วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ภาวนาแล้วจิตตกวูบไป

🔹️ผู้ถาม : "กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกภาวนา "พุทโธ" กับ "อานาปา" ควบกันไป ก็ปรากฏว่าจิตสงบมัน...ก็ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นอุปจารสมาธิ...ก็ไม่เชิง มันจะมีจุดๆหนึ่งอย่างนี้ขอรับ จิตมันไปตกวูบ พอวูบไปปั๊บผมก็เกิดความกลัว ก็ภาวนาใหม่ เริ่มต้นใหม่...ก็วูบอีก ลักษณะแบบนี้แก้ไม่ตก ไม่รู้จะแก้ยังไง ขอพึ่งบารมีหลวงพ่อ แนะนำวิธีลูกหน่อยเถิดขอรับ..?"

🔸️หลวงพ่อ : "อาการแบบนี้นะ ขณะที่จิตสบาย อันนั้นติดตั้งอยู่ในปฐมฌาน แต่ว่าสมาธิไม่ทรงตัว สมาธิตก ฌานเริ่มตก มีวูบๆ คล้ายตกต้นไม้ใหญ่ นั่นเขาเรียก "จิตพลัดจากฌาน" วิธีแก้ไม่ยาก เพราะว่าเริ่มต้นทีแรกลมหยาบเกินไปให้ใช้หายใจยาวแบบเกณฑ์ทหารนะ ๕-๖ ครั้ง หายใจแรงๆยาวๆนะ ทำอย่างนี้ทุกวันๆ ไม่ช้าอาการจะหาย ขับลมอยาบทิ้งไปก่อน อันนี้ไม่ยาก"
.
.
.
🙏โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
✍คัดจากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๑๐ หน้า ๗๒-๗๓

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564

“ บทธรรมบรรยาย “#หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต“ วิเวกธรรม ๒ “



🍀เมื่อจะทรงแสดงธรรมเครื่องข้ามตัณหา จึงตรัสพระคาถาว่า “ ยัง กิญจิ สัญชานาสิ อุทธัง อโธ ติริยัญจาปิ มัชเฌ เอตเสุ นันทิญจ ปนุชชวิญญาณัง ภเว น ติฏฐ “ “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ท่านจงรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งในเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวางสถานกลาง แล้วจงบรรเทาเสีย จงละเสียซึ่งความเพลิดเพลินและความถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น วิญญาณของท่านก็จะไม่ตั้งอยู่ในภพ ดังนี้

🍀คำว่าเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวางสถานกลาง นั้น ทรงแสดงไว้ ๖ นัย คือ นัยที่ ๑ อนาคตเป็นเบื้องบน อดีตเป็นเบื้องต่ำ ปัจจุบันเป็นเบื้องขวางสถานกลาง นัยที่ ๒ เหล่าธรรมที่เป็นกุศลเป็นเบื้องบน เหล่าธรรมที่เป็นอกุศลเป็นเบื้องต่ำ เหล่าธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นเบื้องขวางสถานกลาง นัยที่ ๓ เทวโลกเป็นเบื้องบน อบายโลกเป็นเบื้องต่ำ มนุสโลกเป็นเบื้องขวางสถานกลาง นัยที่ ๔ สุขเวทนาเป็นเบื้องบน ทุกข์เวทนาเป็นเบื้องต่ำ อุเบกขาเวทนาเป็นเบื้องขวางสถานกลาง นัยที่ ๕ อรูปธาตุเป็นเบื้องบน กามธาตุเป็นเบื้องต่ำ รูปธาตุเป็นเบื้องขวางสถานกลาง นัยที่ ๖ กำหนดแต่พื้นเท้าขึ้นมาเป็นเบื้องบน กำหนดแต่ปลายผมลงไปเป็นเบื้องต่ำ สว่นท่ามกลางเป็นเบื้องขวางสถานกลาง

🍀เมื่อท่านมาสำคัญหมายรู้เบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวางสถานกลาง ทั้ง ๖ นัยนี้แล้ว แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง พึงบรรเทาเสียซึ่งนันทิ ความยินดี เพลิดเพลิน และอภินิเวส ความถือมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ...

เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ.
Cr.fbพระคุณเจ้าchusak

ทำไมเราจึงมองเห็น ยานอวกาศ

เรามาทำความเข้าใจกับยานบินต่างดาวที่พวกเขาเข้ามาปฎิบัติหน้าที่บนโลกของเรากันดีกว่า

ระหว่างที่มนุษย์เราเรียกว่า UFO นั้น เป็นพาหนะที่ที่พวกเขาไม่รู้จัก ถ้ามองจากรูปธรรมต่าง
ดาว

มันเป็นเพียงแค่ยานพาหนะเท่านั้น เพื่อใช้มันเคลื่อนที่ไปในช่องว่างกาลอวกาศ พวกเขาจึงอยากให้พวกเราเรียกว่ายานบินอวกาศจึงจะเหมาะ

ภายในยานบินอวกาศ ข้างในมันมีโครงสร้างเป็นกึ่งสิ่งมีชีวิตที่สามารถแปรเปลี่ยนรูปร่างตัว
เองได้

เมื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือแสง โครงสร้างภายในจะถูกอัดแน่นด้วยแรงดึงดูดที่สูงมาก

เพื่อเป็นการลดนํ้าหนักถ่วง มันจึงต้องออกแบบโครงสร้างเป็นแบบนี้ เมื่อเคลื่อนที่โดยการ
วาปด้วยความเร็วสูงสุด

พวกเขาจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับยานบินท่องอวกาศแล้วด้วยการรวมกันนั้นเองพวกเขา

จึงสามารถดำรงชีวิตของตนอยู่ได้โดยไม่รู้สึกถึงแรงกดอากาศที่มหาศาลรายรอบตัวพวกเขาได้

มนุษย์เราอาจมองเห็นพวกเขาได้บ้างหรือไม่ได้บ้าง เพราะโดยพื้นฐานแล้วพวกเขาอยู่ในมิติที่สูงกว่ามนุษย์

อยู่ในคลื่นความถี่มิติที่สูงกว่า ตาเนื้อมนุษย์ก็ไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้ แต่เมื่อพวกเขาลดคลื่นความถี่ลง

เมื่อมาปฎิบัติหน้าที่บางสิ่งบางอย่างที่เป็นคุณต่อมนุษย์พวกเราจึงจะสามารถมองเห็นพวกเขาได้

เราจะเห็นบ่อยแถบเปรู เม็กซิโก นั่นคือการบินชนิดลดคลื่นความถี่ลงมานั่นเอง โดยปกติจะ

อยู่ในคลื่นความถี่ที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่คนที่มีพลังจิตสูงๆ หรือมีตาทิพย์ก็สามารถติดต่อสื่อสารกับพวกเขาได้ 

แต่ถ้าพวกเราไม่สามารถเห็นพวกเขาด้วยตาเนื้อได้ พ่อว่าไม่ต้องเสียดายเลยนะ พ่อจะบอก

วิธีสังเกตุเคร่าๆ ให้ลูกๆ สังเกตุท้องฟ้าในวันที่มีอากาศแจ่มใส ลมแรง ปกติเมฆจะไหลไปตามกระแสลม

บางขณะถึงลมจะแรงสักปานใด เมฆจะคงตัวอยู่ในรูปแบบร่ม ไม่ยอมเคลื่อนที่ไปไหนนั่นละ

ภายในคือยานบินของเราที่พรางตัวอยู่ล่ะ ยานบินของเราขับเคลื่อนด้วยการสร้างสนามพลังแม่เหล็กขึ้นมา

บริเวณรอบๆ ยาน ในกรณีที่มีปริมาณนํ้าลอยอยู่ในอากาศ ยานของเราก็จะเปลี่ยนพลังงานไอนํ้านั้น

ให้ควบแน่นก็จะปรากฎเป็นรูปเมฆคล้ายร่มหรือเป็นรูปเมฆวงกลม เป็นรูปคล้ายจานเพื่อห่อหุ้มยานบินของเรา

แม้ลมจะแรงแต่ยานบินรูปเมฆของเราก็ยังอยู่กับที่ หากลูกๆ เห็นเมฆแบบนี้ไม่ผิดแน่มีพวกเราอยู่ในนั้นแน่นอน...

