วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"ข้าตายแล้ว ต้องลงนรก" หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

#ข้าตายแล้วต้องลงนรก
วันหนึ่ง หลวงปู่ดู่ท่านมองไปที่ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ข้าตายแล้วต้องลงนรก" พอลูกศิษย์ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจเรียนถามท่านในทันทีว่า"หลวงปู่จะตกนรกได้อย่างไร ในเมื่อหลวงปู่บำเพ็ญคุณงามความดีมามากออกอย่างนี้"

หลวงปู่ตอบกลับไปว่า "ข้าก็จะลงนรก เพื่อไปเตะพวกแกขึ้นมาน่ะสิ"

คำเตือนของหลวงปู่นั้น ชวนให้ศิษย์ทั้งหลายต้องมานึกทบทวนตัวเองว่าการที่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ครูบา อาจารย์นั้นก็มิใช่เป็นหลักประกันว่าจะไม่ลงนรก ตรงกันข้าม หลวงปู่ท่านได้พูดเตือนทำนองเดียวกันนี้หลายครั้งหลายหน เพราะช่องทางทำบาปของคนเรามีมากเหลือเกิน จนท่านเอ่ยว่า คนเราเป็นอยู่โดยบาปทั้งนั้น เพียงแต่ผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก็บาปน้อยหน่อย

หลวงปู่ท่านเป็นแบบอย่างที่หาได้ยากในเรื่องความระมัดระวัง ไม่ให้เป็นหนี้สงฆ์ ถึงขนาดว่าก่อนที่ท่านจะมรณภาพไม่กี่วัน ท่านได้บอกช่องลับกับโยมอุปัฏฐากให้ทราบ เพื่อว่าจะได้สามารถเปิดประตูเข้ากุฏิท่านในกรณีฉุกเฉินได้ โดยไม่ต้องไปงัดประตู อันเป็นการทำลายของสงฆ์ ซึ่งในที่สุดก็มีเหตุให้ได้เปิดประตูกุฏิท่านผ่านทางช่องลับนั้นจริงๆ ในเช้าตรู่ของวันอังคารที่ 17 มกราคม 2533 อันเป็นวันที่ท่านละสังขาร

นอกจากนี้ ท่านยังได้พูดเตือนอีกหลายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราอาจมองข้าม เป็นต้นว่า เอ่ยปากใช้พระหยิบโน่นหยิบนี่ ไม่ยกเว้นแม้กรณีขอให้พระท่านหยิบซองให้เพื่อจะใส่ปัจจัยถวาย การหยิบฉวยของสงฆ์ไปใช้ส่วนตัว การพูดชักไปในทางโลกในขณะที่ผู้อื่นกำลังสนทนาธรรม การส่งเสียงรบกวนผู้ที่กำลังปฏิบัติภาวนา การขายพระกิน ซึ่งเรื่องหลังนี้ ท่านพูดเอาไว้ค่อยข้างรุนแรงว่า ใครขายพระกิน จะฉิบหาย สมัยท่านยังมีชีวิต ท่านจะพูดกระหนาบบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหาร ทานไม่ให้พูดคุยกัน จะทำกิจอันใดอยู่ ก็ให้มีสติ พยายามบริกรรมภาวนาไว้เรื่อยๆ เรียกว่าเกลี่ยจิตไว้ให้ได้ทั้งวัน เมื่อถึงคราวนั่งภาวนา จิตจะได้เป็นสมาธิได้เร็ว เวลาจิตจะโลภ จะโกรธ จะหลง ก็จะได้รู้ได้เท่าทัน

ดังที่หลวงปู่สอนว่า การตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเท่านั้น จึงจะช่วยให้เราห่างจากนรกได้ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องคอยสอบทานตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าเราเข้าวัดเพื่ออะไร เพื่อความเด่นความดัง หวังลาภสักการะ หวังเป็นผู้จัดการพระ ผู้จัดการวัด ฯลฯ หรือเพื่อมุ่งละโลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นตัวก่อทุกข์ก่อโทษข้ามภพข้ามชาติไม่รู้จักจบจักสิ้นที่มีอยู่ในใจ เรานี้

