วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563

ทำไมคำภาวนา"พุทโธ"หายไป?

ที่ให้ภาวนาพุทโธนั้น เพราะพุทโธ เป็นกิริยาของใจ 
ซึ่งเมื่อจิตภาวนาพุทโธแล้ว มันสงบวูบลงไป นิ่ง สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน 
พอหลังจากนั้นคำว่า พุทโธ มันก็หายไป แล้วทำไมมันจึงหายไป 
เพราะจิตมันถึงพุทโธแล้ว จิตกลายเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน 
เป็นคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะเกิดขึ้นในจิตของท่านผู้ภาวนา
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

ผลกรรมฐานความก้าวหน้า 3 ระดับ

การปฏิบัติธรรมกรรมฐานตามที่หลวงปู่ดู่สอนนั้น 
ท่านให้ข้อสังเกตแก่ศิษย์ถึงความก้าวหน้า 3 ขั้น คือ ถึง เป็น ได้

ถึง  หมายถึง  จิตเข้าถึงไตรสรณาคมณ์ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
                 เป็นที่ระลึกนึกถึง และเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง

เป็น หมายถึง  จิตเข้าใจในธรรมและนำมาปฏิบัติจนมีอิทธิฤทธิ์ บุญฤทธิ์
                 มีญาณทัศนะที่หลวงปู่เรียกว่า ตัวรู้ ตัวเห็น ที่ถูกต้อง
                 เป็นธรรม ไม่ผิดเพี้ยน วิปลาสคลาดเคลื่อน

ได้ หมายถึง  จิตได้รับผลของการปฏิบัติ คือมรรคผลตั้งแต่ภูมิธรรม
                พระโสดาบันขึ้นไป

คำว่า "ถึง เป็น ได้" ที่หลวงปู่ท่านสอนไว้นี้ 
ยังมีอย่างหยาบ กลาง ละเอียด 
หรือที่ท่านเรียกว่าขั้น ตรี โท เอก แบ่งย่อยออกไป เช่น

"เป็น" อย่างหยาบคือมีตัวรู้แต่ไม่เห็น อย่างกลางคือทั้งรู้และเห็น
อย่างละเอียดคือทั้งรู้และเห็นเป็นปกติ จิตเป็นสัมมาทิฏฐิถึง
โคตรภูญาณ กำลังจะก้าวเข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคล

"ได้" อย่างหยาบคือได้ภูมิธรรมขั้นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี
อย่างกลางคือพระอนาคามี อย่างละเอียดคือพระอรหันต์ สามารถ
ปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างแท้จริง

จากหนังสือ ตามรอยครู หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
เรื่อง ถึง เป็น ได้ หน้า 134
ผู้เขียน เมธา พรพิพัฒน์ไพศาล

ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ ช่วยกันแชร์คนละ 1 แชร์ เป็นการแจกจ่ายธรรมทาน ให้กับเพื่อนมนุษ ได้อานิสงส์เช่นเดียวกับพิมพ์หนังสือธรรมะ หากมีใครสักคนนำไปทำตามเราก็ได้บุญด้วย

ที่มา
#หลวงปู่ดู่ #พรหมปัญโญ #หลวงตาม้า #ศิษหลวงตาม้า #โพธิสัตว์ #พุทธภูมิ #พระพุทษศาสนา #โพธิญาณ #ภพภูมิ #หลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ #สร้างบารมี #ธรรมะ #อมตะธรรม #หลวงปู่ทวด #จักรพรรดิ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563

หลวงปู่เทพโลกอุดร ภาค ๘ การฝึกวิชชาในดง

หลวงปู่เทพโลกอุดร ภาค ๘ 
      การฝึกวิชชาในดง
  อาจารย์ชาญณรงค์  อาจารย์ ของ อ.พันเอกชม  ได้บอกการฝึกวิชชาในดง ของหลวงตาดำว่า  

๑. เมื่อเริ่มต้นไปฝึกสมาธิในดง ท่านสั่งให้นั่งสมาธิ  พอเมื่อยมากๆ  พระอาจารย์ใหญ่(คือหลวงตาดำ) จะ ไปเหยียบมือไว้ พูดว่า “เอ้านั่งให้มันตายไป”

     ๒. สมาธิดีพอควรแล้วให้ไปนั่งสมาธิในทางเสือผ่าน และสั่งว่าถ้าไม่อยากตายให้นั่งสมาธิ

๓. กำหนดให้เดินธุดงค์คู่แล้วเดินเดี่ยวไปในป่าลึก ในป่าประเทศต่างๆ หลายแห่ง บางครั้งต้องอดอาหารหลายวัน

๔. สอนให้ใช้พลังจิตจากง่ายไปหายากตามลำดับขั้นของสมาธิ การทำใบไม้ให้เป็นสัตว์ เดินลอดภูเขา เป็นต้น

๕. นั่งเข้าฌานให้ได้ในสภาพอากาศต่างๆ กัน เช่น เข้าฌานในทะเลทรายที่ร้อนจัดตามที่ท่านกำหนดให้ ฝึกอยู่ในทะเล ๒๐ วัน

๖. เดินในเมืองตามเส้นทางที่ท่านกำหนด โดยไม่ให้พักเลย นอนได้วันละ ๓ ชั่วโมง ไม่ให้เข้าอยู่ใต้ชายคา

๗. ไม่ให้พูด ๑๕ วัน และกำหนดเส้นทางให้เดิน

๘. ให้เป็นคนขอทานครบ ๒๗ วัน ไม่ให้เงิน วันหนึ่งให้ขอ ๒ คน ขออาหารกิน ๕ แห่ง ขอเงินจากคนหนึ่งเพียงบาทเดียว ต่อไปต้องหาใช้คืนเขา ๒,๕๐๐ บาท

๙. ช่วยแก้ทุกข์ของคนตามกำหนด เช่น ช่วยรักษาคนป่วยโรคมะเร็ง คนติดเฮโรอีน คนขอย้ายที่ทำงาน เป็นต้น

๑๐. เรียนจบปีที่ ๖ แล้วให้โดดลงเหวลึกสลบไป ๔ วัน ให้รู้เห็นว่ามีกายทิพย์ออกจากร่างไปเที่ยวไกลๆ เหมือนคนตายแล้วฟื้น หรือที่ตายจริง เป็นการเรียนรู้การตายว่าตายอย่างไร

๑๑. นั่งบนน้ำแข็ง ๒๐ วัน ที่เมืองซีแอตเติล ในอเมริกา เมื่อ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๒๖

๑๒. ขั้นสุดท้ายฝึกล่องหนหายตัว ขั้นนี้รวมฝึกพร้อมๆ กันทั้ง ๘ ท่าน  เมื่อมาถึงขั้นนี้หากเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคอะไรก็ดีท่านห้ามรักษา ไม่ว่าจะด้วยยาสมุนไพรหรือพลังจิต ให้เรียนรู้การเจ็บป่วย 

        ** บั้นปลาย ท่านอาจารย์ชาญณรงค์  ป่วยอาการหนักเขา ลูกศิษย์นำท่านไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  ท่านสั่งโยมอุปัฏฐากไว้ว่า   ห้ามหมอฉีดยากันเน่าเหม็นให้ศพท่าน  เมื่อท่านตาย เก็บศพไว้. พอครบ ๕๐ วันก็เปิดศพอีกทีหนึ่ง  มีแต่ว่างเปล่า ไม่มีร่างกาย มีแต่ศีรษะ เท้า ๒ ข้าง และมือ ๒ ข้าง ที่โผล่ออกจากผ้า  

      ใบหน้านั้นเหี่ยวแห้ง  เป็นหน้ายาวรูปหน้าเหมือนหลวงปู่โต๊ะ   ฟันล่างเกและ ห่าง ซึ่งไม่น่าใช่อาจารย์ชาญณรงค์  จึงสันนิษฐานว่าท่านใช้วิชาสับเปลี่ยนร่าง หรือเนรมิตร่างตายแทน แล้วล่องหนหายตัวไปอยู่ในดงลี้ลับแล้ว

           เหมือน หลวงปู่โพรงโพธิ์  หรือ พระอิเกสาโร   เมื่อชาวบ้านฌาปนกิจศพของท่าน อยู่ไม่นานก็มีคนไปพบท่านยังมีชีวิตอยู่ในโพรงโพธิ์เหมือนเดิม  

           ***..ผู้ที่ฝึกสำเร็จเมื่อไปอยู่ในดงลี้ลับแล้ว เมื่อจากไปมีอายุเท่าไรก็จะมีอายุเท่านั้น เป็นอมตะหรือยืนยาวถึงหมื่นปี เหมือน ชาวบังบดหรือเมืองลับแล คนที่ไปอยู่ที่นั่นจะต้องอายุยืนยาว  

            ขออนุญาต  วันหนึ่ง (ปี 2559)ข้าพเจ้านิมิตว่า” ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน สักพักมีพระสงฆ์หนุ่ม หน้าตาสะอาด มานั่งข้างหน้า ท่านนั่งยิ้ม จิตรู้ทันทีว่า คือ อยู่ในกลุ่มหลวงปู่เทพโลกอุดร จึงกราบท่าน  ท่านได้เอานิ้วมาเขียนยันต์ บนศีรษะ  รู้สึกชา  ขณะที่ข้าพเจ้าพนมมืออยู่   ข้าพเจ้าจึงพูดว่า” หลวงปู่ เปิดตาที่ ๓ ให้ผมที” ท่านเลยเอานิ้วมาจิ้มตรงระหว่างคิ้ว” จิตถอนด้วยความปิติ
++++++++.

ที่มา  มโนธาตุ  โพธิญาณ

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

☘️วัฏสงสาร 31 ภูมิ☘️
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นพระผู้หลุดพ้นออกไปจากภูมิ 31 อย่างสิ้นเชิงแล้ว สถิตเสถียรอยู่ในโลกุตตรภูมิ นอกโลกเหนือโลกอันเป็นวัฏสงสารที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ต่อไป

🌸ภูมิ 31 ที่หลายรูปหลายนามยังจะต้องท่องเที่ยวอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ มีดังต่อไปนี้🌸

☘️1.นิรยะ คือนรก ยังแยกออกเป็นขุม ๆ อีกมากมายหลายขุม
☘️2.ดิรัจฉานโยนิ กำเนิดดิรัจฉาน คือสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย
☘️3.ปิตติวิสัย คือแดนเปรต ก็มีอีกมากมายหลายจำพวก
☘️4.อสุรกาย พวกอสูร คือไม่ใช่เทพเทวดาหรือพรหม
☘️5.มนุษย์ คือชาวมนุษย์เช่นเราเช่นท่าน และยังมีมนุษย์ที่ไม่เป็นเช่นเราท่านอีก 3 ทวีป 
มนุษย์เช่นเราเช่นท่านเรียกว่ามนุษย์ชมพูทวีป คือ 
มนุษย์อุตตรกุรุทวีป มนุษย์ผู้มีศีล 5 (ปัญจศีล) เป็นวิสัย เช่น มนุษย์ลับแลบังบด
มนุษย์อมรโคยานทวีป พวกอยู่ในอากาศเหมือนเทพชั้นจาตุมหาราชิกา
มนุษย์ปุพพเทหทวีป เทพในสวรรค์ประเภทผิดอาญาสวรรค์มาอยู่ อาจเป็นพวกเทพที่ยังยึดติดอยู่กับทรัพย์สมบัติในโลกมนุษย์เช่น ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ หรือพวกเทพที่ยังห่วงลูกหลาน ตัดไม่ขาดเช่นผีเหย้าผีเรือน เป็นต้น
☘️6.สวรรค์ชั้นที่ 1 คือ จาตุมหาราชิกา มี 4 เทพท้าวมหาราชปกครองในสี่ทิศ
☘️7.สวรรค์ชั้นที่ 2 คือ ดาวดึงส์ แดนแห่งเทพ 33 องค์เป็นใหญ่ มีท้าวสักกะเป็นเทวราช
☘️8.สวรรค์ชั้นที่ 3 คือ ยามา เป็นเทพที่มีจิตรักษาศีลบริสุทธิ์เช่นพวกรักษาอุโบสถศีล
☘️9.สวรรค์ชั้นที่ 4 คือ ดุสิต แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติคือบารมีของตน อันเป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
☘️10.สวรรค์ชั้นที่ 5 คือ นิมมานรดี แดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต เป็นที่อยู่ของพวกที่ให้ทานไว้มาก ประสงค์สิ่งใดก็เนรมิตเอาได้
☘️11.สวรรค์ชั้นที่ 6 คือ ปรนิมมิตวสวัสตี แดนแห่งเทพที่มีเทพอื่นเนรมิตให้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นไว้มาก เมื่อประสงค์สิ่งใดก็จะมีผู้คอยเนรมิตให้เสมอ
☘️12.รูปพรหมชั้นที่ 1 คือ พรหมปาริสัชชา เป็นพวกบริษัทบริวารมหาพรหม
☘️13.รูปพรหมชั้นที่ 2 คือ พรหมปุโรหิตา พวกปุโรหิตมหาพรหม(ที่ปรึกษาของมหาพรหม)
☘️14.รูปพรหมชั้นที่ 3 คือ มหาพรหม พวกท้าวมหาพรหม
☘️15.รูปพรหมชั้นที่ 4 คือ ปริตตาภา พวกพรหมมีรัศมีน้อย
☘️16.รูปพรหมชั้นที่ 5 คือ อัปปมาณาภา พวกพรหมมีรัศมีประมาณไม่ได้
☘️17.รูปพรหมชั้นที่ 6 คือ อาภัสสรา คือ พวกพรหมมีรัศมีสุกเปล่งปลั่งซ่านไป
☘️18.รูปพรหมชั้นที่ 7 คือ ปริตตสุภา คือ พวกพรหมมีลำรัศมีงามน้อย
☘️19.รูปพรหมชั้นที่ 8 คือ อัปปมาณสุภา คือ พวกพรหมมีลำรัศมีงามประมาณมิได้
☘️20.รูปพรหมชั้นที่ 9 คือ สุภกิณหา คือ พวกพรหมมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า
☘️21.รูปพรหมชั้นที่ 10 คือ เวหัปผลา คือ พวกพรหมมีผลบริบูรณ์
☘️22.รูปพรหมชั้นที่ 11 คือ อสัญญีสัตว์ คือ พวกพรหมเป็นสัตว์ซึ่งไม่มีสัญญา(มีรูปแต่ไม่มีชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า อายตนะ)
☘️23.รูปพรหมชั้นที่ 12 คือ อวิหา คือ พวกพรหมผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปเร็ว ผู้คงอยู่นาน
☘️24.รูปพรหมชั้นที่ 13 คือ อตัปปา คือ พวกพรหมผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร ๆ หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร
☘️25.รูปพรหมชั้นที่ 14 คือ สุทัสสา คือ พวกพรหมเหล่าผู้งดงามน่าทัศนา
☘️26.รูปพรหมชั้นที่ 15 คือ สุทัสสี คือ พวกพรหมผู้ที่เห็นได้ชัด
☘️27.รูปพรหมชั้นที่ 16 คือ อกนิฏฐา คือ พวกพรหมผู้สูงสุด
☘️28.อรูปพรหมชั้นที่ 1 คือ อากาสานัญจายตนภูมิ คือ พวกพรหมที่ไม่มีรูป เพราะเข้าถึงอากาศไม่มีที่สิ้นสุด
☘️29.อรูปพรหมชั้นที่ 2 คือ วิญญาณัญจายตนภูมิ คือ พวกพรหมที่ไม่มีรูป เพราะเข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด
☘️30.อรูปพรหมชั้นที่ 3 คือ อากิญจัญญายตนภูมิ คือ พวกพรหมที่ไม่มีรูป เพราะเข้าถึงภาวะที่ไม่มีอะไรเลย
☘️31.อรูปพรหมชั้นที่ 4 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ คือ พวกพรหมที่ไม่มีรูป เพราะเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่(ไม่มีรูป แม้ชีวิตก็เกือบไม่มี ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า อายตนะ

ปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี ย่อมไม่เกิดในสุทธาวาสนภูมิ ซึ่งเป็นที่เกิดของพระอนาคามี คือรูปพรหมตั้งแต่ชั้นที่ 12 ถึงชั้นที่ 16 หรือข้อที่ 23 ถึงข้อที่ 27 พระอริยะไม่เกิดในอสัญญีภพ หรือรูปพรหมชั้นที่ 11 หรือข้อที่ 22 และในอบายภูมิ คือตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 4 ในภูมินอกจากนี้มีทั้งพระอริยะและมิใช่พระอริยะไปเกิด 

ใน 31 ข้อนั้น คือ 31 ภูมิ อันเป็นโลกและโลกธาตุที่เป็นวัฏสงสาร เป็นข่ายที่ดักจับสัตว์โลกทั้งหลายไว้มิให้หลุดรอดไปได้ง่าย ๆ ด้วยอาศัยอวิชชาของสัตว์โลกเป็นพื้นฐานเพื่อชักจูงให้หลงผิดติดอยู่ ให้ตัณหาเป็นอาหารหลอกล่อให้เสพ ให้กินไม่เว้นว่าง ใส่อุปาทานให้ยึดมั่นถือมั่น ขยับไม่ออก หลุดไม่ได้ไปไม่พ้นอยู่รอบแล้วรอบเล่า

~จากเว็บพลังจิต~

วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า


พระพุทธเจ้าที่เรานับถืออยู่นี้ชื่อว่า พระโคดม หรือ พระสมณโคดม 
(เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4) ในภัทรกัปนี้ ซึ่งมีด้วยกัน 5 พระองค์ คือ

1. พระกกุสันโธ
2. พระโกนาคมโน
3. พระกัสสปะ
4. พระโคดม(องค์ปัจจุบัน)
5. พระศรีอาริยเมตไตรย 

เมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา
พระชนมายุ 29 พรรษา เสด็จออกผนวช
พระขนมายุ 35 พรรษา ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
พระชนมมายุ 80 พรรษา เสด็จดับขันธปรินิพพาน(ทรงบำเพ็ญพุทธกิจนาน 45 พรรษา แล้วจึงทรงปลงพระชมมายุสังขาร)
ก่อนที่สิทธัตถะกุมารจะเสด็จมาอุบัติขึ้นในโลกมนุษย์นั้น ได้เกิดเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต(สวรรค์มี 6 ชั้น ดุสิตเป็นชั้นที่ 4)พระองค์มีนามว่า.. เสตเกตุเทพบุตร..สวรรค์ชั้นนี้เป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์ก่อนจุติมาสู่โลกมนุษย์แล้วตรัสรู้ ก่อนมาเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร..ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายที่ทรงบำเพ็ญบารมีครบ 10 ทัศ..
หลังจากบำเพ็ญบารมีเปี่ยมเต็มแล้ว พระเวสสันดรได้จุติไปเกิดอยู่บนสวรรค์เพื่อรอเวลาที่จะมาเกิดบนโลกมนุษย์ ครั้นถึงเวลาเหล่าเทวดาก็ได้มาชุมนุมกันเพื่อจะกราบทูลเชิญให้ เสตเกตุบุตรเสด็จลงมาเกิดในโลกมนุษย์...เพื่อที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า..เมื่อถูกกราบทูลแล้ว เสตเกตุเทพพระบุตร ก็ทรงพิจารณา ปัญจมหาวิโลกนะ คือ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบใหญ่ เพื่อพิจารณาดูความเหมาะสมในการเสด็จลงมาเกิดในโลกมนุษย์เป็นชาติสุดท้ายเพื่อที่จะตรัสรู้ มี 5 ประการได้แก่

1. กาล คือ อายุของมนุษย์(ในยุคนั้น) อายุเฉลี่ยที่เหมาะสมคือ 100 ปี เพราะถ้าอายุยืนเกินไปก็ยากที่จะพิจารณาสัจจะของชีวิต คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
2. ทวีป คือโลก โลกที่เราอยู่นี้เรียกว่า ชมพูทวีป
3. ประเทศ ทรงเลือกกรุงกบิลพัสดุ์(สถานที่ประสูต คือ สวนลุมพินีวัน ปัจจุบัน อยู่ในเนปาล)
4. ตระกูล คือเลือกตระกูลที่เหมาะสม มี 2 ตระกูลคือ พราหมณ์ และ กษัตริย์ (เลือกกษัตริย์ คือ ตระกูล ศากยวงศ์)
5. มารดา เลือกบุคคลที่บำเพ็ญบารมีมาเพื่อเป็นพุทธมารดามาอย่างน้อยแสนกัป และมีศีล 5 บริสุทธิ์มาตั้งแต่เกิด ทรงเลือก พระนางสิริมหามายา 
หลังจากพิจารณาครบทั้งหมด จึงได้เสด็จลงมาสู่พระครรภ์พระมารดา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ทำให้ในเวลานั้นเกิดแสงสว่างอันโอฬารปรากฏขึ้นในโลกพร้อมกับปฐพีสะเทือนหวั่นไหวเป็นนิมิตว่า มหาบุรุษเสด็จลงมายังโลกมนุษย์แล้ว..

เหตุที่เกิดแผ่นดินไหว นั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มี 8 ประการคือ

1.ความแปรปรวนของธรรมชาติ
2.เกิดจากฤทธานุภาพของผู้มีฤทธิ์
3.เมื่อพระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์สู่ครรภ์พระมารดา
4.เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จออกจากครรภ์พระมารดา
5.เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสรู้
6.เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศธรรม
7.เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปรงอายุสังขาร
8.เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ครั้นพระกุมารโพธิสัตย์ออกจากครรภ์พระมารดาแล้ว ทรงประทับยืนแล้วทรงสำรวจดูทิศทั้ง 10 ไม่ทรงเห็นผู้ใดประเสริฐเสมอเหมือนพระองค์ จึงทรงผินพระพักตร์มุ่งสู่ทิสเหนือ แล้วเสด็จย่างพระบาทไป 7 ก้าว จากนั้นทรงหยุดยืนแล้วตรัสอาสภิวาจา(วาจาแสดงความเป็นผู้องอาจ)ประกาศว่า พระองค์ทรงเป็นเอกในโลก
"เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้ใหญ่ในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย การเกิดอีกไม่มีแก่เรา"

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร แนะนำหลักในการนั่งสมาธิ


จะแนะนำหลักในการนั่งสมาธิ ของท่านผู้ที่มาใหม่ยังไม่เคยทำ พอให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

๑. ให้ตั้งใจว่าเรื่องราวอะไรทั้งหมด เราจะไม่เก็บมาคิดนึก จะนึกถึงแต่พุทธคุณอย่างเดียว คือ "พุทโธ"

๒. ตั้งสติกำหนดนึถึงลมหายใจเข้าว่า พุท ออกว่า โธ  หรือจะนึก พุทโธๆ  อยู่ที่ใจอย่างเดียวก็ได้

๓. ทำจิตให้นิ่ง แล้วทิ้งคำภาวนา "พุทโธ" เสีย ให้สังเกตแต่ลมที่หายใจเข้าออกอย่างเดียว เหมือนกับเรายืนเฝ้าดูวัวของเราอยู่ที่หน้าประตูคอก ว่าวัวที่เดินเข้าไปและออกมานั้น มันเป็นวัวสีอะไร สีดำ แดง ขาว ด่าง วัวแก่หรือวัวหนุ่ม  เป็นลูกวัวหรือวัวกลางๆ แต่อย่าไปเดินตามวััวเข้าไปด้วย เพราะมันจะเตะขาแข้งหักหรือขวิดตาย ให้ยืนดูอยู่ตรงหน้าประตูแห่งเดียว หมายความว่า ให้จิตตั้งนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเคลื่อนไหวไปกับลม

ที่ว่าให้สังเกตลักษณะของวัวก็คือให้รู้จักสังเกตว่า ลมเข้าสั้นออกสั้นดี หรือลมเข้ายาวออกยาวดี ลมเข้ายาวออกสั้นดี หรือลมเข้าสั้นออกยาวดี ให้รู้ลักษณะของลมว่าอย่างไหนเป็นที่สบาย ก็ทำไปอย่างนั้นเรื่อยไป

ต้องทำให้ได้อย่างนี้ทั้ง ๓ เปราะ คือ เปราะแรกภาวนา พุทโธๆ ตั้งใจนึกด้วยสติหรือด้วยใจ เปราะที่สอง ให้สติอยู่กับลมเข้า พุท ลมออก โธ  ไม่ลืมไม่เผลอ และเปราะที่สาม จิตนิ่ง ทั้ง พุทโธ เสีย สังเกตแต่ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว

๔. เมื่อทำได้เช่นนี้ ใจของเราจะนิ่ง ลมก็นิ่งเหมือนกับขันน้ำที่ลอยอยู่ในโอ่ง น้ำก็นิ่งขันก็นิ่ง เพราะไม่มีใครไปกด ไปเอียง ไปกระแทกมัน ขันนั้นก็จะลอยเฉยเป็นปกติอยู่บนพื้นน้ำ เหมือนกับเราขึ้นไปนั่งอยู่บนยอดเขาสูงๆ หรือขึ้นไปลอยอยู่เหนิือเมฆ ใจของเราก็จะได้รับแต่ความสุขเยือกเย็น นี้ท่านเรียกว่าเป็น มหากุศล คือเป็น ยอด แก่น หรือรากเง่า ของกุศลทั้งหลาย

เมื่อดวงจิตของเราสงบ บุญต่างๆ ก็จะไหลเข้ามารวมอยู่ในดวงจิตของเรา คือความดีแล้วความดีในดวงจิตนั้นก็จะขยายตัวออกมาครอบทางกาย กายของเราก็จะหมดจากบาป ออกมาครอบทางวาจา ปากของเราก็จะหมดจากบาป ทางกายกรรมคือตาที่เราเคยสร้างบาปมา ทางหูที่เราเคยสร้างบาปมา และมือที่เราเคยสร้างบาปมา ฯลฯ  ความดีที่เกิดจาการภาวนานี้มันจะขยายมาล้างตา มาชำระหู มาล้างมือ กายที่บาปด้วยสัมผัส บุญก็จะขยายมาล้าง ทีนี้กาย วาจา ตา หู จมูก ปาก และส่วนอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลายของเรา ก็จะเป็นของสะอาดหมด

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562

รายพระนามพระพุทธเจ้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไปยังการนำทางไปยังการค้นหา
พระพุทธเจ้าที่ล่วงมาแล้วหลายพระองค์ มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน อุปมาว่าจำนวนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ล่วงไปแล้วมีจำนวนมากกว่าเม็ดทรายในมหาสมุทรทั้งสี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องพุทธวิสัยเป็นอจินไตย คือเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน
ในพุทธวงศ์ หมวดพุทธปกิณณกกัณฑ์ซึ่งว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า [1] กล่าวถึงพระพุทธเจ้าไว้ 28 พระองค์ โดยเป็นพระพุทธเจ้าก่อนพุทธวงศ์ 3 พระองค์ และในพุทธวงศ์ 25 พระองค์ รวมเป็น 28 พระองค์ดังนี้
ซึ่ง 28 พระองค์นี้ 3 พระองค์แรก คือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และ พระสรณังกรพุทธเจ้า ไม่ได้พยากรณ์แก่พระโคตมพุทธเจ้าสมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ แต่เพิ่งจะได้รับการพยากรณ์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรกจากพระทีปังกรพุทธเจ้า จึงนับพระทีปังกรเป็นพระองค์ที่ 1 ในพุทธวงศ์
(หมายเหตุ พระโคดมพุทธเจ้าในอดีตได้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกเมื่อ 20 อสงไขยกับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้วโดยในครั้งนั้นพระองค์เห็นพระธุดงค์อยู่ในป่าแล้วศรัทธาถวายผ้าเก่า ดังที่พระองค์ตรัสเล่าไว้เองใน พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 32)[2]ไม่ใช่ปรารถนาครั้งแรกตอนแบกมารดาว่ายข้ามแม่น้ำอย่างที่เข้าใจกันตามข้อมูลในหนังสือมุนีนาถทีปนี [3] และหลังจากที่ได้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกแล้วก็บำเพ็ญบารมีอย่างต่อเนื่องจนได้มาพบกับพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วได้รับพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้าว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน)
หากแบ่งตามกัป โดยการนับอสงไขยกัปในที่นี้ จะนับอสงไขยกัปแรกโดยเริ่มนับจากช่วงเวลาที่ อดีตชาติของพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มสร้างบารมี โดยการอธิษฐานในใจว่าปรารถนาจะเป็นพระสัมมาพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก จะมีพระพุทธเจ้าในอดีตตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกดังต่อไปนี้

อ้างอิง

  1.  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=33&A=8563&Z=8606
  2.  http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=7849&Z=7924
  3.  มุนีนาถทีปนี: ศาสตร์ว่าด้วยการเป็นพระพุทธเจ้า
  4.  พระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 32 สืบค้นจาก http://www.thammapedia.com/dhamma/tripitaka/tri_verpali/32.pdf
  5.  พระไตรปิฎกฉบับประชาชน อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ
  6.  http://reocities.com/ss12345_th/poti/P204.html
  7.  พระไตรปิฎกฉบับประชาชน อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ
  8.  http://reocities.com/ss12345_th/poti/P205.html