ่อยๆ 
อันนี้คือหลักของพุทธศาสนา
ที่ท่านบอกความเป็นมาความเป็นไป
ของมนุษชาติที่เกิดมาแล้วได้ทำกรรมอะไร 
กรรมอันไหนให้ผลอย่างไร
ถ้าเราศึกษาแล้วไตร่ตรองดูตามเหตุและผลแล้วเป็นไปได้ 
เพราะฉะนั้นพวกเราควรจะสร้างกรรมดี สร้างคุณงามความดี
กรรมชั่วทั้งหลายอย่าทำ 
เกิดมาในภพใดชาติใดจะร่มเย็นผาสุกทั้งหมด 
ถ้าหากไม่มีศีลมีธรรมอยู่ในจิตในใจ
มีแต่ปาบอกุศลติดจิตติดใจมีแต่ความทุกข์เดือดร้อนวิญญาณ

โดย หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
พระธรรมเทศนา “กรรมและผลของกรรม”
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๔

การเดินธุดงค์ของหลวงปู่มั่น โปรดชาวเขา

(ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
(โดย หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ)

การเดินธุดงค์ของท่านพระอาจารย์มั่น เดินทุกข์จริงๆ นะ พักในป่าไปบิณฑบาตได้แต่ข้าวเปล่าๆ มาถึงที่พักแล้ว ก็ให้เณรหาฟื้นมาก่อไฟให้เป็นถ่าน แล้วก็เอาข้าวเหนียวปั้นไม้เสียบไปขาง (ย่างไฟ) เอาเทียนไข (แต่ก่อนเป็นเทียนขี้ผึ้งแท้) ของเณรนี่แหละทา

"ท่านฉันข้าวจีทาเทียนไขนะ
ข้าวจีทาเทียนไขท่านก็ฉัน
ท่านเดินธุดงค์เดินทุกข์จริงๆ
ที่ท่านเดินธุดงค์ไปโปรดชาวเขา"

หลวงปู่อ่อนท่านเล่าว่า ชาวเขาไม่เคยเห็นพระ ท่านไปอยู่กับเขา ชาวเขาก็เลื่อมใสในการปฏิบัติของท่าน หากท่านต้องการทางจงกรม เขาก็ทำให้ ต้องการร้านที่พัก เขาก็ทำให้ พอทำแล้วท่านก็เดินจงกรม กลางวันชาวเขามาพบเห็นเข้า ก็มายืนดู

“ตุ๊เจ้าเดินหาอะไร ?"
"เดินกลับไปกลับมา ก้มดูแต่ในดิน”

ท่านก็ตอบเขาว่า “เดินหาพุทโธ”

พุทโธเขาไม่รู้ เป็นยังไงเขาไม่รู้ ถามท่านว่า
“พุทโธเป็นยังไง ?”

ท่านก็มีศรัทธาช่วยตอบเขาว่า
“พุทโธ ใสเหมือนดวงแก้ว”

เขามีศรัทธาอยากช่วยท่านหา ท่านก็ว่า
“เออ ดีละ ถ้าสูช่วยหาด้วย”

ท่านก็แนะนำบอกทางให้เขาหา
“ให้สำรวม จะเดินไปไหนก็ดีให้สำรวม มิให้เหลียวซ้ายแลขวา มิให้ก้มนักเงยนัก ให้ทอดสายตาห่างจากตัวเราเพียงแค่ ๔ ศอก เดินไปทางไหนก็พุทโธๆๆ ไปตลอด”

ชาวเขาก็นำไปปฏิบัตินะ เขาไปไร่ไปสวนก็สำรวม พุทโธๆ ไป พุทโธไปหลายมื้อหลายวันเข้า จิตเขาก็รวมเป็นสมาธิ ใจเขามันใส ของที่อยู่ใกล้อยู่ไกลเขารู้เห็นได้ เมื่อเขารู้เห็นเขาไปดูก็เป็นจริงตามที่เขาเห็น ในเมื่อเขารู้เห็นอย่างนั้น เขาก็แปลกใจ

