วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ปาฏิหาริย์ข้ามทวีปของ "หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้"

ปาฏิหาริย์ข้ามทวีปของ "หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้"
"....ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวสารคดีดัง ว่า ที่รอดตาย เพราะ พระดีที่เมืองไทย..."

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ออกมาจากปากของ วิลาศ มณีวัต นักเขียนชื่อดังแห่งประเทศไทยคนหนึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความน่าเชื่อถือได้มากพอสมควร เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ โดยรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นลองไปอ่านกันดีกว่าครับ 

 มีนักเขียนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งแวะมาที่สำนักงาน “สตูดิโอ เท็น” ถนนอรรถการประสิทธิ์ ตอนนั้นสิบโมงเช้าแล้ว ทีมงานมากมายตัดต่อภาพยนตร์สารคดีท่องเที่ยวชุด “ชีพจรลงเท้า” อยู่นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้นั้นยังหนุ่มอยู่ หน้าตาหล่อเหลาเล่นหนังได้สบาย พอเขายื่นนามบัตร ผมก็นึกออกว่าเป็นใคร เพราะหลานผมที่กำลังเรียนอยู่ที่ปารีสได้มีจดหมายฝากฝังมาก่อนแล้วว่าถ้าเจ้าหนุ่มคนนี้โต๋เต๋มาถึงบางกอกล่ะก็ ขอให้ผมช่วยรับรองหน่อย เพราะเขามีบุญคุณเคยช่วยเหลืออุปการะหลานผมมากในปารีส

 นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้นี้กำลังเขียนประวัติ ประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอโกลล์ ผู้นำคนสำคัญของฝรั่งเศส วิธีเขียนหนังสือของฝรั่งเศสนั้น เขาใช้เวลาค้นคว้ามาก อ่านหนังสือกันเป็นตั้งๆเท่านั้นยังไม่พอ ต้องออกเที่ยวสัมภาษณ์ใครต่อใครให้ยุ่งไปหมด แล้วเอาเรื่องราวมาปะติดปะต่อกันเข้า ภายหลังจากที่ได้สอบถามแล้วว่า เรื่องเล่าเหล่านั้น เชื่อถือได้

เขาบอกว่า จากการสัมภาษณ์นายพลคนสนิทของเดอโกลล์ เขาได้ทราบว่า เมืองไทยมี "พระดี" อยู่องค์หนึ่ง และตอนที่เดอโกลล์ถูกยิงด้วยปืนกล กระสุนปืนกลถูกรถพรุนไปทั้งคัน แต่เดอโกลล์ก็รอดตายมาได้อย่างมหัศจรรย์

“ภริยาของเดอโกลล์เชื่อว่า เดอโกลล์รอดตายครั้งนั้นเพราะ พระผู้มีอภินิหารยิ่งใหญ่ในเมืองไทย ได้เสด็จไปช่วยชีวิตไว้” เขาบอก
 
นักเขียนฝรั่งเศสคนนี้เล่าต่อไปว่า เขาเองไม่เชื่อในเรื่องอภินิหารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มีใจกว้างยินดีที่จะรับฟังเขาจึงได้ไปที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในปารีส สอบถามคนไทยที่นั้นว่า
"เคยได้ยินเรื่อง พระไทยสำแดงอิทธิฤทธิ์ไปช่วยชีวิตประธานาธิบดีเดอโกลล์หรือเปล่า" ไปถามทีแรกไม่มีใครรู้เรื่องเขาจึงไปอีกหนหนึ่ง คราวนี้พบผู้หญิงไทย เธอคงจะเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงบอกกับเขาว่า “พระที่มีอภินิหารองค์นี้ชื่อ หลวงพ่อเทิด อยู่ทางส่วนใต้ของประเทศไทย” นี่เป็นคำเล่าของนักเขียนฝรั่งเศส

 ผมฟังแล้วรู้ทันทีว่า เขาจำชื่อผิด ที่ถูกควรเป็น "หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ ปัตตานี" ผมเป็นลูกปักษ์ใต้ จึงทราบดี

นักเขียนคนนี้อุตส่าห์บินมาเมืองไทย ก็เพื่อจะถ่ายภาพหลวงพ่อทวด เอาไปลงประกอบในหนังสือประวัติเดอโกลล์ ที่เขาเขียนจวนจะเสร็จแล้ว ผมบอกว่า หลวงพ่อทวด มรณภาพไปนานแล้ว เวลานี้มีแต่พระเครื่อง ถ้าจะถ่ายรูป ก็ต้องถ่ายพระเครื่อง ซึ่งคนไทยถือกันว่า "ศักดิ์สิทธิ์มาก เคยช่วยชีวิตคนมามากแล้ว"

แต่บอกตรงๆ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า หลวงพ่อทวดรู้จักนายพลเดอโกลล์ได้อย่างไรคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ๆหมดน้ำชาไปกาหนึ่ง นักเขียนฝรั่งเศสบอกว่า ไหนๆก็มาแล้ว จะขอเดินทางไปปัตตานีไปถ่ายภาพวัดช้างไห้ และจะสัมภาษณ์พระในวัด หรือชาวบ้านบางคนด้วย

 “มันเป็นเรื่องน่าสนใจ” เขาว่า “คนฝรั่งเศสเองก็เชื่อในเรื่องของอภินิหารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย”

ผมก็เลยต้องไปปัตตานี ไปเจอะเอาเพื่อนจุฬาฯ รุ่นก่อนผมปีหนึ่ง เขาเคราพนับถือ "สมเด็จหลวงพ่อทวด" มาก เขาจึงให้หนังสือเล่มเล็กๆผมมาเล่มหนึ่งชื่อ"อภินิหารสมเด็จหลวงพ่อทวด” 

ผมจึงแปลเป็นเลาๆให้นักเขียนฝรั่งเศสฟังว่า...

ในราว พ.ศ.๒๕๐๔ หรือ พ.ศ.๒๕๐๕ นี้แหละ ได้มีการปลุกเสกหลวงพ่อทวดฯ ทางวัดได้ส่งพระเครื่องจำนวนหนึ่งมาให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อแจกจ่ายให้แก่นายทหารคนใกล้ชิดบางคนในจำนวนนายทหารไม่กี่คนที่ได้รับแจกพระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ นี้มีพลโทอำนวย ชัยโรจน์ ทูตทหารบกประจำฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง 

พลโทอำนวย ชัยโรจน์ได้รับแจกไปสององค์ ก็เลยได้นำติดตัวไปฝรั่งเศสด้วย ระหว่างอยู่ที่ปารีส ทูตทหารบกประจำฝรั่งเศสผุ้นี้ได้เข้าพบประธานาธิบดีเดอโกลล์ และเนื่องจากมีความนิยมในตัวของเดอโกลล์อยู่แล้ว จึงได้มอบ "พระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ" ให้แก่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสไปองค์หนึ่งพร้อมกับอธิบายให้เดอโกลล์ฟัง ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทวดว่า 

ถ้าอาราธนานึกถึงด้วยความเคารพล่ะก็ อาจสามารถเสด็จไปช่วยเวลามีภัยมาถึงตัว ถึงอยู่ฝรั่งเศสก็เสด็จไปถึงได้ เพราะในโลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์นั้น ลัดนิ้วมือเดียว กะพริบตาทีเดียว...ก็ไปถึงฝรั่งเศสแล้ว

เมื่อได้ "พระสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ" ไปแล้ว ประธานาธิบดีเดอโกลล์ก็พกติดตัวไปด้วยทุกหนทุกแห่ง

ผมปะติดปะต่อเรื่องเอาเองได้ความว่า ต่อจากนั้นไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ระทึกใจ กล่าวคือเดอโกลล์ผู้เข้มแข็งได้ถูกพวกใต้ดินคณะหนึ่งระดมยิงด้วยปืนกล ในระหว่างที่อยู่ในรถยนต์กับภริยาในกรุงปารีส เป็นที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง กระสุนปืนกลถูกรถพรุนไปทั้งคัน การยิงก็อยู่ในระยะประชิดมาก แต่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

เดอโกลล์เงียบไม่ได้วิจารณ์แต่ภริยาของท่าน บอกกับเลขานุการว่า เธอเชื่อเหลือเกินว่า สามีรอดตายเพราะ "สมเด็จหลวงพ่อทวดฯ" ได้เสด็จไปช่วยชีวิตไว้เพราะเธอเป็นคนอธิษฐาน พอได้ยินเสียงรัวปืนกล เธอก็นึกขอให้ "พระ" เสด็จมาช่วย

นักเขียนฝรั่งเศสได้สัมภาษณ์พระที่วัดช้างไห้ และสัมภาษณ์ชาวบ้านอีกสองสามคนผมส่งเขาขึ้นเครื่องบินกลับปารีสไปแล้วปลายปีนี้หนังสือประวัติเดอโกลล์ของเขา ก็คงจะออกวางจำหน่าย เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า จะต้องส่งมาให้ผมหนึ่งเล่ม

เรื่องอภินิหารแบบนี้ ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะไม่เชื่อ ผมเองเมื่อหนุ่มๆก็ไม่ค่อยจะเชื่อหรอก แต่พอหนุ่มน้อยลงก็เริ่มเชื่อเข้าบ้างแล้วเมื่อเชื่อแล้ว...ก็ไม่อยากทำบาป เห็นใครทำบาปก็นึกสงสารใครด่าทีสองที เริ่มจะไม่โกรธ มีแต่สงสารและเมตตา..."

อ้างอิงข้อมูลจาก - หนังสือหัวเตียง ของวิลาศ มณีวัต หน้า ๒๘-๓๓

*ดี 10 อย่าง** หรือ **บุญ 10 อย่าง**

**ดี 10 อย่าง** หรือ **บุญ 10 อย่าง**
**ดีคือ บุญ หมายถึงสภาพของจิตที่ผ่องใส ดีงาม ให้ผลเป็นความสุข**

**ชั่วคือ บาป หมายถึงสภาพของจิตที่เศร้าหมอง เร้าร้อน ให้ผลเป็นความทุกข์**

**ธรรมสองอย่างนี้เกิดที่ใจและตรงกันข้าม**

**เมื่อบุญเกิด บาปก็เกิดไม่ได้**

**เมื่อบาปเกิด บุญก็หายไป**

**พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า ถ้าทำบุญช้าไป ใจจะยินดีในบาป**

**บุญอย่างย่อ 3 อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา**

**ถ้าขยายเป็น 10 อย่าง บุญกิริยาวัตถุ 10 ได้แก่**

**1.ทานมัย** บุญสำเร็จจากการให้วัตถุเพื่อสงเคราะห์หรือบูชาแก่ผู้อื่น

**2.ศีลมัย** บุญสำเร็จจากการงดเว้นจากทุจริต หรือประพฤติสุจริตทางกาย วาจา

**3. ภาวนามัย ** บุญสำเร็จจากการอบรมจิตให้สงบจากกิเลส (สมถภาวนา) และการอบรมปัญญาเพื่อละกิเลสทั้งปวง(วิปัสสนาภาวนา)

**4 .อปจายนมัย **บุญสำเร็จจากการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน

**5.เวยยาวัจจมัย **บุญสำเร็จจากการขวนขวายบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น

**6.ปัตติทานมัย **บุญสำเร็จจากการให้ส่วนบุญที่ได้บำเพ็ญมาแล้ว

**7.ปัตตานุโมทนามัย** บุญสำเร็จจากการยินดีในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำแล้ว

**8.ธัมมัสสวนมัย** บุญสำเร็จจากการฟังพระสัทธรรม

**9.ธัมมเทสนามัย ** บุญสำเร็จจากการแสดงพระสัทธรรม

**10.ทิฏฐุชุกรรม **การกระทำความเห็นให้ตรง ถูกต้องตามความเป็นจริง

#พระไตรปิฎก

เนกขัมมะบารมี

สมเด็จองค์ปัจจุบัน สมเด็จองค์ปฐม
  เมื่อวันอังคารที่ ๑๕ มิ.ย. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมร่วมกับผม ท่านฟังเทปที่หลวงพ่อท่านสอน เรื่อง ทานหรือจาคะก็นำไปสู่พระนิพพานได้ หากเราทำบารมีได้ให้เต็ม จะมีผลทำให้บารมีอื่น ๆ อีก ๙ บารมีเต็มได้ด้วย ในการปฏิบัติบารมี ๑๐ หลวงพ่อเริ่มจากทานบารมีก่อน เพื่อนผมฟังแล้วก็พิจารณาว่า สำหรับตนเอง ขอเลือกเอาเนกขัมมะบารมีเป็นบาทต้น เมื่อนึกถึงจุดนี้ สมเด็จองค์ปัจจุบัน ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

  ๑. ถ้าจักยึดเนกขัมมะบารมีเป็นบาทแรก ก็สมควรและเหมาะสมดี สำหรับข้อวัตรปฏิบัติเพื่อเนกขัมมะบารมี ขอให้เจ้าจดจำคำตรัสในโอวาทปาฏิโมกข์ คือ

  ก) สัพพะปา ปัสสะ อะกะระณัง คือ ไม่ทำชั่ว ทั้งกาย วาจา ใจ ให้หมั่นค่อย ๆ ละไป โดยยึดหลักสังโยชน์เป็นเครื่องวัด

  ข) กุ สะ ลัส สู ปะ สัมปะทา คือ พยายามทำแต่ความดี ทั้งกาย วาจา ใจ โดยอาศัยสังโยชน์เป็นหลัก

  ค) สะ จิต ตะ ปะริโย ทะ ปะนัง คือ ทำจิตให้ผ่องใส เพียรใช้ปัญญาละจากสังโยชน์ ๑๐ อย่าให้เป็นเครื่องร้อยรัด วาจา และใจ ให้เศร้าหมอง นี่คือหลักการของเนกขัมมะบารมี ที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมทรงวางไว้

  ๒. จากนั้นสมเด็จองค์ปฐมทรงเสด็จมาเป็นประธาน ทรงตรัสว่า เราทุก ๆ พระองค์จักพอใจมาก ถ้าหากเจ้าสามารถปฏิบัติตามข้อวัตรของเนกขัมมะบารมีให้มีผล เพราะเป็นจุดประสงค์ตรงความต้องการของเราทุก ๆ พระองค์ จักขนเหล่าสัตว์ทั้งหลายให้เข้าถึงพระนิพพาน ด้วยการบวชในเนกขัมมะบารมี คือ การบวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ ดับกิเลส คือ สังโยชน์ ๑๐ ให้หลุดออกไปจากการยึดเกาะของจิต จงตั้งใจไว้ในเนกขัมมะบารมี หมั่นทำตามข้อวัตรปฏิบัตินี้ให้เกิดขึ้นกับจิตอยู่เนือง ๆ ระลึกถึงหลักปฏิบัตินี้อย่าให้ขาด มีศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งอยู่เฉพาะหน้าเป็นประจำ จึงจักยังจิตให้ถึงพร้อมตามหลักคำตรัส พระโอวาทปาฏิโมกข์นั้น ๆ

  ๓. เมื่อเจ้าคิดได้โดยตั้งใจเอาเนกขัมมะบารมีเป็นบาทแรกแล้ว ต่อไปเมื่อทบทวนบารมี ๑๐ ก็จงเอาเนกขัมมะบารมีขึ้นหน้า แล้วนำมาเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ดึงเอาบารมีอีก ๙ ประการมาเป็นองค์ประกอบ จุดนี้จักทำให้บารมี ๑๐ ของเจ้าเต็มได้

  ๔. จงหมั่นระวังขันธมารและกิเลสมารเข้ามาขัดขวาง การทำความเพียรในเนกขัมมะบารมีนี้ด้วย

  ๕. ธรรมารมณ์ใดที่เป็นศัตรู ขัดกับพระโอวาทปาฏิโมกข์ เจ้าจงหมั่นละธรรมารมณ์นั้นให้ออกไปจากจิตเสียโดยไว

  ในวันเดียวกันนี้ พอเพื่อนของผมท่านรู้ข่าว เรื่องเปลือกหรือขันธ์ ๕ ที่หลวงพ่อท่านเคยอาศัยอยู่ชั่วคราวนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปบางส่วน ซึ่งมันก็เป็นของธรรมดา แต่จิตของเพื่อนผมมันฟุ้งออกนอกทาง มีการปรุงแต่งธรรม ซึ่งเป็นอุปาทานทำให้เกิดอารมณ์ ๒ คือ พอใจกับไม่พอใจ ทำจิตของตนเองให้เศร้าหมอง ซึ่งขัดกับเนกขัมมะบารมี ซึ่งเพิ่งได้รับคำสอนจากสมเด็จองค์ปฐม ก็ต้องหยุดปรุงแต่งธรรมต่อไป 

หลวงปู่บุดดา ท่านก็เมตตามาสอนว่า

  ๑. พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ อย่างท่านฤๅษีตายได้รึ (ก็ตอบว่าไม่ตายค่ะ)
  ๒. เอ้อ แล้วไป ข้าคิดว่าเอ็งจะตอบว่าตายได้เสียอีก เรื่องขันธ์ ๕ เอ็งอย่าเพิ่งไปสนใจเลย ปล่อยไว้ให้เป็นเรื่องของพระท่าน สนใจการปฏิบัติธรรมให้ละสังโยชน์ ๔ - ๕ ให้ได้เสียก่อน
  ๓. แล้วอย่าลืมจรณะ ๑๕ เสียล่ะ พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ ท่านมีกันครบทุกข้อจึงจะถึงนฤพานได้ เนกขัมมะบารมี จึงจะมีผล ข้าไปละ

ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๕ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๖ ตอน ๑
รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน
#สมเด็จองค์ปฐม #ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566

วิธีฝึกลมหายใจสำหรับผู้ที่ยังฟุ้งซ่านได้ง่าย โดยอาศัยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

.
หากตามรู้ลมออกเข้าตามธรรมชาติของกายตนแล้วไม่สงบ ไม่อาจดื่มด่ำไปกับลมอันพอดีของตนได้ สิ่งที่ช่วยได้คือหางานให้จิตทำ โดยอาจไล่ไปตามลำดับ ดังนี้
(๐) ผ่อนคลายสีหน้า
.
ดังกล่าวแนะนำไปในครั้งก่อน ว่าควรฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า เพราะมีผลต่อการปรับโหมดร่างกายให้อยู่ในภาวะพัก ซึ่งเอื้อต่อการเกิดสมาธิได้ง่าย และหากสามารถผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ทั่วกาย จะช่วยให้สงบง่ายขึ้น
.
อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติบางรายอาจพบว่า จิตอยากจะผ่อนคลายกล้ามเนื้อมากกว่าเจริญอานาปานสติ หรือกรรมฐานอื่นที่ตั้งใจไว้ในทีแรก ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะนั่นแสดงว่า ธาตุขันธ์ของกายอาจยังมีปัญหา และอาจย้อนมารบกวนจิตใจให้ไม่สงบในภายหลังอยู่ดี 
.
ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาไปโดยลำดับ หรือที่เรียกว่า ทุกข์ให้รู้ และสมุทัยให้ละเสียก่อน คือสะสางและสร้างฐานให้พร้อมมูลก่อน ทำกายให้ดีก่อน จิตจะตั้งมั่นได้มากขึ้นเอง ตามธรรมชาติ (จะแนะนำเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป)
.
(๑) หายใจอย่างผ่อนคลาย ไม่บีบปลายจมูก
.
คือการหายใจแบบไม่เพ่ง ไม่จ้องจะเอาความสงบ เพียงหายใจสบายๆ ด้วยความผ่อนคลาย กล้ามเนื้อใบหน้าหรือตลอดทั่วกายไม่ตึง ไม่เคร่ง ไม่ขมวดขมึง 
.
ถ้าวางใจถูก จะรู้สึกเองว่าลมหายใจที่ผ่านจมูกนั้นกว้างขึ้น จะโปร่ง จะโล่ง จะเบา หรือในบางท่าน อาจซ่านสุขที่ปลายจมูกนี้เลย คือเกิดปีติได้ในขั้นนี้ได้เลย ก็สามารถดื่มด่ำในปีตินั้นต่อไป เพื่อสั่งสม หรือฟูมฟักกำลังของจิต ให้ก้าวขึ้นไปยังสมาธิในระดับสูงไปโดยลำดับ
.
(๒) หายใจให้กว้างที่ช่องอก
.
หากลองปฏิบัติในขั้นก่อนแล้วยังไม่สงบ ยังรู้สึกฟุ้งซ่านได้ง่าย ให้ลองขยับมาสำรวจกายตน และหายใจให้ปอดขยับตัวกว้างขึ้น
.
แต่ที่ว่ากว้างในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าให้ฝืนสูดหายใจแรงๆ ยาวๆ เพื่อถ่างอกให้ผายออก นั่นคือสุดโต่งประเภทตึงเกินไป ขณะที่การฟุ้งซ่าน เผลอไปคิดเรื่องต่างๆ คือหย่อนเกินไป ซึ่งล้วนไม่ใช่ทางสายกลาง
.
โดยในที่นี้ หมายแค่ให้สำเหนียกถึงลม ว่ามันขยายช่องอกได้กว้างแค่ไหน พอรู้ได้แล้ว จึงเอาใจไปวางไว้สบายๆ ที่กล้ามเนื้อทรวงอกใกล้รักแร้
.
เพียงเท่านี้ ผู้ปฏิบัติจะพบว่า ลมจะค่อยๆ กว้างขึ้นเอง อย่างเป็นธรรมชาติ และช่วยให้จิตใจอันฟุ้งได้ง่าย สงบลงได้ด้วย เพราะจิตมีงานทำมากขึ้น ง่ายกว่าการไปจดจ่อที่จุดเล็กๆ จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งอาจจะยังยากสำหรับผู้ใหม่ ค่อยๆ ปรับจูนจิตใจที่ฟุ้ง และยังปั่นป่วนจากชีวิตประจำวัน โดยไม่หักดิบเกินไปนัก
.
(๓) หายใจให้ลึกถึงช่องท้อง
.
ไม่จำเป็นต้องฝืนหายใจให้ลึกเช่นกัน เพียงหายใจลึกลงไปในลำคอ คล้ายกำลังกลืนอะไรบางอย่าง จะรู้สึกเสมือนลมไหลลงไปในช่องท้องได้ชัดขึ้นเอง 
.
วิธีนี้ อาจทำให้ช่องท้องพองตัวมากกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย แต่ไม่เหนื่อย และสงบลงเองได้ง่าย เพราะมีพท.ผิวมาก รู้สึกถึงการขยับไหวได้มาก และมีการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะซ้ำๆ แบบไม่ต้องจดจ่อยาวนานนัก แต่ก็ไม่สั้นเกินไป ทั้งยังเป็นแหล่งผลิตซีโรโทนิน ฮอร์โมนแห่งความสงบแบบตื่นตัว จึงเหมาะกับฝึกผู้ใหม่ หรือช่วงเริ่มเข้ากรรมฐานที่จิตใจยังฟุ้งซ่านอยู่ 
.
นอกจากนี้ บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของปมประสาทที่เรียกว่า Solar Plexus ซึ่งจะก่อให้เกิดความอุ่นร้อน หรือที่ชาวจีนเรียกว่าปราณได้ง่าย จึงเป็นการบำรุงสุขภาพที่ดีอีกด้วย
.
(๔) หายใจแบบประสาน ตามรู้ลมตลอดสาย
.
ในที่นี้ หมายถึงการหายใจแบบกว้างและลึกพร้อมๆ กัน คือไม่บีบจมูกให้แคบ สูดลมสบายๆ ตั้งแต่ปลายจมูก ลึกลงไปในลำคอ พร้อมๆ กับตามรู้ลมที่ไหลผ่านช่วงอกที่กว้างขึ้นจากการวางใจสบายๆ ไว้ที่กล้ามเนื้อทรวงอกแถวรักแร้ แล้วปิดท้ายด้วยการตามรู้การขยายพองของช่องท้อง 
.
ก่อนจะกักลมไว้ แต่ไม่ใช่กลั้นอยู่พักหนึ่ง เพื่อปลุกความตื่นตัว มีเวลาให้ร่างกายแลกเปลี่ยนก๊าซนานขึ้น จะรู้สึกถึงความอุ่นร้อนในช่องท้อง ที่ยังให้เกิดความสงบได้มากขึ้น
.
และเมื่อหายใจออก ก็ตามรู้ลมอุ่นสบาย ที่รวยรินขึ้นมาตลอดสายจนผ่านปลายจมูกออกจนหมด แล้วพักหายใจนิ่งไว้เล็กน้อย
.
เหล่านี้ เป็นการตามรู้ไปตลอดสาย ทั้งลมออกลมเข้า และเป็นงานให้จิตทำมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ลองทำวิธีต่างๆ ข้างต้นมาแล้วก็ยังไม่สงบ 
.
หรือสงบเป็นบางครั้ง แต่พอชินกับวิธีก่อนๆ มาแล้ว อาการตื่นตัวที่เกิดจากความสนใจจะเรียนรู้สิ่งใหม่ในกายตนหมดไป จากที่เคยช่วยให้สงบ ก็เริ่มไม่ได้ผล ความฟุ้งซ่านกลับมาครอบงำได้ง่ายดุจเดิม
.
โดยวิธีนี้ จะไม่เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติหลุดไปคิดฟุ้งซ่านง่ายนัก ทั้งยังมีประโยชน์ในการปรับธาตุขันธ์ เพราะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ปลุกปราณสุริยะ ที่เป็นพลังหยางของชีวิตอีกด้วย
.
ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเหล่านี้ทั้งหมดทุกครั้งในเวลาเจริญกรรมฐาน ขอให้สังเกตสภาพของจิตตนในแต่ละวัน แล้วเลือกวิธีการที่เหมาะสม หรือใช้สิ่งที่เรียกว่า "ธัมมวิจยะ" การวิจัยวินิจฉัยธรรมอันเป็นสัปปายะแก่ตนเป็นครั้งๆ ไป

วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566

คาถาสมเด็จโต เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ

🌿คาถาสมเด็จโต 
                       เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ 
     เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า สมเด็จโต แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ ท่านชื่อว่าเป็นสมเด็จ ๕ แผ่นดิน คือเกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) และมรณภาพลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) สิริรวมอายุ ๘๔ ปี มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านปริยัติ (การศึกษา) และปฏิบัติ และยังเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีวิทยาคมแก่กล้า เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งในอดีตและปัจจุบัน 

      มนต์คาถาที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำนั้น มีหลายบทด้วยกัน แต่ละบทล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์และมีฤทธิ์อานุภาพแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้ 

                       ♦️คาถาขอบุตร ขอทรัพย์ 
                       ปุตตะกาโม ละเภ ปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง 
                       อัตถิ กาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตวาฯ 

มนต์คาถาบทนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ใช้บริกรรมเพื่อปลุกเสกพระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นคาถาเสริมบารมี เสริมทรัพย์ ผู้ใดหมั่นสวดภาวนาทุกวันจะเกิดสิริมงคลแก่ตน บริกรรม ๑๐๘ จบ ทุกวันติดต่อกัน ๓ เดือน ผู้ที่ปรารถนาบุตร ปรานาโภคทรัพย์ จะได้สมดังปรารถนา 

                       ♦️คาถาคุ้มครองภัย 
                       โตเสนโต วะระธัมเมนะ โตสัฏฐาเน สิเว วะเร 
                       โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง โตละจิตตัง นะมามิหังฯ 

ก่อนจะอาราธนาพระสมเด็จห้อยคอ ให้ยกพระขึ้นพนมไว้ในมือ แล้วบริกรรมคาถาบทนี้่ ๓ จบ เป็นการอาราธนาคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้คุ้มครองปกปักรักษาให้ปราศจากอันตรายทั้งปวง

ลำดับขั้นอานิสงส์แห่งการให้ทาน ใ น ภ พ ภู มิ ต่ อ ไ ป ..

🌿🌹🌿 ลำดับขั้นอานิสงส์แห่งการให้ทาน
        ใ น ภ พ ภู มิ ต่ อ ไ ป ..
🔸ดูกรสารีบุตร.. 
ในการให้ทานนั้น #บุคคลมีความหวังให้ทาน 
#มีจิตผูกพันในผลให้ทาน #มุ่งการสั่งสมให้ทาน ##ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย แห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช

🔸ดูกรสารีบุตร.. 
ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไป แล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า #ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทาน นั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ 

🔸ดูกรสารีบุตร.. 
บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ... แต่ให้ทานด้วยคิดว่า #บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา #เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี ... ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย แห่งเทวดาชั้นยามา

🔸ดูกรสารีบุตร.. 
บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ... แต่คิดว่าเราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร ... (#คิดถึงประโยชน์ผู้อื่น) ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต ...

🔸ดูกรสารีบุตร.. 
บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ... แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน ... (#ทำเป็นประจำ) ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี 

🔸ดูกรสารีบุตร..
บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ... แต่ให้ทานโดยคิดว่า เมื่อเราให้ทานจิตจะเลื่อมใส #เกิดความปลาบปลื้มโสมนัส ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

🔹ดูกรสารีบุตร.. 
บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ... #แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม 

.
[ ** หมายเหตุ :: ทานที่ได้กระทำบ่อย ๆ #การหวังผลเพื่อที่จะได้สนองตัวตนของตนเอง #ก็จะค่อยๆลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ]

.
🍂 ทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ 
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ 
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

ฌาน 8 ดู ฌาน 8

ฌาน 8 ดู ฌาน 8
มรรคมีองค์ 8 หรือ อัฏฐังคิกมรรค (เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า “ทางมีองค์ 8 ประการ อันประเสริฐ องค์ 8 ของมรรค (มัคคังคะ มีดังนี้
       1. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท
       2. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัป อวิหิงสาสังกัป กุศลวิตก 3
       3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต 4
       4. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต 3
       5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ
       6. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน 4
       7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 
       8. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน 4 

       องค์ 8 ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ 3 ข้อต้น คือ ข้อ 3-4-5 เป็น ศีล 
ข้อ 6-7-8 เป็น สมาธิ 
ข้อ 1-2 เป็น ปัญญา 
ดู สิกขา 3 อริยสัจจ์ 4 และหมวดธรรมที่อ้างถึงทั้งหมด
       มรรคมีองค์ 8 นี้ ได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค