วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน 10 นาที

1. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?  
อริยสัจ 4 คือ 
ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ 
สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ 
นิโรธ คือความดับทุกข์ 
มรรค คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ 

2. พระพุทธเจ้าทรงสอน
เรื่องอะไร ? 
ทุกข์กับการดับทุกข์ 

3. ภาพรวมของพระพุทธศาสนา .... มีดังนี้ 
3.1 ให้มองโลกตามความ
เป็นจริง (จริงขั้นสมมุติ=สมมุติสัจจ์, 
จริงแท้=ปรมัตถสัจจ์) อาทิ
ตัวเรามีอยู่ แต่หาใช่ตัวตน
ที่แท้จริงไม่ 

3.2 ให้ถือทางสายกลาง
ทางตึง (ทรมานกายให้ลำบาก) ก็ดี, ทางหย่อน (ฟุ้งเฟ้อหลงใหล มัวเมา) ก็ดี, มิใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา 
แนวทางของพระพุทธศาสนา คือ มรรคมีองค์ 8 ทางสายกลางพอดี ๆ 

3.3 ให้พึ่งตนเอง
มิใช่พึ่งเทวดา โชคชะตาราศี หรือ ดวงดาว ฤกษ์ยาม 

3.4 ไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดูฤกษ์ยาม การเจิม ฯลฯ มิใช่พุทธศาสนา 

3.5 สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) มิใช่เกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือพรหมลิขิต การจะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุ 

3.6 โอวาทที่เป็นหลักเป็นประธาน (โอวาทปาฏิโมกข์) คือ ให้ละชั่ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์ 

3.7 สิ่งทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา
แม้พระนิพพาน ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน หาใช่อัตตาตัวตนไม่ 

3.8 ให้เชื่อในหลักธรรม คือ ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว
ให้ทำตนอยู่เหนือดี เหนือชั่วนั่นแหละ จึงจะพบนิพพาน (คือเหนือกรรม) 

3.9 จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน (ได้แก่สภาวะจิตที่สงบเย็น ปราศจากทุกข์) 

3.10 สรุปธรรมทั้งปวง รวมลงในเรื่องเดียว คือ “ความไม่ประมาท” 

4. การศึกษาธรรมะ 2 สมัย 
4.1 สมัยปัจจุบัน คือ รู้จัก กับ รู้จำ .... อาศัยการฟัง อ่านค้นคว้า จึงมีความรู้อยู่ในสมองและในสมุด พูดธรรมะได้คล่องแต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ จึงได้ผลน้อย 
4.2 สมัยพุทธกาล คือ รู้แจ้ง ... โดยเมื่อฟังและจำแล้ว ก็จะลงมือปฏิบัติ ทำจริงในขณะนั้นทันที ทำให้เกิดผลเป็นความรู้แจ้งเรื่องชีวิต ดับทุกข์ในขณะนั้นทันที

5. วิธีศึกษาพระพุทธศาสนา 
เมื่อแรกพุทธปรินิพานนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ถือเอาเป็นศาสดาแทนพระองค์ มีเพียง 2 คือ ธรรมและวินัย
หลังจากนั้นมา 300 ปี จึงเกิดมีพระไตรปิฎกขึ้น (สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก) ..... บัดนี้ล่วงกาลมาถึง 2500 กว่าปี คำสอนเดิม ขั้นปรมัตถ์ค่อย ๆ หายไป หมดไป เกิดมีคำสอนใหม่ ๆ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอกจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก 
ดังนั้นในการศึกษาพระพุทธศาสนาพึงอาศัยหลักดังนี้
– ด้านปริยัติ (ความรู้เนื้อหา) 
ให้อ่าน ฟัง คิด วิจัย ให้เข้าใจคือให้ปฏิบัติได้จริง .... หากสงสัย ให้อาศัยหลักกาลามสูตรเข้าพิจารณาตัดสิน มิใช่เชื่อไปเสียหมด 
– ด้านปฏิบัติ 
การปฏิบัติทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไม่ว่าการทำทาน รักษาศีล ภาวนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ ทำเพื่อ “ละกิเลส” มิใช่เพื่อเอา หวังได้นั่นได้นี่ อันทำให้ยิ่งเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งหาใช่พุทธศาสนาไม่  
ทุกวันนี้ไหว้เพื่อเอา เพื่อขอ ทำบุญเพื่อเอาสวรรค์ นิพพาน หวังผลทั้งชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งจะกลายเป็นพอกกิเลสยาวนาน 
– ด้านปฏิเวธ (ผล) 
ทำเพื่อละ จะพบนิพพาน (จิตบริสุทธิ์ มีความสะอาด สว่าง สงบ) แต่ถ้าทำเพื่อเอา จะพบกิเลสในตนพอกพูนยิ่งขึ้น ๆ ยาวนาน และยิ่งมีทุกข์มาก .... ดังนั้น จงมุ่งปฏิบัติเพื่อห่างไกลทุกข์โดยส่วนเดียว ให้ได้เห็นผลด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) 

6. จะศึกษาพุทธศาสนาได้
ที่ไหน ? 
ให้ศึกษาในร่างกายของเราเองนี้ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิใช่จะต้องศึกษากับพระ และในวัดวาอารามเท่านั้น 
จึงควรศึกษาตนเอง อย่ามัวแต่ศึกษานอกตัว หรือมัวติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือได้แต่ทำตาม ๆ เขาไป จะเสียทีที่ได้มีโอกาสเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ลิ้มรสแค่เปลือกกระพี้ มิได้ชิมรสอันเป็นเนื้อใน อันได้แก่ธรรมรสของความเย็นอกเย็นใจ (นิพพาน) 

7. เหตุแห่งทุกข์และ
การดับทุกข์ 
เหตุเกิดจากอุปทาน คือ การเข้าไปยึดถือว่า นี่คือ 
ตัวตนของเรา นี่ของๆ เรา
การดับ โดยละอุปทานเสีย 
(โดยพยายามปฏิบัติให้ “เห็นอนัตตา”) จะโดยบังคับจิตเป็นสมาธิ (เจโตวิมุตติ) หรือโดยพิจารณาธรรมด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) ก็ได้ 

8. พุทธพจน์ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” 
คำว่า “เห็นธรรม” คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ วงจรที่ทุกข์เกิด และดับ โดยเริ่มต้นจากอวิชชา จนเกิดทุกข์ 

9.จุดหมายสูงสุดของ
พระพุทธศาสนา คือ นิพพาน 
(สภาวะจิตที่สงบเย็น)
ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งปวง (ชาวบ้านพูดว่า เย็นอก เย็นใจ) หาพบได้ที่ใจตัวเอง 

10. สรุป ... ทุกข์เกิดขึ้นที่จิต พึงรักษาจิตให้เป็นประภัสสรไว้เสมอ ระวังการกระทบ (ผัสสะ) ทางตา หู ฯลฯ ให้ดี มีสติรู้ทันว่า…เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้เวทนา ตัณหา เกิดได้ แล้วท่านจะพบความสงบเย็นตลอดเวลา 
ความทุกข์เกิดขึ้นที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ ... ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ ... ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ

..... (จากธรรมสมโภช 80 ปี พุทธทาสภิกขุ) .....

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

• #ปฏิบัติธรรมแล้วสุดท้ายเราจะได้อะไร


..สมัยพุทธกาล
มีคนถามพระพุทธองค์ว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร

พระพุทธองค์ตอบว่า"ไม่ได้อะไรเลย"

เขาจึงถามต่อไปว่า... ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร

พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ

ความโกรธได้หายไป 
ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป 
ความเศร้าท้อแท้หายไป
ความกังวลไม่สบายใจหายไป
ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป
อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป

พูดเหมือนง่าย... แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง...
คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับตาย

เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม...

มีวาสนาก็มา ... ไม่มีวาสนาก็ไป... สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง... สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ...
มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา... สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย... ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น

ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่เอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับปากและตาของผู้อื่น... ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง... มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน... ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย... ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง... จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม

เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้... ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง...

ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ... 

จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง... จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ... เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข... ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ

ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน... นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ 

เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป... พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น... วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป

ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม... แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย... สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ.. 

ขออวยพรแด่ทุกคนที่มีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ร่วมโลกกัน

CR เพจ อมตะธรรม ประเทศไทย

เรื่อง "พุทธทำนายยุคพระศรีอริยเมตไตรย"

คราวที่มนุษย์กลับมามีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี พระพุทธเจ้านามว่า "เมตไตรย" จะเกิดขึ้นบนโลก ณ เมืองมาตุลา แคว้นมคธ พระพุทธเจ้า กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า

"พวกเธอจงมีตัวเองและธรรมะเป็นที่พึ่ง มีสติระลึกรู้กาย ความรู้สึก จิต และธรรม (สติปัฏฐาน ๔) จะเกิดบุญกุศล"
     
เมื่อคราวที่คนจำนวนมากยากจนขัดสน ก็เกิดการลักขโมย อาวุธหากันได้ง่าย มีการฆ่ากันตาย พูดจาโป้ปดมดเท็จ บิดเบือนความจริงกันมากมาย เมื่อนั้นอายุของคนก็จะลดน้อยลงจาก ๘๐,๐๐๐ ปี... ๔๐,๐๐๐ ปี...๒๐,๐๐๐ ปี...๑๐,๐๐๐ ปี...๕,๐๐๐ ปี...๒,๕๐๐ ปี...๑,๐๐๐ ปี...๕๐๐ ปี...เหลือ ๒๕๐ ปี ซึ่งถึงตอนนี้ คนไม่มีการเคารพดูแลพ่อแม่ สมณะพราหมณ์ หรือผู้ใหญ่ในตระกูล อายุก็เสื่อมถอยลงเหลือ ๑๐๐ ปี 
     
ในอนาคต มนุษย์จะมีอายุ ๑๐ ปี เด็กหญิง ๕ ปี ก็จะมีสามีกันแล้ว กุศลความดีต่างๆหายไปสิ้น ไม่มีใครฟังใคร สมสู่ปะปนกัน คิดร้ายฆ่ากันเอง เมื่อนั้น จะมีคนกลุ่มหนึ่งมีความคิดว่า พวกเราอย่ามาฆ่ากันเองเลย พวกเราพากันแยกตัวออกไปอยู่ตามป่าเขา แล้วทำแต่กุศลกันจะดีกว่า ซึ่งหลังจากนั้น มนุษย์เหล่านี้ก็เจริญขึ้น มีอายุขัยยืนยาวขึ้นตามลำดับ จาก ๑๐ ปี...๒๐ ปี จนกลับไปถึง ๘๐,๐๐๐ ปี 
     
คราวที่มนุษย์จะกลับมีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี พระพุทธเจ้านามว่า "เมตไตรย" จะเกิดขึ้นบนโลก พระองค์จะตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง มีจิตตั้งมั่น สงบจากกาม จากสิ่งอกุศล บรรลุฌานขั้นต่างๆ (จรณะ) และมีวิชชา ๘ โดยจะบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตที่บริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อยในขณะนี้

__________________________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๕ (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาค ๓ เล่ม ๑ จักกวัตติสูตร), ๒๕๕๙, น.๙๙-๑๑๘

▪︎ วิชชา ๘

พิจารณาให้เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ 
• เนรมิตกายอื่นที่ต่างจากกายนี้
• แสดงฤทธิ์ 
• ฟังเสียงทิพย์ทั้งใกล้ไกลที่มนุษย์ไม่ได้ยิน
• อ่านสภาวะจิตผู้อื่น
• ระลึกชาติ
• มองเห็นการเกิดตายของสัตว์ทั้งหลาย 
• รู้ว่าอะไรคือทุกข์ สาเหตุของทุกข์ การดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ และจะรู้ได้ว่าตัวเองได้หลุดพ้นแล้วในกรณีที่จิตหลุดพ้นแล้ว 

(เครดิต : อมตะธรรม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ)

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563

#เหตุที่ลูกลิง..#ต้องขอขมาพระรัตนตรัยทุกวัน!


🔱เรื่องเล่า…บทสนทนาระหว่าง “ท่านย่า” สุชาดา(คู่บารมีท่านปู่พระอินทร์) กับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

😇 #ท่านย่า‬: “เวลาขึ้นไปข้างบนนะพระคุณเจ้า ลูกพระคุณเจ้าทั้งหลายไม่ได้ดูตาม้าตาเรือเขาหรอก บางทีเขานั่งคุยกัน เดินผ่ากลางเข้าไป แหวกเข้าไปนั่งตรงกลาง องค์อื่นเขาก็ชี้ นั่นไงญาติคุณ ฉันก็นั่งอยู่ด้วยไม่รู้จะพูดยังไง ฉันละอาย‬‬‬

🙏 #หลวงพ่อ‬: “เทวดาไม่มีมรรยาท เห็นคนขึ้นไปไม่หลีก” (หลวงพ่อแก้แทนลูกๆ) “ก็ไปหาย่า หาปู่ ไม่ได้ไปหาคนอื่น”‬‬‬

หลานไม่ยอมแพ้ “ความจริงท่านย่าน่าจะภูมิใจว่า ลูกหลานมีฝีมือนะ”

😇#ท่านย่า: “ฝีมืออย่างเดียวไม่ไหวหรอกว่ะ อายเขาว่ะ แถมบางคนขึ้นไป ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ส่งเสียงดังอีกที่หน้าวิมาน หาย่าไม่เจอ มันก็เรียกท่านย่า ท่านย่า เทวดาองค์อื่นเขาก็แตกตื่นมาดูกันใหญ่ ดูลูกท่านซิพระคุณเจ้า ทั้งๆ ที่ฉันก็นั่งอยู่ข้างในนั่นแหละ มันมองไม่เห็นเรียกเสียงดังเชียว มีอย่างที่ไหนไอ้เรื่องเชย เรื่องเฉิ่ม ยกให้ลูกพระคุณเจ้า”

🙏#หลวงพ่อ: “ไม่ได้เชย ไม่ได้เฉิ่ม เขาเรียกว่า นักแสดงปลุกใจ(ขึ้นไปไหนทีเทวดาแตกตื่นมามุงดู)” (หลวงพ่อแก้แทนลูกๆอีก)

🔱#เรื่องเช่นนี้หลวงพ่อเคยเล่าว่า เวลาพวกฝึก(วิชามโนมยิทธิ)ใหม่ ขึ้นไปทั้งเทวดาทั้งพรหม ทั้งพระอริยะ ลุยแหลก คือจะไปหาพระพุทธเจ้า พระอรหันต์นั่งอยู่กี่องค์ไม่ได้ดู ขอให้ได้เห็นพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน ทั้งนี้เพราะสมาธิแคบ ไม่เห็นทั้งหมด 
🔱#พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงได้แนะนำไว้ให้ลูกหลานขอขมาพระรัตนตรัยทุกๆวัน

หลวงพ่อจึงต้องรับแทนว่า “เวลาลูกลิงขึ้นไป อย่าไปว่าอะไรมันเลยนะ”

🔱ถ้าสังเกตดี ไม่ว่าท่านย่าจะว่าอะไรลูกๆหลานๆมา #หลวงพ่อก็จะแก้ให้หมดทุกอย่าง #หรือจากหลายๆบทความที่ท่านย่าและท่านแม่มาบอกเล่าว่า #องค์หลวงพ่อนั้นทั้งรักทั้งห่วงลูกๆ ยิ่งกว่าใครๆ ทั้งรักทั้งห่วง #เป็นแบบนี้มาทุกๆชาติไม่ว่าชาติไหนๆ

🖊️📚ข้อมูลจาก : นิตยสารธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๔๘ ปี ๒๕๒๗
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ผลของสมาธิ

#ทำสมาธิ ๒๐ #ปีไม่มีผล

   "ลูกทำสมาธิทุกวันๆ ละหนึ่งชั่วโมงเป็นเวลา ๒๐ ปีแล้วเจ้าค่ะ ไม่ไปเหนือมาใต้อะไรเลยไม่ทราบว่าติดขัดอะไร หรือมีกรรมเวรประเภทไหนมาปิดบัง ขอบารมีหลวงพ่อช่วยแก้ไขหน่อยเถิดเจ้าค่ะ...?"
 ▪️สมาธินี้ถ้าทำเฉยๆ ก็ไม่ไปไหนนะ มันก็อยู่แค่ฌาน ถึงฌานหรือเปล่าก็ไม่รู้ น่ากลัวจะไม่ถึงฌาน มันขึ้นชานไม่ไหว เพราะไต่บันไดแกร๊กๆ แต่ความจริงถ้าเรื่องของสมาธิจริงๆ นะถ้าหากว่าได้จริงๆ ก็อยู่แค่ฌาน ๔ ฌาน ๔ แล้วก็ไม่ไปไหนละ ก็ทรงตัวบ้าง เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ไปข้างหน้า ๑ ก้าว ถอยหลัง ๕ ก้าว

#มุ่งตัดสังโยชน์

ทีนี้ ผลการปฏิบัติจริงๆ เขาไม่ได้มุ่งสมาธิ ต้องหวังตัดสังโยชน์ ถ้าจะบอกว่าวิปัสสนาญาณก็จะมากเกิน
ไป ความจริงถ้ามุ่งตัดสังโยชน์ก็ต้องดูอารมณ์ใจตัวตัด ไม่ใช่ดูสมาธิ
 ▪️อันดับแรก ความโลภ อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมีในเราหรือเปล่า เบาลงไปไหม
 ▪️ประการที่ ๒ ความโกรธ เบาลงไหม
 ▪️ประการที่ ๓ ความหลง เบาลงใหม

สิ่งที่มีความสำคัญคือ

  ๑. ลืมความตายหรือเปล่า
  ๒. เคารพพระไตรสรณคมน์จริงจังไหม
  ๓. มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไหม
  ๔. หวังพระนิพพานจริงจังหรือเปล่าเขาดูตรงนี้นะ มุ่งเอาสมาธิกลุ้มใจตาย มันไม่มีการทรงตัว เวลาใดร่างกายดี ไม่มีอารมณ์กลุ้ม สมาธิก็ทรงตัวใช่ไหม
ถ้าร่างกายเพลียหน่อยสมาธิก็ทรุดตัว เอาแค่สมาธิก็ไปไม่รอด
   
  "เมื่อภาวนาไปไม่ได้อะไรอย่างนี้ จะมีโอกาสบรรลุธรรมะเบื้องสูงหรือเปล่าเจ้าคะ 
 ▪️ทะลุธรรมะแน่ จุดหมายปลายทางได้ คือ #สังโยชน์ ว่าตายเมื่อไรไปนิพพานเมื่อนั้น
 
   พอจะไปได้ไหมครับหลวงพ่อ..?
 ▪️พอเห็นทาง แต่ไม่เข้าทาง

  "๒๐ ปีแล้วนะครับหลวงพ่อ...?"
 ▪️๑๐๐ ปีก็ไม่ได้ ถ้าเข้าทางจริงต้องคิดว่า

  ๑.​ ชีวิตนี้จะต้องตาย นี่​ต้องตัดตัว #สักกายทิฏฐิ นะ
  ๒. ตัด #วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์
  ๓. มีศีล ๕ บริสุทธิ์
  ๔. แล้วก็จิตมุ่งเฉพาะพระนิพพานอันนี้ถึงจะได้ อันนี้ถึงจะเข้าทางหรือเข้าเขตเลย...สวัสดี*

🙏🙏พระธรรม​คำ​สอน​หลวงพ่อ​พระราช​พรหมยาน​ วัดจันทาราม(ท่าซุง)​ ต.น้ำซึม​ อ.เมือง​ จ.อุทัยธานี
🖊️📖หนังสือ​ธัมมวิโมกข์​ หน้า๘๑~๘๒
ปีที่​ ๓๒​ ฉบับ​ที่​ ๓๖๕​ สิงหาคม​ ๒๕๕๔

🖊️นภา​ อิน​ 🙏🙏

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563

พระอรหันต์ทุกประเภท


"พระอรหันต์ทุกประเภท
" บรรลุทั้ง "เจโตวิมุตติ 
ทั้งปัญญาวิมุตติ"

"พระอรหันต์ทั้งหลาย" 
ไม่ว่าประเภทใด 
"ย่อมบรรลุ" ทั้ง 
"เจโตวิมุตติ 
ทั้งปัญญาวิมุตติ" 
ที่ปราศจาก 
"อาสวะในปัจจุบัน" 
หาได้แบ่งแยก ไว้ว่า 
"ประเภทนั้นบรรลุ
แต่เจโตวิมุตติ 
หรือปัญญาวิมุติไม่".

ที่เกจิอาจารย์
แต่งอธิบายไว้ว่า 
"เจโตวิมุตติ" 
เป็นของพระอรหันต์
ผู้ได้สมาธิก่อน 
"ส่วนปัญญาวิมุตติ" 
เป็นของ
 "พระอรหันต์สุกขวิปัสสก" 
ผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ นั้น 

"ย่อมขัดแย้งต่อมรรค"
 มรรคประกอบด้วย
องค์ ๘ มีทั้ง สัมมาทิฏฐิ 
ทั้งสัมมาสมาธิ ผู้จะ
 “บรรลุวิมุตติธรรม” 
จำต้องบำเพ็ญ
 “มรรค ๘ บริบูรณ์” 
มิฉะนั้นก็บรรลุ
วิมุตติธรรมไม่ได้.

"ไตรสิกขา" 
ก็มีทั้ง 
"สมาธิ ทั้งปัญญา" 
อันผู้จะได้
 "อาสวักขยญาณ" 
จำต้องบำเพ็ญ 
"ไตรสิกขา" 
ให้บริบูรณ์ทั้ง ๓ ส่วน. 

ฉะนั้นจึงว่า 
"พระอรหันต์
ทุกประเภท" 
ต้องบรรลุทั้ง 
"เจโตวิมุตติ 
ทั้งปัญญาวิมุตติ" 
ด้วยประการฉะนี้แลฯ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

https://timeline.line.me/post/_dXlXdS_RoITFgG9LopVDmQT6B0G1K5G9YSe86NA/1159729318108062896

กำเนิดชีวิต

กำเนิดชีวิต  อันมีธาตุดินกับน้ำ ธาตุตั้งต้น เมื่อผสมถูกส่วน  ธาตุไฟของจิตจึงได้ปฏิสนธิในธาตุ  จึงเกิดธาตุลม ขับเคลื่อนสืบต่อเนื่องครบวงจรการดำเนินชีวิต  หากธาตุลมหยุดเดิน จิตก็อยู่ไม่ได้ จิตต้องออกไปคือการตาย น้ำก็ไหลออกตามมา ดินก็คืนสู่ธาตุเดิม ต่างก็สลายไป คือการแยกประชุมธาตุ แต่จิตยังต้องเดินทางต่อไปตามวิบากกรรมของตน

การกระทำสิ่งดี ไม่ดี ทั้งหลาย ต่างก็นำธาตุของพ่อ แม่ ไปก่อกรรมทำดีด้วย จึงพึ่งระลึกเสมอว่า จะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างไร และจะตอบแทนบุยคุณแผ่นดินที่ได้อยู่อาศัยนี้อย่างไร สุดท้ายเหลือแต่ความว่างเปล่า เหลือแต่ความดีงาม บุญกุศลที่ติดตามจิตไปเท่านั้น 

เรื่อง "กายอันนี้เป็นมูลมรดกจากบิดามารดา"

(คติธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

นะ เป็นธาตุของมารดา โม เป็นธาตุของบิดา

“ฉะนั้น เมื่อธาตุทั้ง ๒ ผสมกันเข้าไป ไฟธาตุของมารดาเคี่ยวเข้าจนได้นาม ว่า “กลละ” คือน้ำมันหยดเดียว ณ ที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิได้ จิตจึงได้ปฏิสนธิในธาตุ “นโม” นั้น เมื่อจิตเข้าไปอาศัยแล้ว “กลละ” ก็ค่อย เจริญขึ้นเป็น “อัมพุชะ” คือเป็นก้อนเลือด เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น “ฆนะ” คือเป็นแท่ง และ เปสี คือ ชั้นเนื้อ แล้วขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็น ปัญจสาขา คือ แขน ๒ ขา ๒ หัว ๑

ส่วนธาตุ “พ” คือลม “ธ” คือไฟนั้น เป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลัง เพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจากกลละนั้นแล้ว กลละก็ต้องทิ้งเปล่าหรือสูญเปล่า ลมและไฟก็ไม่มี คนตายลมและไฟก็ดับหายสาบสูญไป จึงว่าเป็น "ธาตุอาศัย" ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ธาตุทั้ง ๒ คือ นโม เป็นดั้งเดิม

ในกาลต่อมาเมื่อคลอดออกมาแล้ว ก็ต้องอาศัย “น” มารดา “โม” บิดาเป็นผู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมา ด้วยการให้ข้าวสุกและขนมกุมมาสเป็นต้น ตลอดจนการแนะนำสั่งสอนความดีทุกอย่าง ท่านจึงเรียกมารดาบิดา ว่า “ปุพพาจารย์” เป็นผู้สอนก่อนใครๆ ทั้งสิ้น มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อบุตรธิดา จะนับจะประมาณมิได้ มรดกที่ท่านทำให้ กล่าวคือ รูปกายนี้แล เป็นมรดกดั้งเดิม ทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของภายนอกก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง

ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่า
ไม่มีอะไรเลย เพราะเหตุนั้นตัวของเราทั้งตัวนี้เป็น “มูลมรดก” ของมารดาบิดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณของท่านจะนับจะประมาณมิได้เลย ปราชญ์ทั้งหลายจึงหาได้ละทิ้งไม่ เราต้องเอาตัวเราคือ นโม ตั้งขึ้นก่อน แล้วจึงทำกิริยาน้อมไหว้ลงภายหลัง นโม ท่านแปลว่า นอบน้อมนั้นเป็นการแปล เพียงกิริยา หาได้แปลต้นกิริยาไม่ มูลมรดกนี้แลเป็นต้นทุน ทำการฝึกหัดปฏิบัติตน ไม่ต้องเป็นคนจนทรัพย์สำหรับทำทุนปฏิบัติ

นโม เมื่อกล่าวเพียง ๒ ธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบหรือยังไม่เต็มส่วน ต้องพลิกสระพยัญชนะดังนี้คือ เอาสระอะ จากตัว “น” มาใส่ตัว “ม” เอาสระโอ จากตัว “ม” มาใส่ตัว “น” แล้วกลับตัว มะ มาไว้หน้าตัว โน เป็น มโน แปลว่า ใจ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้ทั้งกายทั้งใจ เต็มตามสมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้

มโน คือใจนี้ เป็นดั้งเดิม เป็นมหาฐานใหญ่
จะทำจะพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ทั้งหมดได้ในพระพุทธพจน์ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา

ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจากใจ คือมหาฐานนี้ทั้งสิ้น เหตุนี้เมื่อพระสาวกผู้ได้มาพิจารณาตามจนถึงรู้จัก นโม แจ่มแจ้งแล้ว มโน ก็สุดบัญญัติ คือพ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น สมบัติทั้งหลายในโลกนี้ต้องออกไปจากนโมทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใคร ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้ ถือเอาเป็นสมบัติ บัญญัติตามกระแสแห่งน้ำโอฆะ จนเป็นอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติด้วยการไม่รู้เท่า ด้วยการหลงถือว่าตัวเป็นเราเป็นของเราไปหมด"

(คัดบางส่วนจากหนังสือ "มุตโตทัย")