ยานอวกาศ Peiadian Starships – สร้างขึ้นได้อย่างไร?

Peiadian Starships – สร้างขึ้นได้อย่างไร?
โดย Eliza Ayres
25 มิถุนายน 2021 

โปรดทราบว่าฉันไม่ใช่วิศวกรที่ผ่านการฝึกอบรม การมีส่วนร่วมของฉันกับยานอวกาศคือคริสตัล ฉันคือสิ่งที่คุณเรียกว่ามาสเตอร์คริสตัล การเดินเข้าไปใน Terra ของฉันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ 'ฉัน' ดังนั้นอย่าคาดหวังให้เธอปลุกคริสตัลใดๆ ตอนนี้ 

คริสตัลถูกใช้โดยเรือรบของเราอย่างไร?
ในบทความอื่น ฉันได้กล่าวถึง 'คนตัวเล็ก' ของเรา นั่นคือ Elementals พวกเขาไม่ใช่คนแคระหรือมีความบกพร่องทางพันธุกรรม พวกเขาเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ Elementals มีทักษะและค่านิยมของตนเองและมักอาศัยอยู่ในอาณานิคม พวกเขายังทำงานบนเรือของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของเรือที่มีปัญหาสำหรับคนตัวสูง เช่น วิศวกรรมในห้องเครื่อง Elementals ยังทำงานในแผนกโภชนาการซึ่งเป็นสถานที่เตรียมอาหารและในร้านค้า ซึ่งทำเครื่องแบบและเสื้อผ้าอื่นๆ สำหรับบุคลากรของเรา ตลอดจนแผนกอื่นๆ แล้ว 

Elementals เกี่ยวข้องกับคริสตัลอย่างไร? มีธาตุบางตัวที่มีพรสวรรค์ในการสื่อสารและเติบโตคริสตัล
Elementals ที่ค่อนข้างพิเศษเหล่านี้เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง มีพรสวรรค์อย่างมาก และเป็นที่เคารพนับถือ พวกเขามีกลุ่มคริสตัลขนาดใหญ่ที่รวบรวมจากทุ่งคริสตัลและนำไปที่โกดังใกล้ที่จะวางคริสตัลไว้ในเรือที่กำลังก่อสร้าง จากนั้นพวกเขาก็แยกกระจุกออกจากกันอย่างระมัดระวัง ปล่อยให้คริสตัลแต่ละจุดไม่เสียหาย… และเริ่มนั่งสมาธิกับคริสตัล Elementals ที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้สั่งให้คริสตัลเติบโตและเติบโตจนมีขนาดมหาศาล แต่ละจุดที่นำมาจากคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ยังคงสามารถสื่อสารกับน้องสาวของเธอ จุดอื่น ๆ จากคลัสเตอร์เดิม... ลักษณะของคริสตัลที่จะเข้าสู่ภาพในภายหลัง
ตอนนี้ เมื่อแม่คริสตัลของเรือลำใหม่เติบโตขึ้นเป็นขนาดใหญ่ Crystal Master ก็เริ่มสอนคริสตัล เธอเรียนรู้สิ่งที่คาดหวังจากเธอขณะที่เธอทำหน้าที่เป็นที่เก็บพลังงานแสงอาทิตย์และข้อมูลทั้งหมดที่เผยแพร่บนเรือ โดยข้อมูลทั้งหมด ฉันหมายถึงทุกความคิด คำพูด การกระทำ ข้อมูลที่ได้รับและส่งโดยใครก็ตามที่อยู่ในเรือ ข้อมูลสามารถส่งจากเรือไปยังเรือได้ทันทีในพื้นที่หลายพันล้านไมล์ นอกจากนี้ยังสามารถเก็บไว้ใน Mother Crystals ที่พบในแต่ละเกาะ บ่อยครั้งในวัดและบางครั้งในอาคารราชการ เช่น พวกเขาอยู่ในกลุ่มดาวลูกไก่
ดังนั้น เมื่อ Mother Crystal ของเรือลำใหม่พร้อมแล้ว เธอก็จะถูกวางไว้ที่ศูนย์กลางของเรือ ด้วยกลไกที่กระตุ้นเรือ ยกขึ้นและลง เคลื่อนไปข้างหน้าและข้างหลัง 
วิศวกรจะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร? เกียร์ เกียร์ เพลาขับ ฯลฯ ที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนหรือแรงจูงใจ ด้วยแกนกลางของเรือที่สร้างขึ้นนี้ เรือตัวอ่อนจะถูกยกขึ้นสู่บรรยากาศเหนือพื้นที่ก่อสร้าง จากนั้นจึงสร้างเรือจากภายในสู่ภายนอกจนสร้างเปลือกได้อย่างสมบูรณ์ ขั้นตอนต่อไปคือการทาผิวนอกบนเรือ เพื่อปิดผนึกบรรยากาศ ใส่หน้าต่าง ประตู ช่องลงจอด และช่องเปิดทางกล จากนั้นการตกแต่งของเรือก็เริ่มขึ้น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนภายในทั้งหมดจะถูกวางลงในเรือ ในที่สุด เรือก็ติดตั้งอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์
คริสตัลแม่สำหรับยานแม่อย่างThe White Winds อาจมีขนาดใหญ่ถึง 100 ฟุตคูณ 40 ฟุต Mother Crystals สำหรับพาหนะขนาดเล็กจะมีขนาดตามสัดส่วนของพาหนะที่พวกเขากำลังเตรียม เมื่อติดตั้งในที่อยู่อาศัยและบนเรือแล้ว Mother Crystals ของเรือแต่ละลำสามารถสื่อสารกับพี่สาวน้องสาวของพวกเขาในรูปแบบของกระแสจิต คุณอาจถามว่าเป็นไปได้อย่างไร? มันค่อนข้างง่าย คริสตัลมีความรู้สึก มีชีวิตอยู่ และถูกใช้ในทางที่ผิดอย่างมากกับ Terra
แหล่งพลังงานสำหรับเรือ Pleiadian คือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งรวบรวมโดยแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่และเก็บไว้ในแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือ Mother Crystal ของเรือ Mother Crystal นี้ยังใช้เป็นสมาธิสำหรับลูกเรือและผู้เยี่ยมชม โดยพื้นฐานแล้วเรือลำนี้ดำเนินการโดย Source Energy ที่มาจากดวงอาทิตย์ในบริเวณใกล้เคียง เรือ Pleiadian ไม่เคยหมดพงังงานหรือประสบกับภาวะไฟดับ วิศวกรรมพื้นฐานของโครงข่ายไฟฟ้านั้นค่อนข้างเรียบง่ายและในขณะเดียวกันก็ทรงพลังอย่างยิ่ง พลังงานจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรีแบตเตอรีจนกว่าจะมีความจำเป็น
การเคลื่อนที่ของเรือจะถูกส่งผ่านไปยัง คำบัญชาการหลัก ซึ่งทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกันกับเครื่องคอมพิวเตอร์หลัก ผู้บัญชาการปฏิบัติการหรือช่างเทคนิคคนใดคนหนึ่งของเขาเข้าสู่พิกัดและความเร็วที่ต้องการให้เรือเคลื่อนเข้ามาและเรือก็ทำหน้าที่ อีกประเด็นหนึ่ง ยานแม่ขนาดยักษ์ของเราเคลื่อนที่ช้ามาก แม้ว่าพวกมันจะสามารถเดินทางจากระบบสุริยะนี้ไปยังกลุ่มดาวลูกไก่ได้ภายในระยะเวลาสองสัปดาห์ และสักวันหนึ่ง เรือทุกลำของเราจะออกจากระบบนี้ จุดประสงค์ของเราในการอยู่ที่นี่ให้สมบูรณ์
ด้วยความอยากรู้เพราะฉันจำทุกสิ่งที่ฉันเรียนรู้จาก University Ship ไม่ได้ในขณะที่เดินเข้ามา ฉันถามคำถามสองสามข้อที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข้างต้น:
เรือของเราสามารถเปลี่ยนเฟสได้หรือไม่? ใช่. ซึ่งหมายความว่าเรือสามารถปรากฏกะพริบหรือหายไปเมื่อถูกมองโดย Terrans ไม่ว่าจะจากพื้นดินหรือในอากาศ พวกเขาเป็นเพียง (สำหรับเรา) เปลี่ยนความถี่ซึ่งทำให้พวกเขาดูเหมือนจะหายไปเมื่อพวกเขายังคงอยู่หรือวิ่งออกไป
เรือลำเล็กของเราจะเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้หรือไม่? ใช่. วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเรือสามารถทนต่อแรง G มหาศาลในชั้นบรรยากาศ และไม่มีแรงโน้มถ่วงเช่นนั้นอยู่นอกชั้นบรรยากาศ
เรือของเรามีความรู้สึกหรือไม่? เลขที่
เรือของเราเป็นแบบออร์แกนิกหรือไม่? เลขที่
แน่นอนว่ายังมีอะไรอีกมากมายในการสร้างเรือทุกขนาด แต่อย่างที่ฉันพูด ฉันไม่ใช่วิศวกร  
โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ Terrans เรียกว่ายูเอฟโอคือเรือต่างดาวนอกโลก กลุ่มดาวลูกไก่มีเรือหลายพันลำ ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่าเรือแม่ของเรามาก ซึ่งตั้งอยู่ในระบบสุริยะนี้ เราสร้างเรือมาหลายแสนปี นานก่อนที่จะมีอารยธรรมที่ใช้งานได้บน Terra เรือบางลำของเราได้นำผู้อพยพที่กล้าหาญมายังโลกนี้เมื่อนานมาแล้ว ส่วนที่ดีของประชากรพื้นเมืองที่มีเปลวไฟหัวใจบนพื้นผิวของ Terra มีเชื้อสาย Pleiadian หรือ Sirian 
แน่นอนว่ากลุ่มดาวลูกไก่ไม่ได้มียานอวกาศเพียงลำเดียวในระบบสุริยะนี้ พันธมิตรของเรา ชาวซีเรีย ชาวแอชทาเรียน (กองบัญชาการอัชตาร์) ชาวแอนโดรเมดาน ชาววีแกน (จากเวก้า) ชาวอาร์คทูเรียน และคนอื่นๆ ต่างก็มีเรือประจำการอยู่ในระบบสุริยะนี้ หลายแห่งถูกปิดบังและหลายแห่งอาศัยอยู่ในความถี่ที่สูงกว่าดังนั้นจึงไม่สามารถมองเห็นได้โดยเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับโลกแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม ประเทศดาราอื่น ๆ บางประเทศมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าของเรา แต่เราเป็นคนที่ใช้งานได้จริง เราใช้สิ่งที่ได้ผลและทำให้มันเรียบง่าย
ฉันหวังว่าคุณจะสนุกกับการสำรวจเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำเพื่อสร้างเรือสตาร์
นมัสเต
ฉันกำลัง Sundeelia ผู้บัญชาการระดับ 2 R & D, Elexa นำร่อง Maubene

© สงวนลิขสิทธิ์ Eliza Ayres https://sunnysjournal.com/2021/06/25/pleiadian-starships-how-are-they-built/

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน 10 นาที

1. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?  
อริยสัจ 4 คือ 
ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ 
สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ 
นิโรธ คือความดับทุกข์ 
มรรค คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ 

2. พระพุทธเจ้าทรงสอน
เรื่องอะไร ? 
ทุกข์กับการดับทุกข์ 

3. ภาพรวมของพระพุทธศาสนา .... มีดังนี้ 
3.1 ให้มองโลกตามความ
เป็นจริง (จริงขั้นสมมุติ=สมมุติสัจจ์, 
จริงแท้=ปรมัตถสัจจ์) อาทิ
ตัวเรามีอยู่ แต่หาใช่ตัวตน
ที่แท้จริงไม่ 

3.2 ให้ถือทางสายกลาง
ทางตึง (ทรมานกายให้ลำบาก) ก็ดี, ทางหย่อน (ฟุ้งเฟ้อหลงใหล มัวเมา) ก็ดี, มิใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา 
แนวทางของพระพุทธศาสนา คือ มรรคมีองค์ 8 ทางสายกลางพอดี ๆ 

3.3 ให้พึ่งตนเอง
มิใช่พึ่งเทวดา โชคชะตาราศี หรือ ดวงดาว ฤกษ์ยาม 

3.4 ไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดูฤกษ์ยาม การเจิม ฯลฯ มิใช่พุทธศาสนา 

3.5 สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) มิใช่เกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือพรหมลิขิต การจะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุ 

3.6 โอวาทที่เป็นหลักเป็นประธาน (โอวาทปาฏิโมกข์) คือ ให้ละชั่ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์ 

3.7 สิ่งทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา
แม้พระนิพพาน ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน หาใช่อัตตาตัวตนไม่ 

3.8 ให้เชื่อในหลักธรรม คือ ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว
ให้ทำตนอยู่เหนือดี เหนือชั่วนั่นแหละ จึงจะพบนิพพาน (คือเหนือกรรม) 

3.9 จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน (ได้แก่สภาวะจิตที่สงบเย็น ปราศจากทุกข์) 

3.10 สรุปธรรมทั้งปวง รวมลงในเรื่องเดียว คือ “ความไม่ประมาท” 

4. การศึกษาธรรมะ 2 สมัย 
4.1 สมัยปัจจุบัน คือ รู้จัก กับ รู้จำ .... อาศัยการฟัง อ่านค้นคว้า จึงมีความรู้อยู่ในสมองและในสมุด พูดธรรมะได้คล่องแต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ จึงได้ผลน้อย 
4.2 สมัยพุทธกาล คือ รู้แจ้ง ... โดยเมื่อฟังและจำแล้ว ก็จะลงมือปฏิบัติ ทำจริงในขณะนั้นทันที ทำให้เกิดผลเป็นความรู้แจ้งเรื่องชีวิต ดับทุกข์ในขณะนั้นทันที

5. วิธีศึกษาพระพุทธศาสนา 
เมื่อแรกพุทธปรินิพานนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ถือเอาเป็นศาสดาแทนพระองค์ มีเพียง 2 คือ ธรรมและวินัย
หลังจากนั้นมา 300 ปี จึงเกิดมีพระไตรปิฎกขึ้น (สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก) ..... บัดนี้ล่วงกาลมาถึง 2500 กว่าปี คำสอนเดิม ขั้นปรมัตถ์ค่อย ๆ หายไป หมดไป เกิดมีคำสอนใหม่ ๆ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอกจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก 
ดังนั้นในการศึกษาพระพุทธศาสนาพึงอาศัยหลักดังนี้
– ด้านปริยัติ (ความรู้เนื้อหา) 
ให้อ่าน ฟัง คิด วิจัย ให้เข้าใจคือให้ปฏิบัติได้จริง .... หากสงสัย ให้อาศัยหลักกาลามสูตรเข้าพิจารณาตัดสิน มิใช่เชื่อไปเสียหมด 
– ด้านปฏิบัติ 
การปฏิบัติทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไม่ว่าการทำทาน รักษาศีล ภาวนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ ทำเพื่อ “ละกิเลส” มิใช่เพื่อเอา หวังได้นั่นได้นี่ อันทำให้ยิ่งเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งหาใช่พุทธศาสนาไม่  
ทุกวันนี้ไหว้เพื่อเอา เพื่อขอ ทำบุญเพื่อเอาสวรรค์ นิพพาน หวังผลทั้งชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งจะกลายเป็นพอกกิเลสยาวนาน 
– ด้านปฏิเวธ (ผล) 
ทำเพื่อละ จะพบนิพพาน (จิตบริสุทธิ์ มีความสะอาด สว่าง สงบ) แต่ถ้าทำเพื่อเอา จะพบกิเลสในตนพอกพูนยิ่งขึ้น ๆ ยาวนาน และยิ่งมีทุกข์มาก .... ดังนั้น จงมุ่งปฏิบัติเพื่อห่างไกลทุกข์โดยส่วนเดียว ให้ได้เห็นผลด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) 

6. จะศึกษาพุทธศาสนาได้
ที่ไหน ? 
ให้ศึกษาในร่างกายของเราเองนี้ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิใช่จะต้องศึกษากับพระ และในวัดวาอารามเท่านั้น 
จึงควรศึกษาตนเอง อย่ามัวแต่ศึกษานอกตัว หรือมัวติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือได้แต่ทำตาม ๆ เขาไป จะเสียทีที่ได้มีโอกาสเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ลิ้มรสแค่เปลือกกระพี้ มิได้ชิมรสอันเป็นเนื้อใน อันได้แก่ธรรมรสของความเย็นอกเย็นใจ (นิพพาน) 

7. เหตุแห่งทุกข์และ
การดับทุกข์ 
เหตุเกิดจากอุปทาน คือ การเข้าไปยึดถือว่า นี่คือ 
ตัวตนของเรา นี่ของๆ เรา
การดับ โดยละอุปทานเสีย 
(โดยพยายามปฏิบัติให้ “เห็นอนัตตา”) จะโดยบังคับจิตเป็นสมาธิ (เจโตวิมุตติ) หรือโดยพิจารณาธรรมด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) ก็ได้ 

8. พุทธพจน์ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” 
คำว่า “เห็นธรรม” คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ วงจรที่ทุกข์เกิด และดับ โดยเริ่มต้นจากอวิชชา จนเกิดทุกข์ 

9.จุดหมายสูงสุดของ
พระพุทธศาสนา คือ นิพพาน 
(สภาวะจิตที่สงบเย็น)
ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งปวง (ชาวบ้านพูดว่า เย็นอก เย็นใจ) หาพบได้ที่ใจตัวเอง 

10. สรุป ... ทุกข์เกิดขึ้นที่จิต พึงรักษาจิตให้เป็นประภัสสรไว้เสมอ ระวังการกระทบ (ผัสสะ) ทางตา หู ฯลฯ ให้ดี มีสติรู้ทันว่า…เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้เวทนา ตัณหา เกิดได้ แล้วท่านจะพบความสงบเย็นตลอดเวลา 
ความทุกข์เกิดขึ้นที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ ... ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ ... ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ

..... (จากธรรมสมโภช 80 ปี พุทธทาสภิกขุ) .....

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

• #ปฏิบัติธรรมแล้วสุดท้ายเราจะได้อะไร


..สมัยพุทธกาล
มีคนถามพระพุทธองค์ว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร

พระพุทธองค์ตอบว่า"ไม่ได้อะไรเลย"

เขาจึงถามต่อไปว่า... ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร

พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ

ความโกรธได้หายไป 
ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป 
ความเศร้าท้อแท้หายไป
ความกังวลไม่สบายใจหายไป
ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป
อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป

พูดเหมือนง่าย... แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง...
คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับตาย

เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม...

มีวาสนาก็มา ... ไม่มีวาสนาก็ไป... สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง... สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ...
มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา... สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย... ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น

ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่เอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับปากและตาของผู้อื่น... ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง... มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน... ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย... ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง... จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม

เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้... ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง...

ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ... 

จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง... จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ... เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข... ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ

ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน... นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ 

เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป... พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น... วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป

ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม... แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย... สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ.. 

ขออวยพรแด่ทุกคนที่มีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ร่วมโลกกัน

CR เพจ อมตะธรรม ประเทศไทย

เรื่อง "พุทธทำนายยุคพระศรีอริยเมตไตรย"

คราวที่มนุษย์กลับมามีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี พระพุทธเจ้านามว่า "เมตไตรย" จะเกิดขึ้นบนโลก ณ เมืองมาตุลา แคว้นมคธ พระพุทธเจ้า กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า

"พวกเธอจงมีตัวเองและธรรมะเป็นที่พึ่ง มีสติระลึกรู้กาย ความรู้สึก จิต และธรรม (สติปัฏฐาน ๔) จะเกิดบุญกุศล"
     
เมื่อคราวที่คนจำนวนมากยากจนขัดสน ก็เกิดการลักขโมย อาวุธหากันได้ง่าย มีการฆ่ากันตาย พูดจาโป้ปดมดเท็จ บิดเบือนความจริงกันมากมาย เมื่อนั้นอายุของคนก็จะลดน้อยลงจาก ๘๐,๐๐๐ ปี... ๔๐,๐๐๐ ปี...๒๐,๐๐๐ ปี...๑๐,๐๐๐ ปี...๕,๐๐๐ ปี...๒,๕๐๐ ปี...๑,๐๐๐ ปี...๕๐๐ ปี...เหลือ ๒๕๐ ปี ซึ่งถึงตอนนี้ คนไม่มีการเคารพดูแลพ่อแม่ สมณะพราหมณ์ หรือผู้ใหญ่ในตระกูล อายุก็เสื่อมถอยลงเหลือ ๑๐๐ ปี 
     
ในอนาคต มนุษย์จะมีอายุ ๑๐ ปี เด็กหญิง ๕ ปี ก็จะมีสามีกันแล้ว กุศลความดีต่างๆหายไปสิ้น ไม่มีใครฟังใคร สมสู่ปะปนกัน คิดร้ายฆ่ากันเอง เมื่อนั้น จะมีคนกลุ่มหนึ่งมีความคิดว่า พวกเราอย่ามาฆ่ากันเองเลย พวกเราพากันแยกตัวออกไปอยู่ตามป่าเขา แล้วทำแต่กุศลกันจะดีกว่า ซึ่งหลังจากนั้น มนุษย์เหล่านี้ก็เจริญขึ้น มีอายุขัยยืนยาวขึ้นตามลำดับ จาก ๑๐ ปี...๒๐ ปี จนกลับไปถึง ๘๐,๐๐๐ ปี 
     
คราวที่มนุษย์จะกลับมีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี พระพุทธเจ้านามว่า "เมตไตรย" จะเกิดขึ้นบนโลก พระองค์จะตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง มีจิตตั้งมั่น สงบจากกาม จากสิ่งอกุศล บรรลุฌานขั้นต่างๆ (จรณะ) และมีวิชชา ๘ โดยจะบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตที่บริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อยในขณะนี้

__________________________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๕ (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาค ๓ เล่ม ๑ จักกวัตติสูตร), ๒๕๕๙, น.๙๙-๑๑๘

▪︎ วิชชา ๘

พิจารณาให้เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ 
• เนรมิตกายอื่นที่ต่างจากกายนี้
• แสดงฤทธิ์ 
• ฟังเสียงทิพย์ทั้งใกล้ไกลที่มนุษย์ไม่ได้ยิน
• อ่านสภาวะจิตผู้อื่น
• ระลึกชาติ
• มองเห็นการเกิดตายของสัตว์ทั้งหลาย 
• รู้ว่าอะไรคือทุกข์ สาเหตุของทุกข์ การดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ และจะรู้ได้ว่าตัวเองได้หลุดพ้นแล้วในกรณีที่จิตหลุดพ้นแล้ว 

(เครดิต : อมตะธรรม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ)