วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มนุษย์ต่างดาวช่วยสร้างพีระมิดจริงหรือ?


กลุ่มนักวิจัย UFO กำลังอ้างว่า ศพมัมมีที่พวกเขากำลังศึกษาอยู่นั่นมาจากนอกโลก แต่ถูกฝังอยู่ในสุสานของชาวมายันเมื่อหลายร้อยปีก่อน



มัมมี่ขนาด 50 นิ้ว ถูกพบจากหลุมฝังศพของชาวมายันในเม็กซิโก ดูเหมือนจะไม่ใช่มัมมีเด็กอย่างที่ใครหลายๆ คนคิดกัน ซึ่งตอนนี้บรรดากลุ่มนักวิจัยดังกล่าวกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะมาสนับสนุนทฤษฎีนี้
มัมมีมนุษย์ต่างดาวถูกนำไปแสดงระหว่างการประชุม UFO ในโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย และมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนพยายามชี้แจงให้เห็นว่า ดวงตาของศพนี้ใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นของเด็กและไม่มีหู ซึ่งหมายความว่ามันไม่ใช่ร่างของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้

ในขณะที่มีอีกหลายทฤษฎีที่อ้างว่า มีหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมโบราณ เช่น มายัน และชาวอียิปต์ ได้ต้อนรับการมาเยือนโดยสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมขั้นสูง ที่ช่วยพวกเขาก่อสร้างอารยธรรมโบราณต่างๆ เช่น ปิรามิดโบราณ

พลังงานในดวงจันทร์

ดวงจันทร์ รับแสงจากดวงอาทิตย์ แปลกพลังธาตุเป็นธาตุน้ำ แต่ไม่แปลกที่น้ำขึ้นตามดวงจันทร์ เพราะได้รับอิทธิพลจากพลังธาตุน้ำนั้นเอง

ความลับพลังพีระมิด เทคโนโลยีสุดยอดแห่งพลังงาน Pyramid power of the future


ความลับพลังพีระมิด สุดยอดแห่งเทคโนโลยีพลังงานในอนาคต
ความลับที่นักวิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึงพลังในพีระมิด และเป้าหมายจริงๆ ไม่ได้สร้างเพื่อเก็บหรือรักษาพระศพกษัตริย์ฟาโรห์
แต่เพื่อรักษาสมดุลให้กับโลก รักษาระดับสนามแม่เหล็กโลกให้อยู่ในที่ๆเหมาะสมในจักรวาล
- ช่วงกลางวันจะรับพลังธาตุไฟ จากดวงอาทิตย์ ธาตุไฟจะไปเสริมพลังธาตุดินทั้ง 4 ด้านของพีระมิด แต่ยอดพีระมิดจะส่งพลังธาตุไฟอย่างยิ่งยวดไปสู่จักรวาล
- กลางคืน จะรับพลังธาตุน้ำ จากดวงจันทร์ ทำให้ด้านทั้ง 4 เป็นธาตุน้ำด้วย แต่ยอดพีระมิดจะเป็นธาตุลมส่งพลังธาตุลม อย่างยิ่งยวดสู่จักรวาลพี
สรุป พี่ระมิด สร้างตรงจุดศูนย์กลางของโลก สร้างเพื่อรักษาความสมดุลธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ชาวโลก ทั้งนี้อาจได้รับการแนะนำสร้างจากมนุษษย์ต่างดาวก็เป็นได้ เพราะมีการพบศพมนุษย์ต่างดาวมาเกี่ยวข้องกับพีระมิด สาธุ
The Pyramids of Giza พีระมิดที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามอันแห่งเมืองกีซ่านี้ ที่ใหญ่ที่สุดคือปิรามิดของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์ เรียกว่า มหาปิรามิด ฐานของพีระมิดแห่งนี้มีความกว้างถึง 5770,000 ตาราง 768 ฟุต บริเวณฐานปิรามิด 4 ด้านนั้น มีความกว้างยาวเท่ากัน คือ 755 ฟุต หรือ 230.12 เมตร จะแตกต่างกันมากน้อยแค่ 8 นิ้ว ตัวมหาพีระมิดนี้สูงประมาณ 432 ฟุตประมาณได้ว่ามีหินก้อนมหึมาถึง 2,300,000 ก้อน หนักกว่า 6,000,000 ตัน แต่ละก้อน หนักถึง 2.5 ตัน บางก้อนหนักถึง 16 ตัน กว้างยาวประมาณ 3 ฟุต หรือ 1 เมตร สันนิษฐานว่าผู้สร้างพีระมิดนี้ อาศัยดวงดาวเป็นหลัก นอกจากความใหญ่โตอันน่ามหัศจรรย์ของพีระมิดแล้ว การก่อสร้างให้ สำเร็จยัง น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าหลายเท่าถ้าทราบว่าหินเหล่านี้ต้องสกัดมาจากภูเขาที่อยูไกล แล้วลากมาสู่ฝั่งแม่น้ำไนล์ล่องลงมาเป็น ระยะทางนับร้อยไมล์ จึงมาถึงจุดใกล้ที่ก่อสร้าง แล้วชักลากผ่านทะเลทรายไปถึงที่ก่อส้างต้องแต่งสลักเป็นแท่งสี่เหลี่ยม แล้วยก วางซ้อนขึ้นไปจนถึง 432 ฟุต ใจกลางพีระมิดมีห้องเก็บพระศพของพระเจ้าคีออพส์ข้างในทำจากหินแกรนิต กว้าง 34 ฟุต ยาว 17 ฟุต และสูง 19 ฟุต หีบพระศพของพระเจ้าคีออพส์ทำด้วยหินแกรนิตตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของห้องปิรามิดของพระเจ้าคีออพส์ ล้อมรอบด้วยหลุมศพ และพีระมิดเล็ก ๆ อีก 3 แห่ง ซึ่งเป็นของสมาชิกในราชวงศ์และในราชสำนักชั้นสูง

วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

พุทธทำนายจากศิลาจารึก รู้ไว้จะได้ไม่ประมาท




            ประเด็นวันสิ้นโลก ถูกนำกลับมาพูดถูกอีกหลายต่อครั้ง หลังจากผ่านเหตุการณ์วิปโยคอันเกิดจากภัยธรรมชาติหลายหนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีผู้สังเวยชีวิตให้กับความพิโรธของธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่ามาเป็นจำนวนไม่น้อย

          จะว่าไปแล้วคำทำนายเรื่องวันสิ้นโลก หรือภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในเมืองมนุษย์ ก็มีอยู่หลายเรื่อง แม้แต่ในพระพุทธศาสนาเอง ก็เคยมีผู้มีญาณหยั่งรู้ได้ทำนายทายทักความหายนะที่พร้อมจะเกิดขึ้นในอนาคตไว้เช่นกัน แน่นอนว่า คำทำนายดังกล่าวย่อมมีทั้งผู้ที่ "เชื่อ" และ "ไม่เชื่อ" 

          ดังเช่น พุทธทำนายจากศิลาจารึก ที่เว็บไซต์ ainews1 ได้นำออกมาเผยแพร่ ตอนหนึ่งเป็นการทำนายเตือนภยันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตให้เราได้รับทราบ และ "มงคล กริชติทายาวุธ" ประธานชมรมศาสนาและการกุศล ได้นำคำทำนายดังกล่าวมาถอดรหัสบอกเล่าเหตุการณ์ที่จะอาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2556 เป็นต้นไป

             สำหรับพุทธทำนายจากศิลาจารึก ที่มีบางตอนได้กล่าวไว้ถึงหายนะของโลก มีเนื้อหาดังนี้ 

          "เมื่อศาสนาของอาตมาล่วงมาได้ 2507 (ปีมะโรง) คนเปลี่ยนสภาพเดินเป็นคลาน ...ปัจจุบัน ปีเถาะ ตรงกับ พ.ศ.2554 ที่กำลังใช้อยู่ พุทธทำนายปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ.2555 ที่โลกมีโอกาสพลิกขั้ว..ดังนั้น จากเดินลงมาเป็นคลาน ก็หนักหนาเอาการอยู่ ที่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นทั่วโลก....สนามแม่เหล็กจะกลับขั้ว โลกอาจจะไร้แรงดึงดูดชั่วคราว ดังที่พระอาจารย์รัตน์ ได้เห็นภาพอนาคต และได้เล่าให้ศิษย์ฟัง ที่วัดดอยเกิ้ง

          ล่วงได้ 2508 (ปีมะเส็ง) ตลิ่งจะพัง แผ่นดินถิ่นอธรรมจะถล่มเป็นทะเล...ซึ่งในเมขลาพยากรณ์ ตรงกับ 9 พ.ค. 2556 ในหนังสือพระมหาชนก ที่ไขปริศนาออกมา 

          ล่วงได้ 2512 (ปีระกา) เมืองมนุษย์จะมืด 7 วัน 7 คืน โลกดิ่งสู่ความหายนะ 

          ในปีนี้เป็นปี พ.ศ.๒๕๕๔ (ปีเถาะ) เมื่อนำมาเทียบกับปี พ.ศ.ในพุทธทำนายก็จะได้ปีนักษัตร ที่ตรงกับปีนักษัตรในพุทธทำนายพอดี เช่นในพุทธทำนายได้กล่าวเอาไว้ว่า ปี พ.ศ.2512 (ปีระกา) เมืองมนุษย์จะมืด 7 วัน 7 คืน เมื่อเราเอาปี พ.ศ.2560 มาลดจำนวนปีลง 48 ปี ก็จะได้เป็นปี พ.ศ.2512 ซึ่งตรงกับปีระกาในพุทธทำนายอย่างไม่มีผิดเพี้ยน...

          ประเทศไทย นำ พ.ศ. มาจากศรีลังกา ที่ พ.ศ. คลาดเคลื่อนระหว่างเกิดสงครามในประเทศนี้ เป็นเหตุให้นับ พ.ศ.เร็วกว่าความเป็นจริงไป 48 ปี...ในพุทธทำนายที่กล่าวว่าเมืองมนุษย์จะมืด 7 วัน 7 คืน คาดว่าจะเป็นการเรียงตัวของดวงดาว เป็นแนวระนาบเดียวกัน ในรอบ 2.6 หมื่นปี ตามที่นักวิทยาศาสตร์บอก ทำให้เงาของดาวทุกดวงบดบังแสงอาทิตย์โลกจึงมืด / หรือ อาจจะมีดาวหางพุ่งชนโลกทำให้ ฝุ่นควัน ฟุ้งกระจายจนบดบังทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ส่องมาไม่ถึงโลก หรืออาจจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ จนทำให้พื้นโลกสั่นสะเทือน เกิดภูเขาไฟระเบิดพร้อม ๆ กันหลายลูก จนเถ้าถ่านของภูเขาไฟ ฟุ้งกระจายขึ้นในในบรรยากาศของโลก"

 ถอดรหัสจากพุทธทำนาย 

          - ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ปลายเดือนสิงหาคม 2550  มีคุณยายผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งได้นำหนังสือเรื่องพุทธทำนายฉบับถอดรหัสมาให้อ่าน ในขณะที่ผู้เขียนได้จัดสรรเวลาของตนเอง ไปฝึกทำสมาธิภาวนา วิปัสสนาภาวนา และเมตตาภาวนา ที่วัดเพลง แขวงและเขต บางพลัด ซึ่งพระอาจารย์ พระมหาฉัตรชัย รักขิตจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสสอนนำการทำสมาธิภาวนา วิปัสสนาภาวนา และเมตตาภาวนา ที่กระชับ และกะทัดรัดดี
          - เมื่อผู้เขียนได้อ่านแล้ว ก็เห็นว่ามีเนื้อหาแปลกดี แต่ไม่แน่ใจว่า ข้อความทั้งหมดที่คัดลอกต่อ ๆ กันมามีการตกหล่นจากความเดิมจนถ้อยคำเปลี่ยนไปหรือไม่เพียงไร
          - ในหนังสือเล่มนี้ อ้างว่า นำความมาจากหนังสือใบลานเก่า ที่พบในจังหวัดอัตตะบือ ประเทศลาว โดยมีพระธุดงค์นำมาถ่ายทอดโดยสรุป คือ
          1. ในปีจอ (2561) กรุงเทพฯ จะหมดสภาพเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย

          2. พระคาถาป้องกันภยันตรายในใบลาจารึก ให้นำไปท่องว่า "ปะโต เมตัง ปะระชีวินัง สุคะโต จุติ จิตตะ เมตตะ นินะนัง สุคะติ จุติ" โดยท่านแนะให้นำไปเขียนลงแผ่นผ้าก็ได้ แล้วนำไปปิดที่ประตูบ้าน หรือปิดในรถยนต์ ยามเกิดเหตุการณ์คับขันจะช่วยให้รอดชีวิตพ้นจากภยันตรายได้ มหันตภัยร้ายแรง ท่านว่าจะมี 10 ประการ ได้แก่

ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556

          1. วาตภัย (ลมพายุ)
 ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556
          2. ธรณีพิบัติภัย (แผ่นดินไหว) ภูเขาไฟระเบิด
 ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556
          3. อัคคีภัย (ไฟไหม้)
 ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556
          4. อุทกภัย (น้ำท่วม)
 ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556
          5. ฟ้าผ่าดังลั่นสะเทือนแก้วหู
 ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556
          6. อากาศร้อนมากเกินไป หนาวมากเกินไป
          7. สารพิษแพร่กระจายทุกแห่งหน
          8. เกิดโรคระบาดต่าง ๆ
          9. เกิดข้าวยาก – หมากแพง
          10. เกิดการอาฆาตพยาบาทจองเวร จองล้าง จองผลาญ

          3. ถ้าเข้าถึงปีกุน (2562) ไปแล้ว ทุกคนจะได้รับความสุขกาย - สุขใจ เคร่งครัดในการรักษาศีล 5 มาก โดยช่วงนั้นจะมีประชากรลดลงมาก แต่ประเทศไทยจะมีประชากรเหลือมากหน่อย คือ มีเหลือรอดถึง 30 % หรือประมาณ 18 ล้านคน ขณะที่ประเทศอื่น ๆ จะมีชีวิตรอดอยู่เพียง 10 % เท่านั้น

          4. เหตุการณ์ร้ายตามท้องถนน จะรุนแรงมาก ตั้งแต่ เดือน 7 ของปีระกา (ปี 2560) และในเดือน 9 – 10 ของปีจอ (ปี 2561) คนใจบาปจะถูกล้างผลาญหมดสภาพสังคมโดยทั่วไป มีบ้านแต่ไม่มีคนอยู่ มีข้าวแต่ไม่มีคนกิน มีทางแต่ไม่มีคนเดิน

          5. ที่ศิลาจารึกในมหาวิหารเชตวัน ณ สวนมฤคทายวัน ได้กล่าวถึงมหันตภัยในอนาคต สิ่งที่คนทั้งหลาย ไม่เคยเจอะก็จะได้เจอ ไม่เคยพบก็จะได้พบ ยักษ์หินที่ถูกสาป กลับตื่นขึ้นมาอาละวาด จะมีการรบราฆ่าฟันกันนองเลือด แผ่นดินจะมีไฟลุกโชติช่วง แต่ละฝ่ายตายไปฝ่ายละครึ่งจึงจะเลิกรา ที่เลิกราก็เพราะต่างหมดกำลังลง ผู้ที่สร้างสมกุศลผลบุญ มีสติอยู่เสมอ ก็จะรอดอยู่ได้ ทั้งนี้ไฟจะมาจากทางทิศตะวันออก

          ไฟไหม้บ้านเรือน และวัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์ ก็จะต้องอดอยาก ลูกไฟจะตกจากฟ้า ข้าวสารจะขาดแคลน ทุพภิกขภัยจะมีไปทั่ว ครุฑจะบินกลับฐาน (เงินบาทจะด้อยค่า) ในช่วงนี้ ให้ภาวนาว่า "ชา ตะ มะ สะ ละ วา" เขียนใส่กระดาษใส่ผ้าขาว ติดตัวติดบ้าน ติดหัวนอน จะทำให้รอดจากพญามัจจุราชได้มากขึ้น

          6. ผู้ที่ต้องการได้พบผู้มีบุญระดับพระโพธิสัตว์ ซึ่งจะเป็นพระศรีอารย์ในอนาคตคัมภีร์ในใบลานแนะนำให้หมั่นภาวนา หมั่นรักษาศีล 5 ให้ครบถ้วนเป็นประจำ ก็จะสมปรารถนาได้

          7. สัญญาณเตือนภยันตราย จะเกิดชัดเจนครั้งแรกในปีมะเส็ง (2556) ตลิ่งริมฝั่งน้ำจะพัง ทะเลและมหาสมุทรจะบ้าคลั่ง ให้ติดตามเหตุการณ์ดูในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า หากเข้าสู่สถานการณ์นั้น ๆ คัมภีร์ใบลานแนะให้ท่องว่า "สะโรนะกา โททายะโม พุทธะตะยะ" จะลดภยันตรายลงได้กึ่งหนึ่ง

          8. โลกของเรากำลังเข้าสู่กลียุค จะมีปัญหาทั้งภัยธรรมชาติ จากดิน น้ำ ลม ไฟและเกิดจากน้ำมือมนุษย์ในการแย่งชิงผลประโยชน์ แย่งชิงความเป็นใหญ่ แย่งชิงอำนาจและทำสงคราม รวมทั้งใช้อาวุธทุกรูปแบบทำลายล้างซึ่งกันและกัน

ถอดรหัสพุทธทำนาย...มหันตภัยของโลก หลังปี 2556

          9. ประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติเช่นเดียวกัน โดยในปี 2556 จังหวัดชายทะเล และกทม. จะมีแผ่นดินยุบตัว คลื่นน้ำจะพัดเข้าชายฝั่ง คลื่นน้ำอาจมีความสูงถึง 20 เมตร (สูงเกือบเท่าตึก 7 ชั้น) ผู้ที่อยู่ริมน้ำทั้งหมดจะล้มตายเกือบครึ่ง โดยจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2560 ในที่สุดประชากรไทย จาก 65 ล้านคน จะเหลือเพียง 18 ล้านคนในปี 2561 

          (ข้อนี้ฟังดูแล้วคลับคล้ายคลับคลา กับพยากรณ์ของนางมณีเมขลา 9 พ.ค. 2556 มากทีเดียว ผู้ที่ติดตามข้อมูลที่ในหลวงทรงแจ้งเตือนพสกนิกรชาวไทยล่วงหน้า เป็นปริศนาเช่นเดียวกับนอสตราดามูส ผู้ยังความไม่ประมาทพึงพิจารณาด้วยตนของตนเอาเถิด)

          ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ อาจเกิดขึ้นจริง หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่พวกเราก็ไม่ควรดำเนินชีวิตด้วยความประมาท อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ท่านจัดสรรเวลาวันละเล็กวันละน้อย ฝึกความมีสติ และความมีสัมปชัญญะ เพิ่มการรักษาศีล และรู้จักให้ทานมากขึ้นด้วยครับ เพราะสิ่งที่ท่านให้แก่ผู้อื่น สงเคราะห์เกื้อกูลผู้อื่น มีความเมตตาผู้อื่นสัตว์อื่น หรือ ปรารถนาให้ผู้อื่นสัตว์อื่นมีความสุขในปัจจุบัน มีความกรุณาต่อผู้อื่น สัตว์อื่นหรือ มีจิตปรารถนาให้ผู้อื่น สัตว์อื่นที่มีความทุกข์ ได้พ้นจากทุกข์ในปัจจุบัน 

          สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังกุศลผลบุญสนองตอบแก่ท่านในช่วงที่โลกเข้าสู่วิกฤติ อันจะมีผลให้ท่านมีความสุขได้ในทุกสถานการณ์ และพ้นทุกข์ได้โดยเร็วพลัน เป็นการลงทุนสร้างความงามความดีในปัจจุบัน ขณะที่เราสามารถกระทำได้โดยไม่เดือดร้อน ก็ขอให้ท่านรู้จักใช้โอกาสอันดีดังกล่าวด้วย หากประมาท ท่านอาจสูญเสียโอกาสที่ดีดังกล่าวตลอดไปก็ได้

          (ในประเด็นนี้ ท่านผู้เป็นใหญ่สูงสุด ที่ได้แจ้งคณะเตือนภัยเขากะลา เอาไว้ว่าการช่วยเหลือพลโลกได้เฉพาะบางส่วนที่มีบารมี...บารมีของท่าน ผู้ใหญ่แห่งดาวพลูโต นั้นอาจหมายถึง ผู้ที่ได้ฝึกจิตเข้าถึงสภาวะจิตเดิม หรือ "ทาง" ของทุก ๆ คนก็ได้ ...จึงจะนับว่าเป็นผู้มีบารมี ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากชาวต่างดาวหลาย ๆ ดวง ที่ได้มาเตรียมงานบนดาวดวงนี้ล่วงหน้า 10 กว่าปีทีเดียว)

มงคล กริชติทายาวุธ
ประธานชมรมศาสนาและการกุศล

หมายเหตุ

          ปีนักษัตร ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุน เริ่มนับจากเดือนเมษายน เป็นเดือนที่ 1 ของปี เดือนสุดท้ายของปีจึงเป็นเดือนมีนาคมของปีถัดไป ดังนั้นปีระกาในพุทธทำนาย จึงหมายถึงตั้งแต่เดือนเมษายนของปี พ.ศ.2560 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ.2561

ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแลทั่วโลก คำทำนายของอาจารย์นันทะ



คำทำนายของอาจารย์นันทะ


อาจารย์นันทะ ได้เคยกล่าวทำนายไว้มากมายหลายอย่างกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของ ภัยพิบัติของอนาคต ที่จะมาคร่าชีวิตของผู้คน แม้แต่ในเรื่องของสึนามึ ซึ่งตอนนั้น คนไทยแทบยังไม่รู้จัก อาจารย์นันทะ ได้มองเห็นอนาคตในอีกหลายๆอย่าง ซึ่งบางบทบางตอน ตรงกับคำทำนายของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้

สถานที่แห่งแรกในประเทศไทย ที่จะได้เผชิญกับ ลาวาร้อนจากไฟใต้โลก จะเกิดขึ้นจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของจังหวัดแรกในภาคอีสาน ตามรอยต่อของจังหวัด ที่ติดกันเป็นแนวยาว

เริ่มแรก จะมีลักษณะเป็น แนวแยกของแผ่นดิน คดเคี้ยวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ธารโลหะร้อน จะไหลลามแผ่ออกไปเป็นบริเวณกว้าง ข้ามวันข้ามคืนติดต่อกัน

จากนั้น พายุที่รุนแรง จะนำน้ำมาดับไฟ ก่อให้เกิดน้ำท่วม และ โรคร้ายที่จะระบาดอย่างรุนแรง จนสุดที่จะเยียวยาได้ โดยเฉพาะ อหิวาตกโรคสายพันธุ์ใหม่ ที่มนุษย์เชื่อว่า ได้กำจัดหมดไปจากโลกนี้แล้ว แต่หารู้ไม่ว่า มันกำลังฟักตัว และ จะมีฤทธิ์ร้ายแรงกว่าเดิม ซึ่งสามารถคร่าชีวิตผู้รับเชื้อได้ ในเวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น

ท้องฟ้ามืดมิด ฝนจะเริ่มตกหนักทั่วโลกอย่างไม่หยุดยั้ง น้ำเอ่อขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าท่วมแผ่นดินในหลายๆ พื้นที่ พายุไซโคลนจะพัดกระหน่ำ และ จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 160 ก.ม./ชั่วโมง พัดผ่านกรุงเทพฯ ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา

ตึกแห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อยู่ใกล้กับสะพานกลางเก่ากลางใหม่ ในย่านฝั่งธนบุรี จะพังทลายลงมา จากการโหมกระหน่ำและความบ้าคลั่งของลมพายุ มีผู้เสียในครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 600 คน

ในเวลาหลังจากนั้นไม่นานนัก ตึกสีขาว ที่อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้าม จะพังทลายตามลงมา ยอดตึกที่พังทลาย จะแลเห็นโผล่เหนือน้ำ ให้เห็นเป็นอนุสรณ์ของคราบน้ำตา หลังคาบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงจะปลิวว่อน เสาไฟฟ้าจะล้มระเนระนาดด้วยความรุนแรง จะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน ในบริเวณใกล้เคียงอย่างเหลือคณานับ

เทือกเขาตะนาวศรี ในจังหวัดราชบุรี จะพังทลายลงมา เนื่องจาก แผ่นดินไหวที่รุนแรง ซึ่งจะเปิดเผยให้เห็นถึง ภูเขาไฟที่ซุกซ่อนอยู่

หลังจากนั้นไม่นาน ภูเขาไฟลูกแรกในประเทศไทย จะระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เสียงดังกึกก้องกัมปนาท ดังมาถึงกรุงเทพฯ ธารลาวาจะไหลลงไปยังฝั่งพม่า

ไม่นานนัก ระเบิดลูกที่สอง และ ลูกที่สาม ก็ตามมา ลูกที่สี่ จะมีความรุนแรงอย่างถึงที่สุด ซึ่งจะสร้างความอำมหิต ให้กับ ภาคเหนือและภาคอีสาน ต่อไป

ณ บ้านกุดฉิม อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น จะเกิดภูเขาไฟแห่งที่สอง ระเบิดขึ้น มีผู้เสียชีวิตประมาณ 500 คน

ที่บ้านโพธิ์ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จะเกิดแผ่นดินไหว และ  มีลาวาร้อนจากภูเขาไฟไหลเคลื่อนตัว ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า มีผู้เสียชีวิตร่วมพันคน

เกิดภูเขาไฟระเบิด ในจังหวัดกาฬสินธุ์ อย่างกะทันหัน จนยากที่ผู้คนในบริเวณนั้น จะตั้งตัวทัน และ จะเกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาด มีจำนวนเด็กผู้หญิง เสียชีวิตมากกว่าผู้ชาย

จังหวัดตรัง เกาะทุกเกาะจะจมหายไป เนื่องจาก ลมพายุที่รุนแรง และ ทะเลคลั่ง ที่กลบกลืนหมู่เกาะให้หลับลึกไปอย่างรวดเร็ว

สมุทรปราการ จะจมหายลงไปในท้องทะเลครึ่งเมือง อย่างถาวร เนื่องมาจาก ลมพายุที่โหมกระหน่ำ บวกกับน้ำทะเลหนุนสูง น้ำจะท่วมอย่างรวดเร็ว และ มีสายน้ำเปลี่ยนทิศ ไหนผ่านเมืองอย่างน่าหวาดกลัว ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากหายนะครั้งนี้ จะถูกนำส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่อยุ่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ในย่านสำโรง และ โรงพยาบาลแห่งนี้ จะเป็นประตูต้นทาง ของกระแสน้ำที่ไหลเปลี่ยนทิศ แต่ก็เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ของเมืองสมุทรปราการ

เกาะสมุย จะถูกลบหายไปจากแผนที่โลก เนื่องจาก แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และ เกิดพายุ รวมทั้งคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำ จนกระทั่ง เกาะทั้งเกาะ จมหายลงไปในท้องทะเล อย่างไม่มีวันหวนกลับคืน

เกิดแผ่นดินไหว ที่ตัวเมืองบุรีรัมย์ เสียชีวิตทันที 53 คน ผู้บาดเจ็บที่เหลือจะเสียชีวิตอย่างมากมาย ในระหว่างทางไปโรงพยาบาล

เกาะปันหยี จังหวัดพังงา เกิดน้ำท่วมสูง และ พายุที่รุนแรงโหมกระหน่ำ หายสาบสูญอย่างถาวร ผู้คนเสียชีวิตทั้งเกาะ

เขื่อนบางลาง จังหวัดนราธิวาส ถูกคลื่นจากทะเลซัดกระหน่ำ จนกระทั่ง เขื่อนแตก น้ำไหลทะลักเข้าท่วมแผ่นดิน รวมทั้ง น้ำทะเลที่ถาโถมเข้าสู่แผ่นดินอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งไม่มี นราธิวาส หลงเหลืออยู่ในแผนที่โลก

บ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด จะถูกคลื่นยักษ์ไซโคลนกระหน่ำ แผ่นดินหายไม่มีเหลือ

ยะลา ถูกทะเลคลั่งโหมกระหน่ำ น้ำทะเลสูง แผ่นดินหายเหลือเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น ที่จะมีชื่อเรียกใหม่ว่า เกาะยะลา

จังหวัดสงขลา น้ำท่วมสูง เกาะทุกเกาะ จมหายจะเหลือ เพียงหาดใหญ่บางส่วน ที่น้ำจะไม่ท่วมถาวร

ชลบุรี ชายฝั่งทะเลบางแสน ถูกคลื่นยักษ์ 4 – 5 เมตร ซัดกระหน่ำอย่างรุนแรง จนกระทั่งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พังพินาศ แต่น้ำทะเลจะไม่ท่วมถาวร

ฉะเชิงเทรา น้ำจะท่วมถึงสองฝั่งบางปะกง จนถึงฐานหลวงพ่อโสธร

กระบี่ จะถูกพายุพัดกระหน่ำ ผืนดินทางด้านตะวันออกจะหายไป ชาวประมงประมาณ 180 คน จะถูกกลืนหายไปในท้องทะเล

ชุมพร จะเผชิญพายุฝนที่รุนแรง คลื่นจัด น้ำท่วมสูง ศาลกรมกลวงชุมพร จะเหลือไว้เป็นอนุสรณ์ให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์

อุทยานภูริน นางย่อง สิมิลัน จังหวัดพังงา ถูกคลื่นยักษ์ซัดหาย

ภูเก็ต ถูกพายุถล่มอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่ง เกาะหายไปจากแผนที่โลก มีผู้เสียชีวิตทันที ประมาณ 40,000 – 60,000 คน

นครศรีธรรมราช จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ มีผู้เสียชีวิตประมาณ 20,000 คน

พังงา น้ำท่วม แผ่นดินจะถูกกลืนจมหายไปในท้องทะเล

ปัตตานี ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมทั้งจังหวัด แต่วัดช้างไห้ของหลวงปู่ทวด จะปลอดภัย รูปปั้นหลวงปู่ทวด จะแสดงปาฏิหาริย์ ลอยน้ำขวางกระแสน้ำเชื่ยว น้ำจะแห้ง วัดช้างไห้ จะกลายเป็นเกาะกลางน้ำ

เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จะพังทลาย กระแสน้ำที่เชี่ยวกราด จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 200 คน เกิดภูเขาไฟระเบิดอย่างถึกก้องกัมปนาท ที่ จังหวัดอุตรดิตถ์

กาญจนบุรี เขื่อนศรีนครินทร์ จะมีปัญหา น้ำไหลอ้อมเขื่อน ท่วมด้านล่าง เสียหายบางส่วน รวมทั้งน้ำท่วมสูง แผ่นดินหายถาวรครึ่งจังหวัด

จังหวัดนครราชาสีมา เกิดน้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติการณ์ กระแสน้ำจะท่วมสูงถึง ฐานของอนุสาวรีย์ย่าโม

ทุกจังหวัดในประเทศไทย ต่างก็ได้รับความบอบช้ำด้วยกันทั้งสิ้น จะมากน้อยต่างกันไป

บริเวณใดที่มีผู้คนที่มีศีลธรมอาศัยอยู่ อาจได้รับการปกป้องบรรเทาภัยพิบัติ ให้เบาบางลงไปได้บ้าง

ข้อมูลทุกอย่างที่กล่าวมานี้ อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ระดับความรุนแรง จะไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน

ดังเช่น ภูเขาไฟที่กล่าวว่า จะเกิดในสถานที่หลายแห่งนั้น อาจเกิดระเบิดกึกก้องกัมปนาท รวมกันในสถานที่แห่งเดียวกัน แต่จะมีความรุนแรงมากกว่าปกติ กล่าวคือ อาจมีลาวาจะพุ่งขึ้นฟ้าสูงเป็นพิเศษถึง 6 กิโลเมตร เป็นต้น

เหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมานั้น จะมีอยู่วันหนึ่ง ที่เหตุการณ์รุนแรงที่สุด คลื่นพลังมหาศาลจากจักรวาล จะกระแทกลงมายังโลก เป็นพลังงานที่เกิดจากลมพายุสุริยะ อันเนื่องมาจาก จุดดับบนดวงอาทิตย์จุดที่ 11

มนุษย์ทุกคนบนโลกจะได้พบกับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว

บรรยากาศช่วงแรกๆ จะรู้สึกหดหู่เวิ้งว้าง ท้องฟ้าจะวังเวงพิกล หลังจากนั้นไม่นานนัก ลมจะแรงขึ้น เสียงฟ้าเสียงลม จะแผดเสียงกึกก้องดังที่สุด ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

เป็นเสียงของพญามัจจุราช ที่พิพากษาโลกในด้านความเป็นมนุษย์ คนชั่วทุกคนจะถูกประหารชีวิต และ ตายอย่างทรมาน ไม่เว้นแต่ ผู้นำสังคม ผู้นำเศรษฐกิจ ผู้นำลัทธิ ฯลฯ ส่วนคนดีจะได้รับการยกเว้นเอาไว้ ให้ได้ทำความดีโดยไม่มีอุปสรรคต่อไป

อีก 5 ปีต่อไป น้ำจะท่วมภาคใต้ และ จะร้ายแรงมากกว่าสึนามิหลายเท่า ผู้คนที่รอดชีวิตจำต้องเดินทางขึ้นเหนือเพื่อให้พ้นภัย โดยระหว่างทาง จะพบกับคนนอนตายเกลื่อนกลาดจำนวนมาก

พระศรีอารย์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์อยู่สวรรคชั้นดุสิต ในตอนนี้ จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์ (ท่านลงมาเกิดในคราวนี้ ไม่ใช่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า แต่เพื่อช่วยให้ผู้คนรอดพ้น จากเหตุการณ์อันเหลือที่มนุษย์จะรับมือได้ไหวครั้งนี้ เพื่อช่วยให้พ้นจากภัยสงครามครั้งมหึมา ที่จะทำให้มีคนตายมหาศาลที่กำลังจะเกิดขึ้น ท่านอาจจะเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ได้ แต่ยังไม่แสดงตัวเท่านั้น)

การเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติครั้งใหญ่

            1. ก่อนการเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ 15 วัน โลกจะเอียงก้มหัวให้ดวงอาทิตย์ มากขึ้นเรื่อยๆ และ ส่งผลให้น้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือละลาย จะนำไปสู่คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าสู่แผ่นดิน
            2. เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่เป็นเวลา 49 วัน ในระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน
            3. ฝนตกครั้งใหญ่ทั่วโลก (ระยะชำระล้างเป็นเวลา 7 วัน) * ระยะเวลาการเกิดภัยธรรมฃาติที่รุนแรงของโลก รวมแล้วมีระยะเวลาทั้งสิ้น 56 วัน ใน 3 วันแรกจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ที่ทวีปเอเชีย ในประเทศที่เป็นอริต่อกัน *

ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            1. เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่
            2. พายุถล่ม
            3. แผ่นดินแยกและแผ่นดินไหว
            4. ภูเขาไฟระเบิด (จังหวัดภาคกลาง 2 ลูก, ภาคเหนือตอนล่าง 3 ลูก อีกทั้งที่ จังหวัดราชบุรี น่าน แพร่ อ.ร้องกวาง)
            5. คลื่นยักษ์จากทะเล
            6. โรคระบาดที่สุดจะเยียวยา ได้แก่ Virusterria, อหิวาตกโรค สายพันธุ์ใหม่ ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเสียชีวิตภายใน 6 วัน
            7. คลื่นเสียงที่รุนแรง ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนั้นมาก่อน
            8. อดอยากขาดแคลนอาหาร

การเตรียมตัวเตรียมปัจจัยเพื่อตนเองและสมาชิกในครอบครัว

            1. เตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้าน อย่างน้อย 3 – 6 เดือน
            2. เครื่องนุ่งห่มเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋าน้ำร้อน ผ้าห่ม ฯลฯ เพราะในช่วงเวลานั้น อากาศจะหนาวเย็นยะเยือกจับขั่วหัวใจ
            3. เครื่องใช้ที่จำเป็น
            4. ที่อยู่อาศัย
            5. ยารักษโรค
            6. ด่างทับทิมและคาราไมล์ (จำเป็นมาก) ห้ามกินอาหาร ที่ไม่ได้ล้างด้วยด่างทับทิม เพราะจะมีทั้งเชื้อโรค และสารกัมมันตรังสี ส่วนคาราไมล์ จะมีไว้รักษาโรคทางผิดหนัง ที่ดูเหมือนจะยากต่อการรักษา แต่เมื่อทาคาราไมล์แล้ว จะหายได้อย่างน่าอัศจรรย์
            7. ยานพาหนะ เช่น เรือ เสื้อชูชีพ
            8. เครื่องช่วยชีวิต
            9. แสงสว่าง เช่น เทียน ตะเกียงพายุ (เวลานั้น ท้องฟ้าจะมืดมิด 7 วัน = 1 ราตรี และ จะมืดมิด 7 ราตรี หรือ 49 วัน ไฟฟ้าจะดับทั่วโลก)
        10. เตรียมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

การดูแลตัวเองในช่วงเวลาวิกฤติ

            1. ห้ามออกนอกบ้านโดยเด็ดขาด ใครมาเคาะประตูบ้านก็ห้ามเปิด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นญาติสนิทหรือคนที่เรารู้จักก็ตาม
            2. ห้ามตากฝน เพราะในฝนจะมีพิษ ทั้งเชื้อโรคและสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น
            3. ห้ามลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องใช้ต่างทับทิมล้างทุกครั้ง
            4. ห้ามเปิดประตูต้อนรับผู้อื่น เพราะช่วงเวลานั้น ประตูมิติของโลกทั้งสามภพ จะถูกเปิดเป็นครั้งแรก * ผู้ที่ไม่เชื่อเรื่อง ผีสางจิตวิญญาณ ก็จะได้เห็น คนที่มาเยือนอาจเป็น ผีเปรต ผีโขมด ที่เป็นเจ้ากรรมของเราจำแลงมาก็เป็นได้ และ ห้ามอยากรู้อยากเห็นโดยเด็ดขาด *
            5. ห้ามกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด
            6. ห้ามกินผักที่ยังไม่ได้แช่ด่างทับทิม
            7. ฝึกการกินน้อย ถ่ายน้อย
            8. ระวังอากาศที่หนาวเย็น
            9. ระวังสัตว์ร้าย สัตว์มีพิษ เช่น งูพิษ จระเข้
            10. ห้ามอยู่ตึกสูงเกิน 3 ชั้น เพราะตึกสูงเกิน 3 ชั้น จะพังทลายราบเป็นหน้ากลอง

การเตรียมจิตวิญญาณ

            1. ชำระกรรมให้เบาบาง โดยหยุดโลภ โกรธ หลง ทำจิตใจให้สงบเบิกบาน เพราะวันนั้น จะมีผู้ที่เส้นโลหิตในสมองแตก เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เพราะ เสียงที่ดังกึกก้อง ไปกระตุ้นเส้นเลือดในสมองให้แตก ดังนั้น ต้องปล่อยวาง ทำจิตให้เป็นบวก จะช่วยได้มาก
            2. มีสำนึกทางจิตวิญญาณ
            3. ฝึกการละวาง
            4. มีสติรู้ตัวตลอดเวลา
            5. ฝึกการทำโฆษกรรม ขออภัยต่อเจ้ากรรมนายเวร หรือ ผู้ที่เราล่วงละเมิด

การดูแลแก่นแท้ยามมีภัย

            1. ได้ยินเสียงใด ให้ละวางเสียงนั้น / รู้เห็นสิ่งใด ให้ละวางสิ่งนั้น ต้องไม่รับรู้ไม่รับเห็น ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงคนข้างบ้านร้อง เพราะกำลังจะตาย หรือ ได้ยินเสียงใดที่น่าหวาดกลัว ต้องได้ยินแล้วผ่านเลยไป หากละวางไม่ได้ จะเกิดอาการ “ตายก่อนตาย” ( รู้ว่าตนเองจะต้องตายแน่ๆ หรือ การตายทั้งเป็น )
            2. ยอมรับให้ได้ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีสติตลอดเวลา
            3. อย่าอยู่นิ่งเฉย เพราะจะทำให้กลัวมากขึ้น ควรหากิจกรรมทำ เช่น อ่านหนังสือธรรมะ เพื่อให้จิตเป็นบวกเกิดความอิ่มเอิบ
            4. สังเกตธรรมชาติ ก่อนนาทีวิกฤติจะเกิดขึ้น

ลางบอกเหตุก่อนเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ (ระยะที่ 2)

ท้องฟ้ามืดมิดผิดปกติ ใบไม้จะพลิกคว่ำพลิกหงายแลดูหดหู่ สัตว์ทั้งหลาย จะไม่ปรากฏกายให้เห็น แต่ถ้ามีสัตว์เลียงอยู่ในบ้าน จะเห็นมันวิ่งลุกลี้ลุกลนผิดปกติ หรือ บางตัวจะนอนนิ่งน้ำตาซึม

เรื่องเวลาที่แน่นอนนั้น ขอบอกตามตรงว่า ไม่ทราบ แต่เมื่อดูจากเหตุการณ์ในปัจจุบันแล้ว ภัยธรรมชาติที่รุนแรงอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิตนี้ และ จากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ต่างๆ คิดว่าจะเกิดภายใน 1-3 ปีนี้

เป็นกรรมของสัตว์โลกนะ ครูบาอาจารย์ท่านเคยบอกว่า ระบบจะเริ่มล้างมนุษย์ แล้วจะมีเหตุอื่นมาล้างเรื่อยๆ ด้วยระบบภัยพิบัติ ทางดิน น้ำ ลม ไฟ โรคระบาด และ อุบัติภัยสงคราม และ จะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนพระจักรพรรดิลงมา ภัยพิบัติจึงจะสงบ

ต่อไปที่จะวิบัติหนัก ๆ ก็คือ ไต้หวัน ญี่ป่น ฟิลิปปินส์ อเมริกา ฯลฯ

เคยถามครูบาอาจารย์ว่า ไม่เคยมีใครเปลี่ยนได้เลยหรือ ท่านบอกว่า “ไม่ได้” ท่านว่า “ปูยีเว้าก็ปานพระเจ้าเว้า นั่นแหละ ในโลกนี้ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ กรรมของมนุษย์เป็นแบบนั้น

จากที่ครูบาอาจารย์ ท่านเล่าสู่กันฟัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่มีใครที่จะสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะ กรรมเป็นตัวกำหนด และ ยุคพระยาธรรมิกราช ก็เป็น พุทธประเพณี เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นใน กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ในยุคของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์

อ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่

http://www.srinagathurka.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538926523&Ntype=6

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วิชาพระหมอ ธาตุน้ำเรียกฝน ธาตุลมป้องกันและรักษาโรคลมปราณติดขัดเดินไม่ได้

หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอ เมตตาอบรมสั่งสอนวิชา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค >
ในช่วงที่หลวงพ่อปาน เรียนวิชากับหลวงพ่อสุ่น ครั้งหนึ่งหลวงพ่อสุ่นได้ถามหลวงพ่อปานบอกว่า
” ปานอยากจะดูฝนตกไหมลูก ” หลวงพ่อปานบอกว่า ” อยากดู ”
” อยากดูน้ำเกิดในแผ่นดินไหม ” หลวงพ่อปานก็บอกว่า ” อยากดู ”
ออกไปลานวัดด้วยกันก็พากันไปที่ป่าช้า พอพากันไปถึงป่าช้าแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็บอก ” ตรงนี้มันแห้งนะ เดี๋ยวพ่อจะทำให้มีน้ำ ”
พอท่านชี้ลงไปเท่านั้น ตรงนั้นปรากฏว่ามีน้ำท่วมขึ้นมาทันที
แล้วหลวงพ่อสุ่นท่านบอก ” ประเดี๋ยวพ่อจะให้ฝนตกตรงนี้ วัดพื้นที่กว้าง ๒ วา ยาว ๒ วา ฝนจะตกเฉพาะตรงนั้น ” พอท่านบอกแล้วก็แหงนขึ้นไปบนอากาศแล้วก็ก้มหน้า เท่านี้ฝนตกเลย
นี่เป็นเรื่องน้ำเรื่องฝนปรากฏ ความเยือกเย็นทำได้ ท่านก็เลยบอกให้หลวงพ่อปานทำบ้าง แล้วท่านบอกหลวงพ่อปานว่า ” ถ้าเอ็งจะให้ฝนตกอย่าให้เลยป่าช้าไปนะ ชาวบ้านเขากำลังทำไร่ไถนาเขาจะลำบาก เอาเฉพาะในเขตของเรา ลองทำซิ ”
หลวงพ่อปานก็ตั้งท่าทำ อธิษฐานว่าขอฝนจงตกภายในบริเวณป่าช้าให้เป็นเม็ดใหญ่ ตกประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วก็เข้าสมาธิ แล้วคลายสมาธิมาอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง เท่านี้ท่านบอกว่า ปรากฏว่าฝนตกขนาดหนัก เปียกหมดทั้งตัว ทั้งสบง จีวร สังฆาฏิไม่เหลือ ก็ต้องนั่งอยู่อย่างนั้นจนกว่าฝนจะหาย จนกว่าจะหมดเวลา เพราะเป็นการพิสูจน์กันนี่
เมื่อฝนหายหมดแล้วปรากฏว่าหลวงพ่อปานเปียกทั้งตัว หลวงพ่อสุ่นไม่เปียก หลวงพ่อสุ่นไม่มีอะไรเปียก ตัวแห้งแกร่ง หลวงพ่อปานแปลกใจถามว่า ” หลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อทำไมจึงไม่เปียก ท่านบอกว่าก็คุณมันทำฝนตกได้ แต่ว่าคุณเองไม่สามารถจะป้องกันฝน ไม่ให้เปียกตัวได้
วิชาอย่างนี้คุณยังไม่มี อย่างนี้เขาเรียกกันว่าวาโยกสิณ เวลาที่คุณทำให้ฝนตก ฉันก็บันดาลให้เกิดลมเฉพาะบริเวณร่างกายของฉันปัดน้ำฝนไปเสีย ไม่ให้มาถูกตัวฉัน เอาแค่ตัวฉันห่างไป ๒ ศอก อธิษฐานเท่านั้น เธอลองวัดดูซิ วัดดูว่ามันห่างตัวฉันไปเท่าใดดินมันแห้ง ”
หลวงพ่อปานก็กะประมาณว่าประมาณ ๒ ศอก ท่านก็บอกว่า ” ปาน วาโยกสิณมีความสำคัญต่อคนไข้มาก ถ้าเราจะเป็นหมอ ตามธรรมดาคนไข้นี่น่ะ เมื่อเป็นไข้ไม่สบายแล้วเดินเหินไม่ค่อยถนัด เดินเหินไม่สะดวก บางทีต้องเข้าปีกประคองกัน เพราะความป่วยไข้ไม่สบาย มันเป็นทุกขเวทนาอย่างหนัก
ถ้าหากว่าเราเป็นหมอ ถ้าเรารักษาคนไข้แบบนั้นเราก็ลำบาก เวลาจะลุกก็ต้องประคองลุก เวลาจะนั่งก็ต้องประคองนั่ง เวลาจะเดินต้องประคองเดิน เราก็เอาวาโยกสิณช่วย เวลาคนไข้เขาไม่มีกำลังเดินไม่ค่อยไหว เราก็ใช้วาโยกสิณเข้าช่วย วาโยกสิณนี้จะสามารถทำคนไข้ให้เดินได้คล่อง ลุกคล่อง นั่งคล่อง ทำอะไรคล่อง ๆ ได้ เรียกว่า เราต้องใช้กำลังทางใจของเราช่วย วาโยกสิณก็คืออำนาจทางใจหรือว่าฤทธิ์ทางใจนั่นเอง
หลวงพ่อปานชอบใจ แล้วท่านบอกต่อไปว่าวาโยกสิณนี่ไม่ได้ใช้แต่คนไข้อย่างเดียวนะ เวลาฝนมันจะตกมา เราก็ให้ลมหอบฝนไปตกที่อื่นเสียก็ได้ นี่เราห้ามฝนได้ หรือว่าอะไรจะปรากฏขึ้น เราใช้ลมหอบไปทิ้งเสียก็ได้
และยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถจะใช้วาโยกสิณบันดาลให้ร่างกายของเราเป็นร่างกายเบา แล้วร่างกายของเราจะลอยไป คือ เหาะไปลงตรงไหนก็ได้ ไปช้าก็ได้ จะไปเร็วก็ได้
…” ตำนานสายวิชาพระหมอ เมืองกรุงเก่า อยุธยา หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ”
ที่มา : เพจเกจิอยุธยา

หลักธรรมในวันอาสาฬหบูชา

เนื่องด้วย วันอาสาฬหบูชา มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรแรกที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงขึ้นในโลก และได้ทรงแสดงเป็นครั้งแรกในวันอาสาฬหบูชานี้ หลักธรรมสำคัญในพระสูตรบทนี้จึงเป็นธรรมะสำคัญที่พุทธศาสนิกชนควรนำไปพิจารณาและทำความเข้าใจ และอาจจะเรียกได้ว่าหลักธรรมในพระสูตรดังกล่าวเป็นหลักธรรมสำคัญในวันอาสาฬหบูชา[45] ซึ่งเนื้อหาในพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มี 3 ตอน ดังนี้

สิ่งที่ไม่ควรเสพสองอย่าง[แก้]

ส่วนแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค กล่าวคือทรงแสดงสิ่งที่ไม่ควรเสพสองอย่าง อันได้แก่ การปฏิบัติตนย่อหย่อนสบายกายเกินไป (กามสุขัลลิกานุโยค) และการปฏิบัติตนจนทรมานกายเกินไป (อัตตกิลมถานุโยค) คือทรงแสดงการปฏิเสธลักษณะของลัทธิทั้งปวงที่มีในสมัยนั้นดังนี้
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ
  • การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 1
  • การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 1"
— พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ส่วนหนึ่งของ
ศาสนาพุทธ

Dhamma Cakra.svg สถานีย่อย

ศาสดา
จุดมุ่งหมาย
นิพพาน
พระรัตนตรัย
ความเชื่อและการปฏิบัติ
ศีล (ศีลห้า) · ธรรม(เบญจธรรม)
สมถะ · วิปัสสนา
บทสวดมนต์และพระคาถา
คัมภีร์และหนังสือ
พระไตรปิฎก
พระวินัยปิฎก · พระสุตตันตปิฎก· พระอภิธรรมปิฎก
หลักธรรม
ไตรลักษณ์ · อริยสัจ 4 · มรรค 8· ปฏิจจสมุปบาท · มงคล 38
นิกาย
เถรวาท · มหายาน · วัชรยาน
สังคมศาสนาพุทธ
ปฏิทิน · บุคคล · วันสำคัญ · ศาสนสถาน
การจาริกแสวงบุญ
พุทธสังเวชนียสถาน ·
การแสวงบุญในพุทธภูมิ
ดูเพิ่มเติม
อภิธานศัพท์ศาสนาพุทธ
หมวดหมู่ศาสนาพุทธ

การที่พระพุทธองค์ตรัสปฏิเสธแนวทางสองอย่างดังกล่าวมาในขณะเริ่มปฐมเทศนา เพื่อแสดงให้รู้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้พ้นจากทุกข์ด้วยการแก้ปัญหานอกกายคือ หนีความทุกข์ด้วยการมัวแต่แสวงหาความสุข (หนีความทุกข์อย่างไม่ยั่งยืน เพราะต้องแสวงหามาปรนเปรอตัณหาไม่สิ้นสุด) หรือหาทางพ้นทุกข์ด้วยการกระทำตนให้ลำบาก (สู้หรืออยู่กับความทุกข์อย่างโง่เขลา ขาดปัญญา ทำตนให้ลำบากโดยใช่เหตุ) เพื่อที่จะทรงขับเน้นหลักการที่พระพุทธองค์จะทรงแสดงต่อไปว่า มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากแนวคิดพ้นทุกข์เดิม ๆ ซึ่ง เป็นการประกาศแนวทางพ้นทุกข์ใหม่แก่โลก อันได้แก่การแก้ทุกข์ที่ตัวต้นเหตุ คือ แก้ที่ภายในใจของเราเอง คือ มัชฌิมาปฏิปทาของพระพุทธองค์

มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง)[แก้]

หลักธรรมในพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร มีจุดเด่นคือเน้นทางสายกลาง ให้มนุษย์มองโลกตามความเป็นจริง (แก้ทุกข์ที่ใจ) เพื่อพบกับความสุขที่ยั่งยืนกว่า
สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในปฐมเทศนาต่อมาคือ มัชฌิมาปฏิปทา คือ หลังจากทรงกล่าวปฏิเสธแนวทางพ้นทุกข์แบบเดิม ๆ แล้ว ได้ทรงแสดงเสนอแนวทางพ้นทุกข์ใหม่แก่โลก คือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง คือ การปฏิบัติที่ไม่สุดตึงด้านใดด้านหนึ่ง อันได้แก่การดำเนินตามมรรคมีองค์ 8 ซึ่งควรพิจารณาจากข้อความจากพระโอษฐ์โดยตรง ดังนี้
"ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตา ให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน นั้น เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
— พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

อริยสัจสี่[แก้]

สุดท้ายทรงแสดงสิ่งที่ทำให้พระองค์ตรัสรู้ คือทรงแสดงอริยสัจ 4 ประการ และ "กิจ" ที่ควรทำในอริยสัจ 4 ประการ เพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ โดยแก้ที่สาเหตุของทุกข์ กล่าวคือ ทุกข์ ควรรู้ สมุทัย ควรละ นิโรธ ควรทำให้แจ้ง มรรค ลงมือปฏิบัติ
โดยข้อแรกคือ ทุกข์ ในอริยสัจทั้งสี่ข้อนั้น ทรงกล่าวถึงสิ่งเป็นความทุกข์ทั้งปวงในโลกไว้ดังนี้
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิด ก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ ก็เป็นทุกข์ ความตาย ก็เป็นทุกข์ การเจอสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์"
— พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
จากนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่าการ ยึดถือ ในสิ่งทั้งปวงนั่นเองเป็น "สาเหตุแห่งความทุกข์" คือ
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ "ตัณหา" อันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา."
— พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
จากนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่าทุกข์สามารถดับไปได้ โดยการ ดับที่ตัวสาเหตุแห่งทุกข์ คือ ไม่ยึดถือว่ามีความทุกข์ หรือเราเป็นทุกข์ กล่าวคือ สละถอนเสียซึ่งการถือว่ามีตัวตน อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์ (เมื่อไม่มีการยึดมั่นถือมั่นในใจว่าตนนั้นมี "ตัวตน" ที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ ทุกข์ย่อมไม่มีที่ยึด จึงไม่มีความทุกข์[46]) ดังนี้
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือ "หมดราคะ" "สละ" "สละคืน" "ปล่อยไป" "ไม่พัวพัน"."
— พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถึงผลของการปฏิบัติกิจในศาสนาแล้ว จึงได้ตรัสแสดงมรรค คือวิธีปฏิบัติตามทางสายกลางตามลำดับ 8 ขั้น เพื่อหลุดพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง คือ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 นี้แหละ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ 1 ความดำริชอบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1
— พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
โดยสรุป พระพุทธองค์ตรัสเรียงวิธีแก้ทุกข์ โดยแสดงให้เห็นปัญหา (ทุกข์) สาเหตุของปัญหา (สมุทัย) และจุดมุ่งหมายในการแก้ปัญหาคือการดับทุกข์ (นิโรธ) โดยทรงแสดงวิธีปฏิบัติ (มรรค) ไว้ท้ายสุด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ทราบจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติก่อน เพื่อการเข้าใจไม่ผิด และจะได้ปฏิบัติโดยมุ่งไปยังจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้โดยไม่คลาดเคลื่อน

การประกอบพิธีอาสาฬหบูชาในประเทศไทย[แก้]

การกำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย[แก้]

พระพิมลธรรม (ชอบ อนุจารี) ผู้เสนอให้มีการจัดงานวันอาสาฬหบูชาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
วันอาสาฬหบูชาได้รับการกำหนดให้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2501 โดยคณะสังฆมนตรี (มหาเถรสมาคม) ในสมัยนั้น ได้มีมติให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา (ในประเทศไทย) ตามคำแนะนำของ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) [4] โดยคณะสังฆมนตรีได้ออกเป็นประกาศสำนักสังฆนายก กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกำหนดพิธีอาสาฬหบูชาขึ้น เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501[5]
ไม่ปรากฏหลักฐานในประเทศไทยว่าในสมัยก่อน พ.ศ. 2501 เคยมีการประกอบพิธีอาสาฬหบูชามาก่อน ทำให้การกำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของสำนักสังฆนายกในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดแบบแผนการประกอบพิธีนี้อย่างเป็นทางการ โดยหลังจากปี พ.ศ. 2501 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มมีการรณรงค์ให้มีการประกอบพิธีอาสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้ร่วมใจกันประกอบพิธีนี้กันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายไปทุกจังหวัด จนกลายเป็นพิธีสำคัญของพุทธศาสนิกชนไทยตั้งแต่นั้นมา ดังนั้นในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2505 คณะรัฐมนตรีนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น จึงได้ลงมติให้ประกาศกำหนดเพิ่มให้วันอาสาฬหบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (สำหรับปีไม่มีอธิกมาส) และวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หลัง (ในปีมีอธิกมาส) เป็นวันหยุดราชการประจำปีอีก 1 วัน[1] เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับวันสำคัญยิ่งของชาวพุทธนี้และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนที่จะไปประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาด้วยอีกประการหนึ่ง

วันอาสาฬหบูชาในปฏิทินสุริยคติไทย[แก้]

อย่างไรก็ตาม บางประเทศที่นับถือพุทธศาสนาอาจกำหนดวันไม่ตรงกับของไทยในบางปี เนื่องจากประเทศเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งบนโลกที่ต่างไปจากประเทศไทย ทำให้วันเวลาคลาดเคลื่อนไป[47]
ปีวันที่วันที่วันที่
ปีชวด29 กรกฎาคม พ.ศ. 253917 กรกฎาคม พ.ศ. 25514 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
ปีฉลู19 กรกฎาคม พ.ศ. 25407 กรกฎาคม พ.ศ. 255223 กรกฎาคม พ.ศ. 2564
ปีขาล8 กรกฎาคม พ.ศ. 254126 กรกฎาคม พ.ศ. 255312 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ปีเถาะ27 กรกฎาคม พ.ศ. 254215 กรกฎาคม พ.ศ. 25541 สิงหาคม พ.ศ. 2566
ปีมะโรง16 กรกฎาคม พ.ศ. 25432 สิงหาคม พ.ศ. 255520 กรกฎาคม พ.ศ. 2567
ปีมะเส็ง5 กรกฎาคม พ.ศ. 254422 กรกฎาคม พ.ศ. 255610 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
ปีมะเมีย24 กรกฎาคม พ.ศ. 254511 กรกฎาคม พ.ศ. 255729 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ปีมะแม13 กรกฎาคม พ.ศ. 254630 กรกฎาคม พ.ศ. 255818 กรกฎาคม พ.ศ. 2570
ปีวอก31 กรกฎาคม พ.ศ. 254719 กรกฎาคม พ.ศ. 25596 กรกฎาคม พ.ศ. 2571
ปีระกา21 กรกฎาคม พ.ศ. 25488 กรกฎาคม พ.ศ. 256025 มิถุนายน พ.ศ. 2572
ปีจอ10 กรกฎาคม พ.ศ. 254927 กรกฎาคม พ.ศ. 256115 กรกฎาคม พ.ศ. 2573
ปีกุน29 กรกฎาคม พ.ศ. 255016 กรกฎาคม พ.ศ. 25623 กรกฎาคม พ.ศ. 2574

การประกอบพิธีทางศาสนาในวันอาสาฬหบูชาในประเทศไทย[แก้]

พระราชพิธี[แก้]

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
การพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชานี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันอาสาฬหบูชา และเทศกาลเข้าพรรษา[48] ซึ่งเดิมก่อน พ.ศ. 2501เรียกเพียง การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันเข้าพรรษา[49] แต่หลังจากมีการกำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2501 แล้ว[5] สำนักพระราชวังจึงได้กำหนดเพิ่มวันอาสาฬหบูชาเพิ่มเติมขึ้นมา[50] การพระราชพิธีนี้โดยปกติมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นองค์ประธานในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล[51] และบางครั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทน[52] โดยสถานที่ประกอบพระราชพิธีหลักจะจัดในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดบวรนิเวศวิหารและภายในพระบรมมหาราชวัง การสำคัญของพระราชพิธีคือการถวายพุ่มเทียนเครื่องบูชาแก่พระพุทธปฏิมาและพระราชาคณะ รวมทั้งการพระราชทานภัตตาหารแก่พระราชาคณะ ฐานานุกรม เปรียญ ซึ่งรับอาราธนามารับบิณฑบาตในพระบรมมหาราชวังจำนวน 150 รูป ทุกปี[53] เป็นต้น ซึ่งการพระราชพิธีนี้เป็นการแสดงออกถึงพระราชศรัทธาอันแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา ขององค์พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงเป็นเอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พิธีสามัญ[แก้]

ชาวพุทธนิยมเวียนเทียนในวันอาสาฬหบูชา เพื่อเป็นการปฏิบัติภาวนารำลึกถึงคุณที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมที่ตรัสรู้แก่ชาวโลกเป็นครั้งแรกในวันนี้
การประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเนื่องในวันอาสาฬหบูชาของประชาชนทั่วไปนี้ พุทธศาสนิกชนชาวไทยโดยทั่วไปนิยมทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา เวียนเทียนรอบอุโบสถหรือสถูปเจดีย์พุทธสถานต่าง ๆ ภายในวัด เพื่อเป็นการระลึกถึงวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของพระพุทธศาสนาในวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
โดยแนวปฏิบัติในการประกอบพิธีในวันอาสาฬหบูชาตามประกาศสำนักสังฆนายก[5] ที่คณะสงฆ์ไทยได้ถือเป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจุบันนี้คือ ให้คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจัดเตรียมสถานที่ก่อนถึงวันอาสาฬหบูชา โดยมีการทำความสะอาดวัด และเสนาสนะต่าง ๆ จัดตั้งเครื่องพุทธบูชา ประดับธงธรรมจักรและเมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ก็ให้จัดการแสดงพระธรรมเทศนาตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลาค่ำให้มีการทำวัตรสวดมนต์และสวดบทพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร มีการแสดงพระธรรมเทศนาในเนื้อหาเรื่องในพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร นำสวดบทสรภัญญะบูชาคุณพระรัตนตรัย และให้พระสงฆ์นำเวียนเทียนบูชาพระพุทธปฏิมา อุโบสถ หรือสถูปเจดีย์ เมื่อเสร็จการเวียนเทียนอาจให้มีการเจริญจิตตภาวนา สนทนาธรรม แต่กิจกรรมทั้งหมดนี้ควรให้เสร็จสิ้นก่อนเวลา 24.00 น. ของวันนั้น เพื่อพักผ่อนเตรียมตัวก่อนเริ่มกิจกรรมวันเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8) ในวันรุ่งขึ้นต่อไป
การประกอบพิธีวันอาสาฬหบูชาในปัจจุบันนี้นอกจากการเวียนเทียน ทำบุญตักบาตรฯ ในวันสำคัญแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรทางศาสนา และภาคประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้นมากมาย เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน เช่น กิจกรรมสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนาวันอาสาฬหบูชา เป็นต้น

การจัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกวันอาสาฬหบูชาในประเทศไทย[แก้]

นอกจากภาครัฐจะประกาศให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันหยุดราชการและให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในวันอาสาฬหบูชาแล้ว ยังได้เคยมีการจัดพิมพ์จำหน่ายตราไปรษณียกรที่ระลึกในวันอาสาฬหบูชาอีกด้วย โดยจะให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันเริ่มจำหน่ายตราไปรษณียกร ซึ่งรูปแบบที่จัดพิมพ์ลงในตราไปรษณียกรที่ระลึกวันอาสาฬหบูชานั้น ส่วนใหญ่จะจัดพิมพ์เป็นรูปพระพุทธประวัติ[54]หรือพระพุทธรูป[55][56] มีบ้างที่จัดพิมพ์เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องชาดก[57]
โดยตราไปรษณียากรชุดวันอาสาฬหบูชานี้ รัฐบาลไทยได้เริ่มจัดพิมพ์เพื่อเป็นที่ระลึกและร่วมเฉลิมฉลองในฐานะวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537[55] แต่ไม่ได้มีการจัดพิมพ์ออกจำหน่ายทุกปีดังเช่นวันวิสาขบูชา[58][59] และปรากฏว่าภาพที่นำมาตีพิมพ์ส่วนใหญ่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับวันอาสาฬหบูชาแต่อย่างใด เช่น ตีพิมพ์เป็นภาพพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร นิทานมโหสถชาดก เป็นต้น โดยปรากฏภาพที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับวันอาสาฬหบูชาในไปรษณียากรที่ออกจำหน่ายเนื่องในโอกาสอื่นแทน เช่น วันเด็กแห่งชาติ[60]เป็นต้น
ตราไปรษณียากรที่ตีพิมพ์ภาพที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับวันอาสาฬหบูชาเท่าที่ปรากฏในประเทศไทย คือตราไปรษณียากรที่ระลึกชุดวันเด็กแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2539 โดยในครั้งนั้นตีพิมพ์เป็น 1 ราคา มี 3 แบบ ด้วยกัน โดยแต่ละแบบเป็นรูปภาพเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ ภาพวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา ซึ่งภาพที่ตีพิมพ์รูปภาพวันอาสาฬหบูชาในครั้งนั้น เป็นตราไปรษณียากรราคาจำหน่าย 2 บาท เป็นรูปวาดผลงานของเด็กนักเรียนที่ชนะการประกวด โดยเป็นรูปวาดพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี มีรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ด้านซ้ายของรูปบนพระแท่นดอกบัวใต้ร่มไม้ใหญ่ ข้าง ๆ มีรูปกวางแสดงถึงสวนป่าสารนาถตามตำนานป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ด้านขวาล่างมีรูปฤๅษีเบญจวัคคีย์ในชุดฤๅษี 4 ท่าน และรูปพระโกณฑัญญะในชุดพระสงฆ์ 1 องค์ นั่งพนมมือสดับพระปฐมเทศนา แสดงถึงการอุบัติของพระสงฆ์องค์แรกในโลกครบเป็นองค์พระรัตนตรัย ด้านบนกลางภาพเป็นรูปพระธรรมจักรเปล่งรัศมี แสดงถึงการเริ่มประกาศพระสัจจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขอบด้านซ้ายมีคำว่า "วันเด็กแห่งชาติ ๒๕๓๙ CHILDREN'S DAT 1996" มุมขวาล่างมีคำว่า "2 บาท BAHT" ทั้งหมดพิมพ์เป็นชนิดราคา 2 บาท มีราคาเดียวเท่านั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าแม้ตราไปรษณียากรดังกล่าวจะไม่ใช่ตราไปรษณียากรที่ตีพิมพ์เนื่องในวันอาสาฬหบูชาโดยตรง แต่ก็เป็นตราไปรษณียากรไทยรูปแบบเดียวที่ตีพิมพ์ภาพที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับวันอาสาฬหบูชามากที่สุดเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี