วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

พระอริยสงฆ์ผู้ยืนยันว่า ในหลวง ร.๙ คือพระโพธิสัตว์  

“ในหลวงเป็นหน่อเนื้อพุทฐางกูร และอดีตชาติเป็นช้างป่าเลไลย์”  หลวงปู่สิม!!! อริยสงฆ์ผู้ยืนยันว่า ในหลวง ร.๙ คือพระโพธิสัตว์

หลวงปู่สิม แห่งวัดสันติสังฆาราม บ้านบัว ต.สว่าง อ.พรรณานิคม ก็เป็นพระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่ในหลวงภูมิพล เสด็จฯ ไปนมัสการและสนทนาธรรม ท่านเป็นพระกรรมฐานสายพระป่าสายหลวงปู่มั่น
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และความเป็น "พระโพธิสัตว์" ของในหลวงรชกาลที่ ๙นั้น ก็เป็นถึงระดับ "นิยตโพธิสัตว์" ผู้เที่ยงแท้ต่อพระโพธิญาณในอนาคตกาลเบื้อง หน้าโน้นอย่างแท้จริงด้วย สมจริงดังที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่ ได้กล่าวรับรองไว้ด้วยองค์เองทีเดียวว่า
"ครูบาขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนามเคยเป็นช้างนาฬาคิริง ส่วนในหลวงองค์ปัจจุบันเป็นช้างป่าเลไลยก์นะ"
 
 
ภควา อันว่าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเรา ตรัสพระสัทธรรมเทศนาว่า เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระนามว่า พระติสสะสัพพัญญูพุทธเจ้า เสด็จล่วงลับดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานสิ้นกาลช้านานแล้ว ฯ
ในลำดับ นั้น อันว่าช้างปาลิไลยหัตถีตัวนี้ก็เป็นพระบรมโพธิสัตว์สร้างพระบารมีมาเป็นอัน มาก จักได้ตรัสเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระสุมงคล ในอนาคตกาลพระสุมงคลทศพลญาณเจ้านั้น มีพระองค์สูงได้ ๖๐ ศอก พระชนมายุมีประมาณแสนปีเป็นกำหนด ไม้กากะทิงเป็นพระศรีมหาโพธิ ประดับด้วยพระพุทธรัศมีรุ่งเรืองสว่าง ดังสีทองเป็นอันงามประดุจกลางวัน แล้วจะบังเกิดมีไม้กัลปพฤกษ์ต้นหนึ่ง ห้อยย้อยไปด้วยสิ่งของเครื่องประดับ มีประการต่างๆ ด้วยพระพุทธานุภาพ ฝูงมนุษย์ทั้งหลายในพระศาสนาของพระสุมงคล มิได้กระทำซึ่งกสิกรรม วาณิชกรรม ได้อาศัยซึ่งต้นกัลปพฤกษ์นั้น ประพฤติเลี้ยงชีวิตแห่งอาตมา มนุษย์ทั้งหลายมีความผาสุกสบาย ขวนขวายแต่การเล่นเต้นรำแต่งตัวอยู่เป็นนิจ เสมอเหมือนเทพบุตร เทพธิดา ซึ่งได้ทิพยสมบัติในสวรรค์เทวโลกฯ สมเด็จพระสุมงคลทศพลญาณเจ้า ก่อสร้างพระบารมีมาทั้ง ๑๐ ประการ จึงสำเร็จแก่พระพุทธสมบัติเห็นปานดังนี้ ฯ อันว่ากองพระบารมีครั้งหนึ่ง พระองค์กระทำมาแต่ยังเป็นพระบรมโพธิสัตว์อยู่นั้น ปรากฏเป็นปรมัตถบารมีอันยิ่งยอดอย่างเอกอุดมทาน ฯ
เพราะด้วยเหตุที่ท่าน เจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ (สิม พุทฺธาจาโร) ซึ่งเป็นพระขีณาสวสงฆ์ผู้ทรงญาณวิสัยอันลึกล้ำ สามารถแทงตลอดในการทุกสิ่งอัน และได้แจ้งในใจในพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ พระองค์นี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนาคตวงศ์ภายภาคหน้าเป็นอย่างดีที่สุด หลวงปู่สิมจึงได้ถวายความจงรักภักดีในพระองค์ท่านอย่างยิ่ง แม้ตราบเท่าวาระสุดท้ายแห่งชีวิตท่านอย่างน่าซาบซึ้งประทับใจที่สุด ไม่มีใดจะเทียมทันได้ ซึ่งการทั้งปวง อาจเข้าไปชมได้ในหัวข้อ "จงรักภักดีด้วยชีวิต" ๕ ธันวาคม ๒๕๕๘

พระครูวินัยธรวิชัย ญาตธมฺโม หรือพระอานนท์ เจ้าอาวาสวัดสันติสังฆาราม อดีตพระเลขาหลวงปู่สิม เล่าว่า เมื่อครั้งที่หลวงปู่สิมมรณภาพ ในหลวงภูมิพลพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่าจะเสด็จฯ ไปพระราชเพลิงศพหลวงปู่สิมอย่างเรียบง่าย ไม่หรูหรา
“ในพิธีพระราชทานเพลิงศพพระองค์ท่านได้ทรงทรุดพระวรกายลงกราบราบกับพื้น อันเป็นการถวายความเคารพพระมหาเถระอย่างสูง เพราะหลวงปู่เป็นหนึ่งในครูอาจารย์ที่ถวายอบรมจิตตภาวนาให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ หลวงปู่สิมได้เคยเล่าให้ฟังว่า "ในหลวงเป็นผู้ปฏิบัติธรรมงดงาม เป็นหน่อเนื้อพุทฐางกูร (ผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ในอนาคตภายภาคหน้าผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิ) พระองค์ท่านมาบำเพ็ญบารมีในปัจจุบันเช่นเดียวกับการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์” พระอานนท์ เล่าถึงสิ่งที่หลวงปู่สิมเคยกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ที่มา FB :เพจเมตตาธรรมศิษย์พระธุดงค์ กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น @MettathammakammatanCluPage  และ เรื่องเล่าในหลวงกับ "หลวงปู่ฝั้น"ของเวปโพสทูเดย์

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ในหลวงทรงสถิตสวรรค์ชั้นดุสิต สำหรับพระโพธิสัตว์เช่นเดียวกับพระศรีอาริยเมตไตรย

             เรื่องราวที่บรรดาพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ที่ได้เคยกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ว่า พระองค์ทรงเป็น "พระโพธิสัตว์" โดยแท้ เพื่อน้อมถวายความจงรักภักดีแด่พระมหาธรรมราชา ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐแห่งแผ่นดินไทย และเพื่อยังความเป็นสวัสดิมงคลอันยิ่งให้บังเกิดขึ้นแก่แผ่นดิน นับว่าเป็นบุญของแผ่นดินไทยที่เราได้มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอย่างแท้จริง

             จากกรณีที่ หลวงพ่อวิริยังค์ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ พระธรรมมงคลญาณ หรือ หลวงพ่อวิริยังค์ เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล พระวิปัสสนาจารย์ชื่อดัง มีธรรมกถาปรารภถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่๙ ว่า

"ท่านมิได้เสด็จไปไหน ท่านเพียงแต่เปลี่ยนภพภูมิที่สูงขึ้น ความดีของท่านยังสถิตอยู่ในใจเรา เรามีหน้าที่ทำดีต่อไปตามพ่อสอน มีพุทธพจน์ กล่าวว่า ผู้ทำความดี แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็มีค่า แต่คนไม่ดี แม้มีอายุยืนยาวก็ชื่อว่าไร้ค่า"

"ท่านมิได้เสด็จไปไหน ท่านเพียงแต่เปลี่ยนภพภูมิที่สูงขึ้น ความดีของท่านยังสถิตอยู่ในใจเรา เรามีหน้าที่ทำดีต่อไปตามพ่อสอน มีพุทธพจน์ กล่าวว่า ผู้ทำความดี แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็มีค่า แต่คนไม่ดี แม้มีอายุยืนยาวก็ชื่อว่าไร้ค่า"

"พระองค์ทรงมีกระแสจิตแรงมาก ฉันเองยังสู้ท่านไม่ได้ เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) ปรารถนามานาน แต่เวลานี้บารมีเป็น "ปรมัตถบารมี" เหลืออีก ๕ ชาติ และที่พระองค์ปฏิบัติมามันเลยแล้ว ไม่ใช่ไม่สำเร็จ พุทธภูมินี่ต้องบำเพ็ญกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์เป็น "วิริยาธิกะ" ต้องบำเพ็ญถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป นี่เกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว "แสนกัป" อาจยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ ซึ่งในหลังจากที่พระองค์ (ในหลวง รัชกาลที่๙) เสด็จสวรรคต คงจะเสด็จไปประทับในที่เดียวกับพระศรีอาริยเมตไตรย"

              นอกจากนี้ได้มีบันทึกไว้ในหนังสือ ชุด "ตายแล้วไปไหน จากคำสอนของพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)" โดยคุณคณิตพร บุณยเกียรติ (เปี๊ยก) และคณะได้รวบรวมและจัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๔ ว่า  

            "พระศรีอาริยเมตไตรย ในสมัยพระพุทธเจ้าท่านบวชเป็นพระมีนามว่า อชิตะภิกขุ เดิมทีท่านเป็นลูกศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ท่านไปบวชเพื่อสร้างเสริมบารมี ต่อมาเมื่อ พระนางกีสา โคตมีได้ทอจีวรด้วยมือของตนเองปรารถนาจะถวายพระพุทธเจ้า เมื่อเวลาพระนางไปถวาย พระพุทธเจ้าเรียกพระมาหมด นั่งเรียงแถวกันตามลำดับอาวุโสและคุณสมบัติ เมื่อพระนางกีสาโคตมีถวายผ้าแก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ส่งให้พระสารีบุตร ท่านพระสารีบุตรก็ส่งให้พระโมคคัลลาน์ ท่านพระโมคคัลลาน์ก็ส่งต่อๆ กันไปหมดจนถึงองค์สุดท้ายคือท่านอชิตะภิกขุ ท่านไม่รู้จะส่งให้ใครเพราะนั่งอยู่ท้ายสุด เป็นอันว่าท่านก็รับไว้ พระนางกีสา โคตมีก็เสียใจว่าอุตสาห์ทำเองเลือกด้ายชั้นดีมาทอกับมือเองเพื่อถวายพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ไม่รับกลับไปให้กับพระที่ไม่ได้แม้แต่ฌานสมาบัติมากมายอะไรนัก คือว่ายังเป็นพระปุถุชนคนธรรมดา องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบอัธยาศัยจึงเทศนาโปรดว่า พระองค์สุดท้ายไม่ใช่พระธรรมดา ท่านอชิตะภิกขุผู้นี้ต่อไปข้างหน้าจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มีพระนามว่า "สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรย" หลวงพ่อเทศน์ไว้

            ปัจจุบันนี้ท่านมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต วิมานท่านสวยสดงดงามมาก ท่านมีรัศมีกายสว่างมาก หน้าตาผ่องใสยิ้มระรื่นน่าชื่นใจ  ท่านได้บอกกับอาตมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ ว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อีก ๑ ล้านกับ ๒ ปี ท่านจะลงมาเกิดในเมืองมนุษย์แล้วเป็นปุโรหิต หลังจากนั้นเกิดความเบื่อหน่ายก็ออกแสวงหาพระโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า และหลวงพ่อยังย้ำไว้ว่า ผู้ที่มีสิทธิไปเกิดอยู่ชั้นดุสิตได้ ๓ พวกคือ

๑. พุทธบิดาพุทธมารดาของพระพุทธเจ้า
๒. พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเข้มแข็งแล้ว
๓. พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจึงจะอยู่ชั้นนี้ได้

            สวรรค์ชั้นดุสิต คือสวรรค์ชั้นที่ ๔ ในฉกามาพจร มีท้าวสันดุสิตเป็นจอมเทพ พระโคตมพุทธเจ้าตรัสถึงสวรรค์ชั้นดุสิต อยู่สูงกว่ายามา แต่ต่ำกว่านิมมานรดี มีท้าวสันดุสิต เป็นจอมเทพ ไตรภูมิพระร่วงระบุว่าสวรรค์ชั้นนี้อยู่สูงกว่าชั้นยามาไป ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ มีปราสาทแก้ว ปราสาททอง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีสวน สระบัวสวยงามยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นที่อยู่ต่ำกว่า เป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายและว่าที่พระอัครสาวก ในปัจจุบันพระศรีอริยเมตไตรยและว่าที่พระอัครสาวกของพระองค์จึงประทับอยู่ ณ ภูมินี้ อายุของเทวดาในชั้นดุสิตยาวนานถึง ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ ซึ่งเท่ากับ ๕๗๖,๐๐๐,๐๐๐ ของปีมนุษย์

           สวรรค์ชั้นดุสิต มีความพิเศษกว่าสวรรค์ชั้นอื่นอยู่หลายประการ หนึ่งในความพิเศษนั้นก็คือ เป็นที่อยู่ของเหล่าพระบรมโพธิสัตว์ ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตจำนวนมาก และเหล่าเทพบุตรที่สร้างบารมีเป็นพระสาวก เพื่อตามพระบรมโพธิสัตว์ลงมาตรัสรู้ในอนาคต เหตุที่พระบรมโพธิสัตว์หรือบัณฑิตทั้งหลาย จึงปรารถนาที่จะได้มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ทั้ง ๆ ที่กำลังบุญของแต่ละท่านนั้นมากมาย ปรารถนาที่จะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้ เหตุที่ท่านเลือกสวรรค์ชั้นนี้ มีข้อสังเกตอย่างน้อย ๓ ประการ คือ
๑.  พระโพธิสัตว์สามารถจุติลงมาได้ตามใจปรารถนา หมายความว่าโดยปกติเทวดา มีเหตุแห่งการจุติหลายประการ เช่น หมดบุญก็มี หมดอายุขัยก็มี จุติเพราะความโกรธก็มี แต่เหล่าพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เมื่อจะจุติลงมาสร้างบารมี หรือมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะนั่งทำสมาธิ อธิษฐานจิต สามารถดับวูบ ลงมาเกิดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของชาวสวรรค์ชั้นอื่น ๆ
๒.  เนื่องจากสวรรค์ชั้นนี้ มีแต่บัณฑิต มีแต่พระบรมโพธิสัตว์ ล้วนแต่มีอัธยาศัยคล้ายคลึงกัน ที่จะฝึกฝนตนเองและช่วยสรรพสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ไม่ประมาทในการดำรงชีวิตเหมือนชาวสวรรค์ชั้นอื่น ๆ มักจะคบหาบัณฑิต พูดคุยสนทนาธรรมกันเพื่อความเบิกบานใจ และหมั่นไปฟังธรรมในวันพระ ซึ่งท่านท้าวสันดุสิตจะเป็นผู้อัญเชิญพระบรมโพธิสัตว์ ที่มีบุญบารมีมาก มาแสดงธรรมให้ฟัง
๓.  ประมาณอายุทิพย์ของสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ คือ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ ซึ่งไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป พอเหมาะพอดีที่จะเสวยสุข เพราะท่านจะต้องลงมาสร้างบารมีต่อ ถ้ามีอายุขัยนานเกินไปจะทำให้เสียเวลา

 เทวดาที่เสวยทิพยสมบัติอยู่บนชั้นดุสิตนี้ มีอายุยืน ยาวได้ ๔ พันปีทิพย์หรือห้าสิบเจ็ดโกฏหกล้านปี ในโลกมนุษย์ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ แล้วก็ถ้าจะเทียบกับเมืองมนุษย์ก็ ๔๐๐ ปีของเราเป็น ๑ วันของเทวดาชั้นนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.faiththaistory.com
                           จากหนังสือ "ตายแล้วไปไหน จากคำสอนของพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)" โดยคุณคณิตพร บุณยเกียรติ (เปี๊ยก) และคณะได้                                     รวบรวมและจัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๔

  https://th.wikipedia.org/wiki/ดุสิต
                       
   http://www.watkaokrailas.com

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เสารับพลังแสงอาทิตย์ ที่ต่างดาวสร้างไว้ 13,500 ปี

บนโลกนี้มีสถานที่แปลกๆ ที่คุณไม่เคยเห็นอยู่มากมาย แต่คุณอาจไม่เคยเจอสถานที่ๆ ดูแปลกตาราวกับอยู่บนโลกอื่นเช่นนี้ เมื่อช่างภาพชาวเยอรมนีนามว่า คิเลียน ชอนเบอร์เกอร์ ได้มีโอกาสเดินทางไปบริเวณเทือกเขาแอลป์ สถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกเรียกว่า Earth Pyramids ที่อยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี และได้เก็บภาพชุดสุดสวยเหล่านี้มาให้ทุกคนได้ชมกันในชื่อภาพชุด “Otherworld”  


ส่วนสาเหตุของการเกิดเสาปริศนาเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบที่อธิบายได้อย่างชัดเจน แต่มีสมมุติฐานอยู่หลายอย่างเช่น เกิดจากการไหลผ่านของน้ำตั้งแต่ยุคโบราณ การเกิดแผ่นดินถล่ม การแยกตัวของเปลือกโลก หรือการเกิดแผ่นดินไหว และไม่ว่ามันจะเกิดจากอะไร เราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติที่สวยงามราวและแปลกตาราวกับไม่ได้อยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้จริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อาราธนาพระก็ไปสวรรค์ได้ ....


อาราธนาพระทุกวันตายไปสวรรค์ชั้นยามา " ตอนเช้ากับตอนหัวค่ำจับพระที่ห้อยคอ ขอท่านคุ้มครองตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นยามา

โดยหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
(จาก หนังสือ ตายแล้วไม่สูญ...แล้วไปไหน)

"..เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มีท่านผู้หนึ่งไปหาอาตมาที่วัดท่าซุง ไปถามว่า "คุณพ่อตายแล้วไปอยู่ที่ไหน" อาตมาไม่ได้บอกท่านผู้นั้น แต่ให้ไปฝึกพระกรรมฐานกับเขาในมหาวิหาร๑๐๐ เมตรไม่เกิน ๓ วันคุณก็พบกับคุณพ่อคุณได้ บอกคุณก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะคุณก็ไม่หายสงสัยคุณก็จะถามเรื่อยไปและก็ไม่มีประโยชน์สำหรับคุณ

ในที่สุดท่านผู้นั้นก็ตัดสินใจ วันรุ่งขึ้นก็ไปฝึกพระกรรมฐาน เพียงแค่วันแรกก็สามารถคุยกับคุณพ่อได้ แต่ในขณะที่ท่านผู้นี้ถามอาตมาได้บอกชื่อผู้ตาย อาตมาก็นึกถึง เมื่อนึกถึงผู้ตายก็มายืนข้างหน้า จึงถามว่า "เวลานี้คุณไปอยู่ที่ไหน" เขาตอบว่า "เวลานี้ผมไปอยู่บนสวรรค์ชั้นยามาครับ"

ถามว่า "ไปอยู่ชั้นยามาได้ ปกติคุณทำอะไรสมัยยังมีชีวิตอยู่" ตอบว่า "ปกติผมทำสมาธิ"

ถามว่า "คุณทำสมาธิเวลาไหน" ตอบว่า"เวลาตอนเช้ากับตอนคํ่าครับ ตอนเช้าผมตื่นนอนขึ้นมา ก็จับพระที่สร้อยห้อยคออยู่มาพนมมือ อาราธนาบารมีพระ หรือที่เรียกกันว่าปลุกพระก็ได้

ตอนคํ่าก็เกรงอันตรายจึงทำแบบนั้นอีกเหมือนกัน"การทำอย่างนี้ชื่อว่าเป็นการนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ทั้งตอนเช้าและ ตอนคํ่าก็เป็นสมาธิ สมาธิไม่จำเป็นต้องไปนั่งขัดสมาธิเฉยๆจะทำแบบไหนก็ได้ นั่งแบบไหนก็ได้ ถ้าอยู่ที่บ้านของเรา จิตนึกถึงพระพุทธเจ้าก็ถือว่าเป็นพุทธานุสติจิตนึกถึงพระธรรมเป็นธัมมานุสติ จิตนึกถึงพระสงฆ์เป็นสังฆานุสติ เขาจึงไปอยู่ชั้นยามาได้..

พลังอำนาจบุญช่วยคนถูกผีเข้า

อำนาจบุญ
วันหนึ่งขณะที่หลวงปู่ดู่กำลังสนทนากับอาจารย์ ศุภรัตน์มีญาติโยมที่บ้านอำเภอนครหลวง เข้ามากราบนมัสการ พร้อมกับขอร้องหลวงปู่ให้ช่วยเหลือลูกสาวซึ่งถูกผีเข้าเป็นเวลาถึง ๓ ปี ผีที่เข้าบอกว่าโดนยิงตายที่หลังวัดข้างบ้าน เจอผู้หญิงเกิดชอบใจต้องการได้ไว้เป็นภรรยา บางเวลาผีก็เข้าบางเวลาผีก็ออกทำให้เกิดความกลัดกลุ้มมาก ถึงกับบางครั้งแกแทบยิงผี ซึ่งผีบอกว่า ยิงก็โดนลูกสาวของแกเองหลวงปู่ฟังเสร็จ จึงพยักหน้ามาที่อาจารย์แล้วบอกว่า
หลวงปู่ : แกช่วยเขาที เอาบุญ
โยม : ต้องเอาตัวคนไข้มาหรือไม่ครับ
หลวงปู่ : ไม่ต้อง หลังจากนั้น หลวงปู่ตั้งจิต แล้วพูดว่า"เรียกตัวผีมารับบุญหลวงปู่ทวด มารับบุญข้า ให้โมทนาซะจะได้ไปดี เป็นผีก็ไปเอาเมียผี ไม่ใช่เอาเมียคน รับบุญไปจะได้มีเมียนางฟ้าเยอะแยะ ดูด้วยว่าผีรับ หรือยัง ....… รับแล้วใช่ไหม ……ไปเกิดซะ เอาละหมดเรื่องแล้ว ……
อาจารย์ศุภรัตน์จึงบอกโยมคนนั้นว่า "ตอนนี้เขาไปเกิดแล้วเพราะบารมีหลวงปู่ ลุงกลับบ้านลองไปดูถ้าลูกสาวไม่เป็นไรแสดงว่าหาย"โยมคนนั้นจึงกลับไปพร้อมกับความสงสัยจนกระทั่งผ่านไปเกือบเดือนแกได้กลับมาที่วัดอีกครั้งพร้อมรายงานว่า " หายดีแล้วครับตั้งแต่วันนั้น ไม่มีอาการเกิดขึ้น อีกเลยเพราะหลวงปู่เมตตาช่วยเหลือไว้ "
คนที่ตายแบบนี้มักเรียกว่าตายโหง วิญญาณจะเป็นสัมภเวสี เพราะตายในขณะยังไม่ถึงอายุขัย โดยมีผลกรรมมาจากการกระทำปาณาติบาตในอดีตมาส่งผล มักจะเป็นวิญญาณเร่ร่อน เมื่อมาพบผู้หญิงคนนี้ซึ่งอาจจะเป็นบุพกรรมเก่า หรือดวงของหญิงสาวกำลังตกทำให้เข้าสิงร่างได้และเมื่อถึงเวลาของการหมดกรรมของทั้งสองคน บิดาของผู้หญิงจึงมาพบหลวงปู่เนื่องจากมางานศพ หรืองานบวชของคนแถววัดสะแก อาจารย์ศุภรัตน์จำไม่ได้เพราะหลายปีมาแล้ว แต่ในขณะนั้นอาจารย์นั่งอยู่กับหลวงปู่โดยลำพัง ด้วยเมตตาและอนุภาพพลังจิตของท่าน จำได้ว่าเห็นหญิงสาวมาพร้อมกับวิญญาณผีตายโหง ผู้หญิงก้มลงกราบพนมมือในขณะที่วิญญาณยืนอยู่ข้างหลังโดยไม่มีการอ่อนน้อมเมื่อพบพระพร้อมจะทำการต่อสู้ไม่ยอมรับบุญที่ท่านให้ จิตของอาจารย์มีความรู้สึกท่านใช้กำลังของบุญ คือนำวิมานแก้วครอบไปที่บุคคลทั้งสองเป็นแสงฉัพพรรณรังสี วิญญาณนั้นจึงค่อยๆทรุดตัวลงแล้วก้มลงกราบ กายทิพย์ของเขาจึงสว่างไปเกิดได้ เมื่อบิดาของผู้หญิงกลับไปแล้ว อาจารย์จึงเรียนถามหลวงปู่ว่า "เห็นหลวงปู่ทำเหมือนบังคับเอาบุญให้ " ท่านตอบว่า "คนจนหรือคนไม่มีอะไรกิน เมื่อมีคนเอาเงินมาให้เป็นล้าน มันจะรับไหม"อาจารย์พยักหน้ารับคำท่าน พร้อมพูดว่า "ผีคงเพลินที่ไม่เคยเห็นแสงสีที่สวยงามและสบายใจแบบนี้ จึงยอมรับนะครับ"หลวงปู่ยิ้มพร้อมตอบว่า "เป็นบุญของเขาที่ได้รับจากพระพุทธเจ้า ที่ตายโหงนะ โบราณเขาเรียก ตายหงส์ คือ หงส์เวลาตายจะบินขึ้นที่สูง แล้วปล่อยตัวลงมาสู่ฟื้นดิน เพราะเขารู้ว่าถึงเวลาตายแล้ว"
เมื่อมาอ่านประวัติของพญากาเผือกซึ่งเป็นโยมของพระเจ้าห้าพระองค์ หลังจากกลับมาที่รังไม่พบลูกทั้งห้า เนื่องจากถูกพายุพัด ด้วยความเสียใจพญากาเผือกได้บินไปจนจุดสูงสุดแล้วปล่อยตัวตกลงมา เมื่อดับจิตไปอุบัติเป็น "พกาพรหม"หรือ ฆฏิ-การพรหมสถิยอยู่ ณ พรหมโลก เมื่อพระโพธิสัตว์องค์ใดตรัสรู้ท่านจะเป็นผู้นำบริขารถวายใน อนาคตกาลพระศรีอาริยเมตไตรพระโพธิสัตว์ จะมาตรัสรู้ท่านก็จะนำบริขารมาถวายเช่นเดียวกัน
กายสิทธ์ยุคอภิญญาปี ๒๕๕๒ ศุภรัตน์ แสงจันทร์

******************************

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หลวงพ่อปาน ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ เป็นพระโพธิสัตว์..สาธุ


ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมินี่จะทราบได้อย่างไรเขาบำเพ็ญบารมีแบบไหนครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ตัวของเขาทราบเอง เหมือนคุณกินเกลือ คุณรู้ว่าเค็มหรือเปล่า…?”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ) “แล้วเหตุใดพระโพธิสัตว์บางองค์จึงลาจากพุทธภูมิครับ…?”

หลวงพ่อ :- “เพราะอยากลา นี่ตอบไม่ยาก คือภาระของพุทธภูมินี่เวลาเขาทำๆ ไป ถ้าตั้งระยะไว้ไม่ยาว พวกนี้เขาช่วยพระพุทธศาสนา เขาก็ทำกิจของพุทธภูมิเช่นกัน แต่ว่าถ้าหากจะช่วยพระพุทธศาสนา ถ้าความเข้มแข็งไม่มี มันช่วยไม่ได้ เพราะพวกนี้อารมณ์ของเขามีอย่างเดียว คือไม่ห่วงตัวเอง ถ้าตัวเองไม่มีกิน ถ้าคนอื่นกินได้ ไอ้นี่เขาพอใจ แต่พวกที่ลาจริงๆ ส่วนใหญ่ก็ใกล้พระนิพพานแล้ว ถ้าไม่ใกล้เขาไม่ลา ลาแล้วไม่กี่วันก็ได้พระอรหันต์ เพราะกำลังเขาเกิน อย่างคุณเรียนเตรียมอุดม ถ้ากลับไปทำงานประเภทหลักสูตรแค่ ม.๓ คุณไม่ต้องใช้กำลังมาก ใช่ไหม…?”

ผู้ถาม :- “ใช่ครับ”

หลวงพ่อ :- “เหมือนกัน คนที่ปรารถนาพระโพธิญาณเรียกว่า พระโพธิสัตว์ ทีนี้พวกที่ใกล้ที่สุด อย่างเช่น ถ้าเป็นปัญญาธิกะอย่างน้อยที่สุดก็ต้องอสงไขยที่ ๔ ในกัปนั้นแหละ ท่านจะบรรลุมรรคผลหรือกัปนั้นแหละที่บารมีจะเต็ม

สำหรับพวกที่ปรารถนาเป็นสาวกภูมินี่ใช้เวลาอย่างน้อย ๑ อสงไขยกับแสนกัป

ส่วนอัครสาวกหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างน้อย ๒ อสงไขยกับแสนกัป เข้าใจไหม…?”

ผู้ถาม :- “เข้าใจครับ…หลวงพ่อครับ หลวงปู่ปานท่านก็บำเพ็ญบารมีเพื่อปรารถนาพระโพธิสัตว์ เหมือนกันใช่ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “หลวงปู่ปานรู้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ตอนแรกๆ ไม่รู้ว่าเต็มหรือไม่เต็ม เต็ม หมายความว่า ปรมัตถบารมีเต็ม มารู้ทีหลัง คือว่าเวลาทำบุญ ท่านเปล่งวาจาปรารถนาพระโพธิญาณ กลางที่ชุมนุมชน คือท่ามกลางสมาคม ท่านเปล่งชัดออกมาเลยว่า ผลงานนี้ ขอให้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ใช่งุบงิบๆ ถ้างุบงิบละก็ยังอีกนาน กลัวเขาจับได้”

ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

ระดัยบารมี พระพุทธเจ้าทรงจัดไว้เป็น ๓ ระดับ คือ

..." เราก็มาวัดถึง บารมีของพวกเรา.. บารมี พระพุทธเจ้าทรงจัดไว้เป็น ๓ ระดับ คือ :-

๑. บารมีต้น ท่านเรียกว่า บารมี เฉย ๆ

.. คนที่มีบารมีต้น เต็มบ้าง ไม่เต็มบ้าง เต็มก็ดี ถ้าไม่เต็ม พร่องมากเกินไป คนประเภทนี้ เขาจะเจริญกรรมฐานไม่ได้

.. บารมี แปลว่า เต็ม แต่ว่า พระพุทธเจ้า ให้แปลว่า กำลังใจเต็ม บารมี ก็คือ กำลังใจมันเต็มพร้อมในขั้นไหน ถ้าเต็มพร้อม ในขั้นต้น หรือ ไม่เต็มในขั้นต้น พวกนี้ ยังเจริญพระกรรมฐานไม่ได้ กำลังใจไม่พอ.

.. ถ้าเราไปชวนเขาเจริญพระกรรมฐาน เขาจะบอกว่า ไม่ว่างละ จิตไม่สงบบ้าง ใช่ไหม.

๒. ทีนี้ อุปบารมี

.. อุป แปลว่า เข้าไป หรือ ใกล้ ใกล้จะเต็ม หรือ เข้าไปเพื่อเต็ม เป็นบารมีขั้นกลาง

.. คนที่มีบารมีขั้นกลาง เวลาถ้าชวนเจริญกรรมฐาน เขาสามารถเจริญได้ แต่ว่า เขาฝึกฝนจริง ๆ

.. ถ้าเราชวนไปนิพพาน เขาจะบอกว่า เขายังไม่พร้อมไปพระนิพพาน จำให้ดีนะ ทุกคนนะ ลองไปถามใครดูบ้างก็ได้ เขายังไม่พร้อมที่จะไปพระนิพพาน.

* โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเขาจะฝึก มโนมยิทธิ อย่างพวกเรา เขาจะไม่สามารถเข้าเขตนิพพานได้ ใช่ไหม

* พวกไปถึงนิพพานไม่ได้ มีเยอะนะ พวกนี้จะเข้านิพพานไม่ได้ เพราะ บารมีไม่ถึง ถึงแม้จะใช้กำลังหนักแน่น ขนาดไหนก็ตาม เขาจะใช้อารมณ์ผิด มันจะพลาด จะไปแค่สวรรค์ แค่พรหมโลก อันนี้ เขาอาจจะไปได้ แต่ว่า ชวนไปพระนิพพาน เขาขึ้นไม่ถึง มันมืด.

๓. ทีนี้ พวกที่มีบารมีเป็น ปรมัตถบารมี

.. ปรมัตถบารมี นี่ พร้อม หรือ ใกล้ หรือ มีโอกาสเข้าพระนิพพานได้ พวกนี้จะเข้าเขต นิพพาน ได้.

.. ถ้าเข้าเขตนิพพานได้ แต่ก็ต้องสังเกต ในเขตนิพพาน เรามีวิมานไหม

* ถ้าเรามีวิมานอยู่ที่นิพพานแน่นอนแล้ว มาดูที่พรหม วิมานเรามีไหม มาดูที่สวรรค์ วิมานเรามีไหม ถ้าวิมานที่สวรรค์ไม่มี วิมานที่พรหมโลกไม่มี มีแต่ที่นิพพานอย่างเดียว อันนี้ ชาตินี้เรามีโอกาส ไปนิพพานได้แน่นอน..."

( จากหนังสือ "คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง" เล่มที่ ๔๙ หน้าที่ ๓๑ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี.. ภาพพระพุทธรูปผาติกรรมสังฆทาน ในพระมหาวิหาร ๑๐๐ ปี พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง..ภาพประกอบและคัดลอก โดย ยุพยง พัฒนเจริญ )