ปฏิปทาที่จะช่วยให้เราปลอดภัย และห่างไกลจากนรกคือ การเกรงกลัวและละอายใจในการทำบาปกรรม หรือสิ่งที่จะทำจิตใจเราให้เศร้าหมองขุ่นมัว ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับหมู่คณะโดยไม่จำเป็น หากแต่ควรมุ่งเน้นการปฏิบัติภาวนาเป็นหลัก เป็นผู้พร้อมรับฟังคำตักเตือนของผู้อื่น โดยเฉพาะคำตักเตือนจากครูบาอาจารย์ อย่างที่ทางพระท่านสอนว่า ให้อดทนในคำสั่งสอน คิดเสียว่าท่านกำลังดุด่ากิเลสของเราอยู่

ท่อนซุงทั้งท่อน ถ้าไม่ได้ขวานช่วยสับช่วยบาก ไม่ได้กบไสไม้ ช่วยทำพื้นไม้หยาบๆ ให้เกลี้ยงเกลาขึ้น ไม่ได้กระดาษทรายช่วยขัดให้ไม้เรียบเนียน ไม่ถูกดัดถูกประกอบ ก็คงไม่กลายมาเป็นเครื่องเรือนเครื่องใช้ที่มีประโยชน์ ฉันใดก็ฉันนั้น จิตใจของเราที่หยาบอยู่ หากไม่ได้รับการขัดเกลาหรืออบรมจากครูอาจารย์ไม่ได้รับการอบรมด้วยธรรมของ พระพุทธเจ้า จิตใจนั้นก็ย่อมเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้

ครั้งหนึ่ง มีลูกศิษย์ได้โอกาสเรียนถามหลวงปู่ว่า "หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ" เมื่อสิ้นเสียงคำถาม หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"

ซึ่งคำสอนของท่านข้างต้น ก็เป็นการตอบให้ชัดอีกครั้งว่า อานิสงส์แห่งการประพฤติความดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจนี้แหละ จะกลับมารักษาเราไม่ให้ตกไปสู่โลกที่ชั่ว จึงเป็นหลักประกันที่ช่วยให้เราห่างไกลจากนรก อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถเข้าใกล้หลวงพ่อด้วยการเพิ่มพูนคุณธรรมความดีให้ ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อว่าในที่สุดจะได้ไม่ต้องรบกวนหลวงปู่ให้ต้องลำบากลงนรกมาสงเคราะห์ ศิษย์ ดังที่ท่านปรารภด้วยความห่วงใย ตั้งแต่ครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่..

พระผู้จุดประทีปกลางดวงใจ
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2565

.อัจฉริยลักษณะและอดีตชาติของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

"...ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นผู้มีอัจฉริยลักษณะและอัจฉริยนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะองค์ มีปฏิปทามักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีระคนด้วยหมู่ แสวงหาวิเวก ปรารภความเพียร ตั้งแต่วันอุปสมบทมา จนกระทั่งวาระสุดท้าย

ธุดงควัตร ที่ท่านปฏิบัติเป็นประจำตลอดชีวิต คือ บิณฑบาตเป็นวัตร

ฉันในบาตรเป็นวัตร

ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

อยู่ในป่าเป็นวัตร

ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นผู้ที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบทั้งภายนอกและภายใน ท่านเกิดมาเพื่อเป็นปรมาจารย์ แม้รูปกายและกิริยาของท่านก็เป็นลักษณะของท่านผู้มีบุญใหญ่ คือ

“คิ้ว” ของท่านมีไฝตรงกลางระหว่างคิ้ว ลักษณะคล้ายกับอุณาโลมของพระพุทธเจ้า ไฝนี้เป็นจุดดำเล็ก ๆไม่ได้นูนขึ้นมา มีขนอ่อน ๓ เส้น ไม่ยาวมาก เป็นเส้นละเอียดอ่อนมาก ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็น

“หู” ของท่านมีลักษณะหูยาน เป็นหูของนักปราชญ์

“จมูก” โด่งรับกับใบหน้า เข้ารูปลักษณะชายชาติอาชาไนย

“ตา” ของท่านแหลมคมเหมือนตาไก่ป่า คือ ตาดี รวดเร็ว คือ มีแววตาเป็นวงแหวนในตาดำ เป็นตาของจอมปราชญ์

“นิ้วมือ” ของท่านนิ้วชี้จะยาวกว่า แล้วไล่ลงมาถึงนิ้วก้อย

“นิ้วเท้า” ก็เหมือนกัน นิ้วชี้จะยาวกว่า แล้วไล่ลงมาถึงนิ้วก้อย

“ฝ่าเท้า” ของท่านจะเป็นลายก้นหอยสองอัน และมีรอยอยู่กลางฝ่าเท้าเหมือนกากบาท

เวลาท่านเดินไปไหน ท่านเดินก่อน สานุศิษย์ไม่เหยียบรอยท่าน พอท่านเดินผ่านไปแล้ว ชาวบ้านจะไปยืนมุงมองดูจะเห็นเป็นลายตารางปรากฏอยู่ทั้งสองฝ่าเท้า

“รอยนิ้วเท้า” ก็เป็นก้นหอยเหมือนกัน จะเรียกก้นหอยหรือวงจักรก็ได้ มีอันใหญ่กับอันเล็ก ๒ อัน เป็นลักษณะพิเศษของท่าน

“ฝ่ามือ” ของท่านเวลาสานุศิษย์นวดเส้นถวาย ได้พลิกฝ่ามือของท่านดูปรากฏว่า มีเส้นกากบาทเต็มฝ่ามือทั้งสองข้าง

“เสียง” ของท่านเสียงกังวาน ไพเราะ ฟังเพลิน ฟังเหมือนเสียงฟ้าดินถล่ม ผู้ฟังไม่อิ่มไม่เบื่อ แรงแต่ไม่เป็นอันตราย

“คำพูด” ของท่านเหมือนถอดจากหัวใจดวงหนึ่งไปสู่หัวใจอีกดวงหนึ่ง แม้ท่านเทศน์จบแล้วผู้ฟังก็ยังอยากฟังต่อไปอีก แม้คนละเชื้อชาติภาษาท่านก็สามารถสอนให้เข้าใจได้

“วาจา” ของท่านเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีลาภ ยศ อามิสเจือวาจาของท่าน เทศน์จึงขลังดี พูดถูกธรรม ตรงไป ตรงมา ไม่เห็นแก่หน้าบุคคลและอามิส

“ฤทธิ์” ท่านไม่ชอบแสดงฤทธิ์ ท่านชอบภาวนาให้สิ้นกิเลส ฤทธิ์ทั้งหลายเกิดด้วยกำลังสมถะ ฌานสมาบัติทั้งนั้น ใช้วิปัสสนาอย่างเดียวไม่มีฤทธิ์สำเร็จอรหันต์

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเล่าเรื่อง ในอดีตชาติท่านได้พิจารณาร่างกระดูกมาถึง ๕๐๐ ชาติ ได้พิจารณาวัฏฏะอีกถึง ๕๐๐ ชาติ

เริ่มตั้งแต่เกิดเป็นเสนาบดีเมืองกุรุรัฐ ชมพูทวีป ประเทศอินเดีย ผู้เกี่ยวข้องในครั้งนั้น คือ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) คือ พระปทุมราชา ผู้ครองแคว้นกุรุ เป็นพี่ชาย

ในชาตินั้นท่านได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์ ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าต่อหน้าพระพักตร์ แต่ยังไม่ได้รับพุทธทำนาย

ท่านพระอาจารย์มั่น เล่าว่า พระพุทธองค์ตรัสธรรมแก่ท่านซึ่งเป็นอุบาสกในครั้งนั้นว่า....

....อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นอุบาสกผู้เลวทราม เศร้าหมอง น่าเกลียด คือ 
อุบาสกเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ 
เป็นผู้ทุศีล ๑ 
เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม ๑ 
แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนา ๑ 
ทำการสนับสนุนในที่นอกศาสนานั้น ๑ 
ส่วนอุบาสกแก้วก็มีนัยตรงกันข้ามกับอุบาสกเลวนี้ 
ท่านบอกว่าจิตท่านมั่นคงในพระรัตนตรัย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

อีกชาติหนึ่งท่านเกิดที่ลังกาทวีป ประเทศศรีลังกา ได้บวชเป็นพระ ได้เข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๔ ปรารภให้พระศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกาทวีป พระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป มีพระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้วิสัชนา ประชุมที่ถูปาราม เมืองอนุราชบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖ โดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะเป็นศาสนูปถัมภ์ สิ้นเวลา ๑๐ เดือนจึงเสร็จ

จากนั้นท่านได้มาเกิดที่มณฑลยูนานประเทศจีน ในตระกูลขายผ้าขาว มีน้องสาวคนหนึ่งเคยช่วยเหลือกัน มาชาตินี้ คือ นางนุ่ม ชุวานนท์ คหปตานีชาวสกลนคร ผู้สร้างวัดป่าสุทธาวาสถวายและท่านก็ได้สงเคราะห์ด้วยธรรมแก่เธอมาโดยตลอด

ชาติหนึ่งท่านไปเกิดที่โยนกประเทศ ปัจจุบันคือเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ในตระกูลช่างทำเสื่อลำแพน ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นนายช่างใหญ่ ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นผู้จัดการ ส่วนพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธฺโล) เป็นคนเดินตลาด

ท่านพระอาจารย์มั่น สอนท่านพ่อลี ต่อไปอีกว่า ผู้ปฏิบัติต้องรู้ที่จะแก้จิตของตน ให้รู้จักภพของตนที่จะไปเกิด ต้องผ่านความผิดมาเสียก่อน จึงปฏิบัติถูก 
ความผิดเป็นเหตุ ความถูกเป็นผลของความดีทั้งหลาย

ต้องเดินมรรค ๘ ให้ถูกจึงจะแก้ได้ เดินตามสายหนทางของพระอริยเจ้า ใช้ตบะอย่างยิ่งคือความเพียร จึงจะสอนตนได้ โลกีย์ โลกุตระ ๒ อย่าง ประจำอยู่ในโลก ๓ ภพ และท่านพระอาจารย์มั่น ได้แสดงธรรมโดยยกธรรมชาติมาเปรียบเทียบให้ฟังในหลายคราว มีใจความย่อดังนี้ว่า

“....ธรรมะ หรือ ธัมโม ต้องเรียนเอามาจากธรรมชาติ เห็นความเกิด ความแปรปรวน ของสังขารประกอบด้วยไตรลักษณ์ เป็นนักปฏิบัติกรรมฐานอย่าเชื่อหมอมากนัก ให้เชื่อธรรม เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม จึงจะดี ธรรมะทั้งหมดชี้เข้าที่กายกับจิต เพราะกายและจิตนั่นแหละ เป็นคัมภีร์เดิม เป็นคัมภีร์ธรรมะที่แท้จริง

ภูเขา ทะเล สายน้ำ แผ่นดิน แผ่นฟ้า เห็นไปดูไปก็ไม่มีความหมาย ให้เห็นแต่ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เท่านั้นแล ทิฐิมานะนั่นแหละ เป็นภูเขาสูงหาที่ประมาณมิได้ โลกสันนิวาส มีความแปรปรวนตั้งเที่ยงอยู่เช่นนั้น แต่จิตของเรารักษาไว้ให้ดี อย่าให้ติด ถ้าไม่ติดก็ได้ชื่อว่าเป็นสุข 
พิจารณาค้นกาย ตรวจกายถูกดีแล้ว ค้นดูกายถึงหลัก แลเห็นอริยสัจของจริงแล้ว เดินตามมรรคเห็นตัวสมุทัย เห็นทุกขสัจ ต้องทำจิตให้เป็นเอก ต้องสงเคราะห์ธรรมให้เป็นเอกเสมอ พระอรหันต์มีคุณอนันต์นับหาประมาณมิได้ พระอรหันต์ตรัสรู้ในตัวเห็นในตัว มีญาณแจ่มแจ้งดี ล้วนแต่เล่าเรียนธรรมชาติทั้งนั้น...”

คัดลอกจากหนังสือชีวประวัติและปฏิปทา “ท่านพ่อลี ธมฺมธโร พระอริยเจ้าผู้มีพลังจิตแก่กล้า”

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565

อยากไปพระนิพพานเป็นตัณหาไหม

⚜️ #นักปฏิบัติหลายท่านคงสงสัย #การที่อยากไปพระนิพพานเป็นตัณหาไหม⚜️ 
🙏"#ถ้าเสียงธรรมะนี่พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่ากามฉันทะ ท่านเรียกว่า #ธรรมฉันทะ #ว่ามีความพอใจในธรรม ถ้าหากว่าถ้าเขาถามว่า คนเรามุ่งพระนิพพานนี่เป็นตัณหาไหม ก็มีพระนักเทศน์หลายองค์เคยมาถาม เทศน์ด้วยกันอยากได้ไอ้นั่นก็ตัณหา อยากได้ไอ้นี่ก็ตัณหา อยากมีผัวก็ตัณหา อยากมีเมียก็ตัณหา อยากมีลูกมีเต้า อยากรวยอยากสวย เป็นอาการของตัณหาทั้งหมด 