“ตุ๊เจ้าว่า พุทโธใสเหมือนดวงแก้ว มิใช่ใจของเรานี่เหรอเปรียบเหมือนดวงแก้ว”

มาถามท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็รับรอง
“เออ ใจนั่นแหละเปรียบเหมือนดวงแก้ว
แก้วดวงนี้เป็นแก้วสารพัดนึก นึกยังไงก็ได้”

การโปรดชาวเขา ท่านก็โปรดง่ายๆ นะ เพราะชาวเขาเป็นคนซื่อ ว่ายังไงเขาก็เชื่อ นำไปปฏิบัติได้

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565

#ขั้นตอนการปฏิบัติเข้าสู่ทางนิพพาน

1. -ให้ตั้งสัจจะบารมีว่า เราจะรักษาศีล 5 ให้เป็นปกติทุก ๆ วันนับต่อจากนี้ - ศีลบารมี ศีล จะเป็นตัวควบคุมกายและวาจาของเรา

2. -สร้างสมาธิบารมี โดยการปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน สมาธิ จะเป็นตัวควบคุมจิตและใจของเราจากกิเลสต่าง ๆ ถ้าสมาธิดี สติเกิดและมีกําลังมากขึ้น ปัญญาจะเกิดตามมา เมื่อกิเลสมากระทบ ก็จะเห็นสัจธรรมของไตรลักษณ์ ทุกสิ่งมีเกิด ตั้งอยู่และดับไป ไม่มีสิ่งใดอยู่คงทนถาวร แล้วสติจะทําให้จิตเราปล่อยวางจากกิเลสต่าง ๆ ที่มากระทบได้เอง จิตก็เข้าสู่ภาวะอุเบกขา เข้าสู่ความสงบต่อไป

ใช้สติ ให้เห็นอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของเรา กรรมฐานที่ใช้เจริญสติ: สติปัฏฐาน4 กาย32 มรณานุสติ

#ขั้นตอนการปฏิบัติเข้าสู่ทางนิพพาน

1.-แยกกาย จิต เวทนา ว่ามันเป็นคนละส่วนกัน
 
2.-ใช้จิตพิจารณากายในกายบ่อย ๆ จะสามารถปล่อยวางจิตจากกายหยาบที่ยึดมั่นอยู่ได้ 

3.-สติพิจารณาเห็นกายเป็นขันธ์ 5 มีการแตกดับ เห็นจิตไม่ใช่กาย และกายไม่ใช่จิต แยกกันชัดเจน จะเข้าสู่ขั้นโสดาบัน

4.-สติมีกําลังมากขึ้น และละเอียดขึ้น ถ้ายังคงรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์และคงสมาธิไว้ได้ดี จะสามารถเข้าสู่ระดับพระสกิทาคามีผล

- ละความโลภ ด้วยการปล่อยวางได้

- ละความโกรธด้วยจิตที่มีเมตตากรุณาได้

- ละจากกามได้ ด้วยการปฏิบัติอสุภกรรมฐาน พิจารณากายในกาย เป็นของไม่สวยงาม เพื่อละจากกามได้ (พิจารณากายในกาย)

5. -เริ่มรักษาศีล 8 เพื่อเพิ่มกําลังสติให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ความโลภ โกรธ ความไม่พอใจ จะถูกละจากจิตได้ง่ายขึ้น สติคงตัว เห็นกิเลสเกิดขึ้นและดับลงได้เร็วขึ้น

6. -สติ จะไปพิจารณากายในกายที่ละเอียดมากขึ้น ปฏิบัติกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน ธาตุกรรมฐาน เพื่อให้จิตเข้าสู่ความว่างบ่อย ๆ ขึ้น จิตจะเห็นกายในอดีตปัจจุบันและอนาคตว่ามันไม่เที่ยง ทั้งของตนเอง ผู้อื่นและทุกสิ่งในโลกนี้ เข้าสู่ พระอนาคามีผล จะดับความโลภ โกรธ กาม สิ้นออกจากใจได้

7. -จิตจะเดินทางเข้าสู่ความเงียบ ความสุขเกิดขึ้น แต่จิตจะไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใด ๆ จิตเริ่มปล่อยวางจากกายของตนเอง กายของผู้อื่นและวัตถุต่าง ๆ ในโลกนี้ 

** แต่จิตยังมีความหลงในจิตปัจจุบันว่าเป็นตัวจิตอยู่ เป็นอวิชชาในส่วนที่ละเอียด** คือ จิตเป็นกิเลสทั้งก้อนเลย จิตกับอวิชชาเป็นสิ่งเดียวกัน แยกกันไม่ได้เลย เป็นจิตสะอาดแต่ไม่บริสุทธิ์

8. -ต้องแยกกายและจิตออกจากเวทนา สังขาร วิญญาณ สัญญา (ขันธ์ 5) ด้วยสติที่ละเอียดมาก ๆ ขึ้นเท่านั้น สติที่ละเอียดถึงจะทําลายอวิชชาที่ละเอียดออกได้

9. -จิตเข้าสู่ภาวะธรรมธาตุ สะอาดและบริสุทธิ์ แยกจิตจากขันธ์ 5 ได้ว่าจิตนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสังขาร ไม่มีสัญญา ไม่มีวิญญาณ สติอัตโนมัติ จะทําลายกิเลสทั้งหมดเองโดยสิ้นเชิง เข้าใจอริยสัจ4 แท้จริง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค จึงจะเข้าสู่ภาวะนิพพานในที่สุด

————

ธรรมะคําสอน
#พระอาจารย์อัครเดช(#ตั๋น) 
#ถิรจิตโต 

วัดบุญญาวาส อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี 26 มีนาคม 2555

น้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า 🙏🙏🙏

เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก

💦วันนี้ในอดีต 7 เมษายน พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897)
"เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก”
⭐รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เพื่อทอดพระเนตรการปกครองของอารยประเทศ รวมเวลา 7 เดือน 
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 การเสด็จประพาสแบบส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เพื่อเป็นการแสดงให้บรรดาประเทศมหาอำนาจในยุโรปเห็นว่าสยามมิได้ล้าหลังและป่าเถื่อน โดยทรงบรรยายความในพระทัยลงในพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่มีถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (ที่พระองค์ตรัสเรียกอย่างลำลองว่า ‘แม่เล็ก’) ครั้งเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสว่า 
ถึงแม่เล็ก, 
ด้วยตั้งแต่ฉันออกมาครั้งนี้ ยังไม่เคยได้ความคับแค้นเดือดร้อนเหมือนอย่างครั้งนี้เลย การที่แม่เล็กรู้สึกหนักในเรื่องที่ฉันจะมาเมืองฝรั่งเศสประการใด ขอให้เข้าใจว่าฉันหนักกว่าสิบเท่าอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้ที่มาเอง 
เนื่องจากสยามต้องเจ็บช้ำน้ำใจจากกรณีพิพาทครั้งสำคัญกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์วิกฤติการณ์ปากน้ำหรือวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 
พระองค์พร้อมคณะได้เสด็จพระราชดำเนินประทับเรือพระที่นั่งมหาจักรีออกจากท่าราชวรดิษฐ์เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2440 และในการนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวีเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ โดยสมเด็จพระนางเจ้าได้ถูกเรียกขานพระนามในยุคนั้นว่า สมเด็จรีเจนท์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งสำคัญในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้คือการได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 พร้อมกับฉายพระรูปเพื่อส่งไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในยุโรป เพื่อเป็นการตอบแทนที่พระเจ้าซาร์เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสยามเมื่อ พ.ศ. 2433 โดยมีบรรดาพระราชโอรสที่เจริญพระชนมายุแล้วรวมถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารร่วมเดินทางไปด้วย 
พระองค์พร้อมคณะได้เสด็จนิวัติพระนครพร้อมกับพระราชทานพระราชดำรัสแก่ปวงชนชาวสยามเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2440 รวมเวลาที่เสด็จประพาสทั้งสิ้น 253 วันหลังจากนั้นพระองค์ได้สถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวีขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกของสยาม
*พระบรมฉายาลักษณ์จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซียกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี 2440
#วันนี้ในอดีต #รักษ์ราชย์
#เรียนรู้ประวัติศาสตร์ทุกวันกับครูน้ำเพ็ชร
ที่มา : เพจรักษ์ราชย์

พระพุทธองค์ทรงปลอบพระนางยโสธราด้วยพระพุทธดำรัสอันอ่อนโยนว่า ...



"ยโสธราเอย ! พวกเราทั้งหลาย เหมือนเนื้อที่ติดบ่วง หรือนกที่หมกตัวอยู่ในกรง
ตถาคตได้ทำลายบ่วง และกรงออกไปก่อน หาใช่เพียงเพื่อเอาตัวรอดเพียงคนเดียวไม่
เมื่อตถาคตหลุดพ้นแล้ว 
จึงได้นำกำลังมาช่วยพวกเราทั้งหลาย
กำลังของเราคือ “ทศพลญาณ” อันมีอำนาจบันดาลให้ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของเรา หลุดพ้นจากบ่วงและกรง เช่นเดียวกับเรา 
.บุคคลจะมีความสุขเต็มที่.ก็เพราะเป็นอิสระ ปราศจากเครื่องผูกพัน เที่ยวไปได้ตามปรารถนาเหมือนเนื้อในป่าที่ไม่ติดบ่วง ด้วยประการฉะนี้ ความทุกข์ทั้งปวง
ก็จะหลุดร่วงไปเอง
ยโสธราเอย .. ๖ ปี ที่เราจากไป ไปเพื่อประโยชน์ของเธอ ของพระประยูรญาติ
และของชาวโลกทั้งมวล
บัดนี้เราได้ค้นพบ สิ่งที่เราปรารถนาแล้ว 
และได้นำมาฝาก 
สิ่งนี้คือ อมตะธรรม อันบุคคลผู้ดื่มแล้ว 
ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บตาย อีกต่อไป
ยโสธรา ... เราได้รู้แจ้งแล้วว่า ความสุขอันเป็นโลกีย์ทั้งมวลมีที่สุดเป็นทุกข์ 
นันทิราคะ คือความกำหนัด อาศัยความเพลิดเพลินทั้งมวลมีที่สุดเป็นความเศร้า 
ความพอใจในภพทั้งปวง เป็นการร่านไป
ในหลุมถ่านเพลิงอันลุกโพลง 
ความสงบเยือกเย็น อันปราศจากกิเลสนั้นแลคือ รางวัลอันประเสริฐที่มนุษย์ควรขึ้นให้ถึง 
ยโสธราเอย ! ไม่มีความสุขใด เสมอด้วยความสงบ ไม่มีความสงบใด เสมอด้วยพระนิพพาน การดับกิเลสทั้งปวง"
..........................

ตอน #เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565

#เป็นแค่ธาตุที่มารวมกันแค่นั้น

"คนคนหนึ่ง เมื่อแยกออกแล้ว มีสี่อย่างนี้เท่านั้น คือ มี ดิน น้ำ ไฟ ลม สัตว์ไม่มี มนุษย์ไม่มี ไทยไม่มี ฝรั่งไม่มี เขมรไม่มี ญวนไม่มี ไม่มีใคร มีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม เท่านั้นที่เป็นอยู่ แล้วสมมติว่าเป็นบุคคลเป็นสัตว์ขึ้นมา

ความเป็นจริงไม่มีอะไร ดินก็ดี น้ำก็ดี ลมก็ดี ไฟก็ดี ที่ประกอบกันเรียกว่ามนุษย์นี้เป็นไปด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เป็นของไม่แน่นอน เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของหมุนเวียน เปลี่ยนไป แปรไป อยู่อย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอยู่กับที่ แม้แต่ร่างกายของเราก็ไม่แน่ไม่นอน เคลื่อนไหวไปมาอยู่เสมอเปลี่ยนไป ผมก็เปลี่ยนไป ขนก็เปลี่ยนไป หนังก็เปลี่ยนไป สารพัดอย่าง มันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปหมด

จิตใจของเรานี้ก็เหมือนกัน มันก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ที่คิดไปสารพัดอย่าง มันไม่แน่นอน บางทีคิดฆ่าตัวตายเลยก็ได้ บางทีคิดสุขก็ได้ บางทีคิดทุกข์ก็ได้ ถ้าเราไม่มีปัญญา เราก็ไปเชื่อจิตอันนี้ มันก็โกหกเราเรื่อยไป เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง สลับซับซ้อนกันไป

จิตนี้มันก็เป็นของไม่แน่นอน กายนี้ก็เป็นของไม่แน่นอน รวมแล้วเป็นอนิจจัง รวมแล้วเป็นทุกขัง รวมแล้วเป็นอนัตตา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้พระบรมครูของเราท่านเรียกว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เรียกว่า ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเอง"

..... หลวงปู่ชา สุภทฺโท

ท่านมหาวีระ ท่านมีบารมีสูง

ท่านมหาวีระ ท่านมีบารมีสูง มีข้างบนเป็นกำลังหนุน เป็นอาจารย์ใหญ่สอนคนได้จำนวนมาก ข้าขอโมทนา พวกแก เกิดมาพบพระอรหันต์ที่มีบารมีสูง อย่าให้เสียที ที่ได้พบ หลวงปู่ดู่
เรื่องหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ให้ลูกศิษย์ไปกราบ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

หลวงปู่ดู่ : เอ้า คณะนี้มาจากไหน ( แล้วหลวงปู่ท่านก็เงียบ ).. อ๋อเด็กฝาก..
คณะมโนมยิทธิ : หลวงพ่อ ( ฤาษีลิงดำ ) ท่านให้มากราบ เจ้าค่ะ หลวงปู่รู้จักไหมเจ้าคะ.?
หลวงปู่ดู่ : รู้จัก..
คณะมโนมยิทธิ : หลวงปู่เจ้าคะ.. ดิฉันฝึกมโนฯ ขึ้นไปกราบพระข้างบนดีไหมเจ้าคะ.?

หลวงปู่ดู่ : การไปกราบพระ พบพระนั้นเป็นของดี ให้หมั่นรักษาองค์พระ ( ภาพพระ ) เข้าไว้ พระท่านจะสอน ท่านจะบอกวิธีการปฏิบัติ เราก็นำมาประพฤติปฏิบัติตาม ด้วยความตั้งใจเคร่งครัด..

~ แต่ถ้าพบพระแล้ว ท่านสอนแล้วไม่นำมาประพฤติปฏิบัติ หรือปฏิบัติจนพบพระแล้วไม่สามารถทำให้อารมณ์ชั่วทั้ง ๓ คือ.. โลภ โกรธ หลง มันเบาบางลง.

~ อย่างนี้ยังใช้ไม่ได้ ถือว่าปฏิบัติผิดทาง คนที่มัวแต่เอาสิ่งที่ตนเองได้ ( ญาณ ) ไปดูนั้นดูนี่ ทำนายทายทัก ไม่นานอุปทานก็เข้าแทนที่..
~ ทีนี้ แทนที่มันจะไปสุคติภูมิ มันก็ไปอบายภูมิแทน เหตุจากการแอบอ้างคำสอนของพระ เพราะอารมณ์อุปาทานนั้นเอง.
.
~ จงระวังไว้ ท่านมหาวีระ ท่านมีบารมีสูง มีข้างบนเป็นกำลังหนุน เป็นอาจารย์ใหญ่สอนคนได้จำนวนมาก ข้าขอโมทนา..
~ พวกแก เกิดมาพบพระอรหันต์ที่มีบารมีสูง อย่าให้เสียที ที่ได้พบ เอาสิ่งที่ตนปฏิบัติบัติได้ ( ญาณ ) มาอบรมตนเอง..

~ อย่าเที่ยวไปทำนายทายทักชาวบ้าน ข้ออันนั้นเห็นจะไม่ใช่จุดประสงค์ แม้ลูกศิษย์อยู่ใกล้ข้าแท้ ๆ ยังเฝือได้ แล้วถ้าพวกแกยังประมาท ระวังนรกจะกินหัวเอา..
คณะมโนมยิทธิ : เราจะรู้ได้ยังไงเจ้าคะ ว่าเวลาเราขึ้นไปกราบนั้น เราเห็นจริง ๆ

หลวงปู่ดู่ : แกลองใช้อารมณ์นั้น ( ญาณ ) ตรวจสิ่งที่มองไม่เห็นแต่สิ่งนั้นยังมีอยู่สิ เช่น.. แกลองตรวจดูว่า ในกระเป๋าของเพื่อนที่มาด้วยกันมีเงินอยู่เท่าไหร่..
~ ถ้าแกตอบถูก อารมณ์ที่แกขึ้นไปกราบพระ แกก็เห็นจริง แต่ถ้าแกตอบไม่ถูก พระที่แกเห็นก็ไม่จริง..

คณะมโนมยิทธิ : เราถามเทวดาเลยได้ไหมเจ้าคะ.?
หลวงปู่ดู่ : เอ้า.. เงินในกระเป๋านี้มันเป็นของหยาบแกยังมองไม่เห็นเลย นับประสาอะไรกับเทวดาแกจะไปมองเห็นล่ะ กายเทวดาละเอียดกว่ากันเยอะ
คณะมโนมยิทธิ : ต้องตรวจอารมณ์เช่นนี้ก่อนใช่ไหมเจ้าคะ.?

หลวงปู่ดู่ : ใช่.. ข้าก็ให้ลูกศิษย์ตรวจอารมณ์อย่างนี้ก่อน แล้วค่อยขึ้นไปกราบพระ ถ้าตรวจแล้วไม่ตรงก็ต้องหัดวางอารมณ์ใหม่ ไม่นานก็ตรง..
~ คราวต่อไปไม่ต้องกำหนด เขาจะรู้เลยว่าอะไรซ่อนอยู่ตรงไหน..
.. หลวงปู่เงียบสักพัก

~ แล้วท่านก็พูดขึ้นว่า : พระมหาวีระ ยังสอนให้แกหัดทำ เวลาตอนเช้ามืด ให้ลองตรวจว่า.. เช้าวันนี้จะมีใครมาหาไหม เขาจะมาทำอะไร ใส่เสื้อสีอะไร ใช่ไหมล่ะ..
คณะมโนมยิทธิ : หลวงปู่รู้ได้ยังไงเจ้าคะ.?

หลวงปู่ดู่ : ก็พระมหาวีระ บอกข้า อยู่ข้าง ๆ นี่แหละ บอกว่า.. พวกแกมันลิงทะโมน ต้องจับไปมัดเฆี่ยนแล้วสอน ( เสียงหลวงปู่หัวเราะ )
~ แล้วพูดว่า : ต่อไป ให้รีบตั้งใจปฏิบัติอย่าสนใจคนอื่น สนใจจิตตัวเองให้มาก ๆ รักษาจิตตนเองให้ดี รักษาองค์พระ ( ภาพพระ ) ไว้อย่าให้หาย ชำระใจให้ปราศจากความโลภ โกรธ หลง มันก็ถึงเองแหละนิพพาน..

~ ไม่ใช่ ปากก็บอกจะไปนิพพาน แต่ไม่ชำระโลภ โกรธ หลง ให้ขาดไป อธิษฐานยังไงมันก็ไม่ถึงนะแก..
~ นิพพาน เข้าไม่ได้ด้วยการอธิษฐาน แต่ต้องอาศัยการปฏิบัติ ซึ่งจุดสำคัญ คือการละอารมณ์ โลภ โกรธ หลง ละได้เมื่อไหร่ถึงทันที ละไม่ได้มันจะถึงแค่หัวตะพาน..!
คณะมโนมยิทธิ : สาธุเจ้าค่ะหลวงปู่
หลวงปู่ดู่ : ( ให้พร )
( ที่มา.. เพจ พลังจิต )
#รวมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์3 #หลวงพ่อฤาษี2