🙏#คำว่าตัณหานี่แปลว่า #ความทะยานอยากลงเบื้องต่ำ เกาะโลก มีอุปาทานเป็นเชื้อนำหรือเป็นผู้บัญชาการ และมีอวิชชาความโง่เป็นผู้สนับสนุน นี่ถ้าถามว่า ถ้าคนเขาอยากไปนิพพานเป็นตัณหาไหม ก็เห็นจะ ๙๙% ที่ตอบว่า คำว่าอยาก แปลว่า ตัณหา ในเมื่ออยากไปนิพพาน ก็แสดงว่าเป็นตัณหาเหมือนกัน ก็เลยตอบว่า นี่แกเทศน์แล้วแกก็เดินลงนรกไปเลยนะ แกเทศน์แบบนี้แกเลิกเทศน์ แล้วก็เดินย่องไปนรกเลยสบาย ไปเสียคนเดียวก่อน ดีกว่ามาชวนชาวบ้านเขาไปอีก ถามเป็นอย่างไร บอกว่า 
#ถ้าต้องการไปนิพพานเขาเรียกว่า "#ธรรมฉันทะ" ไม่ใช่กามฉันทะ #เรียกว่ามีความพอใจในธรรม #เป็นอาการซึ่งทรงไว้ซึี่งความดี"

🖋️📚หนังสือรวมคำสอนธรรมปฏิบัติของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เล่ม ๑ หน้า ๑๑๖- ๑๑๗
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน

ปุชฉา- มรรคตามหลักธรรมอริยสัจ 4 มีอะไรบ้าง?

วิสัชนา- มรรค
ทาง/หนทาง/ข้อฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ 
เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า ทางมีองค์ 8 ประการอันประเสริฐ เรียกสามัญว่า มรรคมีองค์ 8 มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ได้แก่

1.สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ
 ได้แก่ แนวความคิดที่ถูกต้อง ความเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

2.สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ 
ได้แก่ ความนึกคิดที่ปราศจากโลภะ ปลอดโปร่งจากกาม ปราศจากความเห็นแก่ตัว มีความเสียสละ /ความนึกคิดที่ปราศจากโทสะ ไม่พยาบาทเคียดแค้นชิงชัง 
มีความเมตตากรุณา/ความนึกคิดที่ปราศจากโมหะ ความคิดไม่เบียดเบียน ไม่คิดทำร้ายผู้อื่น

3.สัมมาวาจา- เจรจาชอบ 
ได้แก่ วจีสุจริต การละเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ
4.สัมมากัมมันตะ-กระทำชอบ ได้แก่ การกระทำที่เว้นจากการกระทำชั่วทาง กาย 3 อย่าง คือการละเว้นจากการฆ่าสัตว์เบียดเบียนสัตว์ การละเว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ และการละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
5.สัมมาอาชีวะ- เลี้ยงชีพชอบ 
ได้แก่ การประกอบอาชีพสุจริต
6.สัมมาวายามะ-ความเพียรชอบ 
ได้แก่ ความเพียรตามหลักธรรม ปธาน 4 ได้แก่
   1.)สังวรปธาน
เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด 
มิให้เกิดขึ้น
   2.)ปหานปธาน
เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
   3.)ภาวนาปธาน
เพียรเจริญทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น
   4.)อนุรักขนาปธาน
เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ตั้งมั่น 
และ ให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

7.สัมมาสติ - ระลึกชอบ 
ได้แก่ การมีสติกำหนดระลึกรู้อยู่เป็นนิจ/ การกำหนดรู้สภาวะที่เกิดขึ้นจริงในขณะปัจจุบัน โดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน /การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง มีสติกำกับดูสิ่งต่างๆและความเป็นไปทั้งหลายโดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมันตามหลักธรรมสติปัฏฐาน 4(การตั้งสติกำหนดพิจารณาทางกาย เวทนา จิตและธรรม)

8.สัมมาสมาธิ-ตั้งจิตมั่นชอบ 
ได้แก่ ความตั้งใจมั่น โดยการที่กุศลจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว เข้าถึงปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน รวมเรียกว่าฌาน 4

มรรคมีองค์ 8(มัชฌิมาปฏิปทา) ทางสายกลางเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อันเป็นทางสู่จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือพระนิพพาน

ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม/ประมวลศัพท์ ป.อ.ปยุตโต

นิมิตก่อนตาย ในงานวิจัย

“นิมิตก่อนตาย” 
 คนเราเมื่อใกล้เสียชีวิต จะระลึกถึงภาพความทรงจำเก่าๆขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เป็นการบีบอัดข้อมูลในภพชาติปัจจุบัน เพื่อบันทึกเข้าสู่ภวังค์จิต ก่อนที่จะสู่จุติจิต ก่อนที่กายหยาบอันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้จะสูญสลายไป 
   มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Frontiers in Aging Neuroscience วารสารเกี่ยวกับสมองชั้นนำของโลก ฉบับ 22 กุมภาพันธ์ 2022 โดยทีมนักวิจัยจาก สหรัฐ แคนาดา และจีน ถึง 13 ท่าน ทำการทดลองร่วมกัน พบว่า ก่อนและหลังหัวใจหยุดเต้น 30 วินาที สมองจะประมวลผลความทรงจำของชีวิตอีกครั้ง

    ดร. อัจมาล เซมมาร์ (Ajmal Zemmar) แห่งมหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ หนึ่งในทีมนักวิจัย บอกว่า เป็นความบังเอิญที่เราค้นพบเรื่องนี้ ในตอนแรกของการทดลอง ไม่มีใครคิดว่า คนใกล้ตายจะมีสัญญาณของคลื่นสมองที่เหมือนกับคนกำลังทำสมาธิหรือฝันอยู่

   ในทางพุทธบอกว่า ความทรงจำเหล่านั้น อาจเป็นการกระทำเก่าๆ เช่น เคยฆ่าสัตว์ ภาพของสัตว์ที่กำลังถูกฆ่าจะปรากฏอย่างชัดเจน หรือปรากฏในรูปสัญลักษณ์เช่น เห็นมีด ปืน ที่ใช้ในการสร้างกรรม ส่วนบุญก็จะปรากฏตามที่สร้างมา ภาพของการถือศีล ทำทาน สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ปรากฏให้เห็น ดังนั้นภาพนิมิตที่เกิดขึ้น จะเป็นไปตามกรรมเก่าที่เคยทำ

   กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากภายในไม่กี่วินาที แต่เนื่องจากจิตในขณะนั้นมีความไวสูงกว่าแสง ทำให้เวลาจิตยืดยาวขึ้น พอที่จะรับรู้เหตุการณ์ในชีวิตที่ผ่านมามากมาย

    ภาพยนตร์ความยาวสองชั่วโมง เรายังสามารถ download ทั้งเรื่องเสร็จภายในเวลาไม่กี่วินาที แต่จิตทำงานเร็วกว่าระบบดิจิตอลเป็นล้านเท่า ดังนั้น กระบวนการบันทึกกรรม จะเกิดขึ้นทันทีทันใด แม้เสียชีวิตแบบกะทันหัน ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการ download เรื่องราวของชีวิตทั้งหมด

    หลังจากนั้นจะเกิด “คตินิมิต” ตามมา คือ ลักษณะของภพที่จะไปเกิดใหม่ ปรากฏให้เห็น ผ่านทวารหก ทางใดทางหนึ่ง เช่นได้กลิ่นหอม เสียงอันไพเราะ ภาพวิมานแก้ว หรือ กลิ่นเหม็น เสียงโหยหวน เปลวเพลิง   

           
    ดร.ปีเตอร์ โนเบิล (Peter Noble) แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบว่า หลังเสียชีวิต ยีนและดีเอ็นเอในร่างกายส่วนหนึ่ง กลับทำงานอย่างหนักขึ้นต่อไปอีก 24 ชั่วโมง ทั้งที่มันควรจะหยุดทำงานไปแล้ว ตั้งแต่สมองตาย
 
    ดร.พีจอท กาจาเจฟ ( Dr.Pjotr Garjajev ) นักชีวโมเลกุล ที่ศึกษาเรื่องดีเอ็นเอมาอย่างยาวนาน บอกว่า ดีเอ็นเอมีความสามารถในการส่งต่อข้อมูลเข้าไปในมิติที่ห้าได้ นั่นหมายความว่า ขณะเสียชีวิต ร่างกายพยายามถ่ายทอดข้อมูลของชีวิต ผ่านทางดีเอ็นเอด้วย และระหว่างมีชีวิตอยู่ DNA นี่แหละคือตัว download พลังแห่งกรรมเข้ามาจากอีกมิติ และเหนี่ยวนำตัวเจ้าของดีเอ็นเอนั้นให้เกิดบุคลิกภาพ ความรู้สึก โรคภัยไข้เจ็บ ไปตามกรรมเก่าที่สะสมมา วิบากกรรมกับพันธุกรรม จึงมีความสัมพันธ์กันผ่านช่องทางนี้ ดร.พีจอท กาจาเจฟ บอกว่า DNA ส่วนที่ทำหน้าที่รับพลังแห่งวิบากกรรมคือ DNAส่วนที่ไม่ได้กลายเป็นยีน (Junk DNA)

    ปกติคนเราก็มีความทรงจำเก่าๆผุดขึ้นมาอยู่ทุกวัน ในรูปของความฝัน นิมิตตอนใกล้เสียชีวิตแบ่งออกได้ เป็นสี่แบบคล้ายกับความฝัน คือ บุพพนิมิต จิตอาวรณ์ เทพสังหรณ์ และธาตุกำเริบ ซึ่งบุพพนิมิตกับเทพสังหรณ์ ถ้าเกิดขึ้นกับผู้ใด จะทำให้รู้ถึงภพภูมิที่จะไปหลังจากเสียชีวิต ส่วนจิตอาวรณ์ และ ธาตุกำเริบ เป็นเพียงภาพหลอน ที่เกิดจากความแปรปรวนของกายและจิต ขณะป่วยหนัก        

   คนที่ฝึกเจริญสติสมาธิ จนถึงในระดับที่คุมนิมิตได้ จะสามารถเลือกให้ภาพสุดท้ายก่อนเสียชีวิต เป็นไปตามที่ปรารถนา พระพุทธองค์จึงทรงบอกว่า ถ้ามีสติ กรรมเก่าก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นควรฝึกภาวนาด้วย นอกจากการทำบุญ ทำทาน ถือศีล 

    ความรู้สึกสุดท้ายก่อนเสียชีวิตสำคัญมาก แต่ถ้าไม่เคยฝึกสมาธิ เจริญสติมาเลย ยากที่จะคุมความรู้สึกในช่วงนี้ได้ เพราะขณะนั้นสภาพร่างกายอ่อนแอเต็มที ระบบร่างกายแปรปรวนด้วยฤทธิ์ยา มีความเจ็บปวด จิตใจว้าวุ่น สับสน ห่วงใย ไม่อยากตาย ต้องใช้กำลังสมาธิสติมากกว่าปกติหลายเท่า จึงจะคุมจิตอยู่

    ฝึกนั่งสมาธิถึง ฌาน 2 ก็เห็นนิมิตแล้ว ทำบ่อยๆ จนคุ้นเคยกับมัน ในที่สุดจะควบคุมมันได้ และไม่กลัวตายอีกเลย นั่นเพราะเราสามารถเลือกไปในภพภูมิใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ แม้ว่าจะเคยสร้างกรรมมาบ้างก็ตาม อย่างน้อย ขอไปเกิดในภพที่สูงไว้ก่อน ส่วนบุญจากการให้ทาน ถือศีล จะส่งผล หลังจากที่ได้ถือกำเนิดในภพใหม่แล้ว

    ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมไอน์สไตน์ ถึงบอกว่า ในอนาคต จะเหลือศาสนาแห่งจักรวาลเพียงศาสนาเดียว นั่นก็เพราะการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับสิ่งที่พุทธศาสนาบอกมาก่อนตั้งสองพันห้าร้อยปี ไม่ว่าเรื่อง เวลายืดหด ปรมาณู มิติต่างๆ เรื่องจักรวาล การทำงานของสมอง ฯลฯ

             -------------------------------------------------

19 สิ่งที่ควรเข้าใจแล้วจะมีความสุข


1. หมอดูที่เก่งกาจที่สุดในโลก คือ
กฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ทำอะไรไว้จะดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม 
ย้อนกลับมาหาเราเสมอไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า

2. พิธีสะเดาะเคราะห์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก 
คือการสำนึกผิด และ ขอขมากรรม 
แล้วปล่อยวางอดีต อยู่กับปัจจุบัน

3. วิธีต่ออายุที่ได้ผลดีที่สุดในโลก คือ
การละเว้นจากชีวิตผู้อื่น งดเว้นจากการเบียดเบียน
ไม่ทำให้ตนเอง และ ผู้อื่นต้องเดือดร้อน 
เป็นผู้มีศีล มีความเป็นปกติของกาย วาจา ใจ

4. วิธีเรียกทรัพย์ที่แม่นยำที่สุดในโลก 
คือการทำบุญให้ทาน ผู้ให้ย่อมได้รับ

5. วิธีเสริมสวยที่ได้ผลดีที่สุดในโลก 
คือรอยยิ้ม 

6. ความสุขที่ราคาถูกที่สุดในโลก 
คือการปล่อยวาง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมา
ด้วยความบังเอิญ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป 
เหมือนที่มันเคยผ่านมา

7. ความดีที่ประเสริฐที่สุดในโลก 
คือ ความกตัญญู 

8. การปลดปล่อยตัวเองที่เร็วที่สุดในโลก 
คือปล่อยวางจากตัวตน ปล่อยวางจากอดีต
ปล่อยวางจากอนาคต อยู่กับปัจจุบันอย่างตื่นรู้

9. การทำลายคุณธรรมแห่งตนที่เร็วที่สุดในโลก 
คือ ความเห็นแก่ตัว

10. ความสูญเสียที่สาหัสที่สุดในโลก 
คือการไม่ศึกษาธรรมะ ไม่ปฎิบัติธรรม 

11. บ่อที่ถมยากที่สุดในโลก 
คือบ่อแห่งความโลภ

12. ไฟที่ยากดับที่สุดในโลก 
คือไฟแห่งโทสะ ความโกรธ

13. สิ่งที่ทำให้คนมัวเมายิ่งกว่าการดื่มสุราที่มีฤทธิ์
แรงที่สุดในโลก คือ ความหลง

14. ความมืดที่จุดแสงไฟให้สว่างได้ยากที่สุดในโลก
คือ กาม 

15. ความงมงายที่ฝังแน่นที่สุดในโลก 
คือ อัตตาตัวตน ยึดมั่นถือมั่น ว่านั่นคือตัวเรา
นั่นคือของๆเรา 

16. ความผันผวนที่ยากคำนวนที่สุดในโลก 
คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่มีสิ่งใดแน่นอน 

17. ภัยพิบัติที่ยาวนานที่สุดในโลก 
คือการเวียนว่ายตายเกิด

18. ความสุขอันยาวนานที่สุดในโลก 
คือ การหลุดพ้นคืนสู่ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
คือ พระนิพพาน 

19. สันติภาพที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดในโลก 
คือ การให้อภัย

#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

#อยู่บ้านเจริญกรรมฐานต้องสมาทานไหม

⚜️ #อยู่บ้านเจริญกรรมฐานต้องสมาทานไหม⚜️
🙎ลูกศิษย์ : หลวงพ่อคะ #พอเวลาเราเจริญพระกรรมฐานที่บ้าน #เราต้องสมาทานพระกรรมฐานทุกครั้ง ใช่ไหมคะ

🙏หลวงพ่อ : ก็ตามใจ #เวลามีก็สมาทาน #ถ้ามีความมั่นคงดีก็ไม่เป็นไนะ #ก็ไม่แน่นักบางคนที่มีความคล่องตัวไม่ทันจะสมาทาน #จิตเป็นสมาธิเลย นี่ใช้ได้แน่นอนนะ

⚜️ #ถ้าทางที่ดีใหม่ๆยังไม่มั่นคง #ตอนเช้าก็สมาทานเสียก่อน #สมาทานครั้งเดียวในวันนั้น ทำกี่ครั้งก็ได้ ไม่ต้องทำไม่ต้องสมาทานบ่อยๆนะ #ทางที่ดีเช้าว่าเสียก่อนเลย ถ้าไม่รีบเกินไป

⚜️เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน #ตอนตื่นถ้าไม่สายเกินไป #ก็สมาทานเลย #คุ้มไปยันถึงวันพรุ่งนี้ สมาทานครั้งเดียว แล้วต่อไปไม่ต้อง ตลอดวันตลอดคืนนะ สมาทานนะ

⚜️ #สมาทานในตอนต้นว่ามอบกาย #ถวายชีวิต #นั่นก็หมายความว่าคำสั่งสอนใดที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ #จะไม่ฝืน #ให้เป็นไปตามขั้นตอนนะ

⚜️ #อันดับแรกเราก็จับอารมณ์ #พระโสดาบันก่อน #พยายามเอาให้ได้ พระโสดาบัน มีความสำคัญที่ศีล 5 เท่านั้นเอง ถ้าทรงศีล 5 ได้อย่างเดียว อารมณ์ตั้งใจ พระนิพพาน เป็นของไม่ยากใช่ไหม เพราะมีอยู่แล้ว เท่านั้นแหละ

🖋️📚หนังสือรวมคำสอนธรรมปฏิบัติ เล่ม 10 หน้า 513
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน