วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ช่วยวัดด้วยแรงกายใจ ถึงไม่มีทรัพย์ก็ได้อานิสงส์มาก

พระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อพระเวยยาวัจจกเถระได้เล่าประวัติในอดีตชาติสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้าไว้ว่า เราได้เป็นไวยาวัจกรผู้รับใช้ในกิจทุกอย่างในวัด เราไม่มีไทยธรรมที่จะถวายแด่พระสุคตเจ้า (เพราะไม่มีทรัพย์) เรามีจิตผ่องใส ได้ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา 
ในกัปที่ 91 จากกัปนี้ เราได้เป็นไวยาวัจกรวัด ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย (คือ ไม่ไปนรก ไม่ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย และสัตว์ดิรัจฉาน) นี้เป็นผลแห่งการเป็นไวยาวัจกรผู้รับใช้ในกิจทุกอย่างในวัด
 
ในกัปที่ 8 จากกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าสุจินติยะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ มีพลมาก (พระเจ้าจักรพรรดิ คือ กษัตริย์ผู้ปกครองทวีปทั้ง 4) คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 และอภิญญา 6 (คุณธรรมของพระอรหันต์) เราทำให้แจ้งชัดแล้ว กิจในพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว 

คำอธิบาย และแหล่งอ้างอิง

1. จากเรื่องนี้จะเห็นว่า แม้เป็นคนยากจน ไม่มีเงิน ไม่มีไทยธรรม ไม่มีสมบัติจะทำบุญ แต่เป็นไวยาวัจกร เป็นผู้รับใช้ในกิจทุกอย่างในวัด ก็ได้บุญมาก เพราะฉะนั้น ยามใดเราขัดสนทรัพย์ก็ให้ใช้แรงกายและสติปัญญาช่วยงานพระพุทธศาสนาก็เป็นทางมาแห่งบุญของเรา และเป็นหนทางสู่สวรรค์ได้เช่นกัน เมื่อสั่งสมจนบุญบารมีเต็มแล้วก็หลุดพ้นได้

2. บุญที่ทำให้พระเวยยาวัจจกเถระได้บรรลุเป็นพระอรหันต์นั้น ไม่ใช่เฉพาะบุญในชาตินั้นอย่างเดียว เป็นผลบุญรวมที่สร้างมาหลายชาติ แต่บุญนั้นท่านประทับใจจึงกล่าวไว้ในประวัติ 

3. พระเจ้าจักรพรรดิคือกษัตริย์ที่มีบุญมาก ปกครองทวีปทั้ง 4 คือ ชมพูทวีป (โลกที่เราอาศัยอยู่) อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป โดย 3 ทวีปนี้เป็นโลกของมนุษย์ต่างดาวซึ่งอยู่ในอวกาศห่างจากโลกของเรามาก พระเจ้าจักรพรรดิใช้จักรแก้วเดินทางไปยังทวีปเหล่านี้

4. กัป เป็นหน่วยเวลาชนิดหนึ่งซึ่งนานมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า "กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่า เท่านี้ปี ฯลฯ หรือว่าเท่านี้ 100,000 ปี เหมือนอย่างว่า นครที่ทำด้วยเหล็ก ยาวหนึ่งโยชน์ (16 กิโลเมตร) กว้างหนึ่งโยชน์ สูงหนึ่งโยชน์ เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด บุรุษหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่งๆ ออกจากนครนั้นโดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อเมล็ด เมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้นถึงความสิ้นไป เพราะความพยายามนี้ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงความสิ้นไป กัปนานอย่างนี้"

5. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย เล่ม 71 หน้า 348 - 349, เล่ม 26 หน้า 515-516

#เสรีภาพ ที่เป็นอันตรายที่สุด

#เสรีภาพ ที่เป็นอันตรายที่สุด
สมัยนี้คนบูชาเสรีภาพโดย #ตามใจกิเลส
ยุคที่...กลายเป็นปีศาจในร่างของมนุษย์
.
…. “ ในมหาวิทยาลัยนี่ ก็ลองคิดดูซิ ก็มีการทะเลาะวิวาทกัน อย่างอันธพาลในหมู่นักศึกษานิสิตกันเอง, ไม่เคารพครูบาอาจารย์ เห็นครูบาอาจารย์เป็นลูกจ้าง, แล้วก็ไม่มีใครว่าอะไรใคร ไม่มีใครเห็นว่ามันเป็นของผิด. ถ้าเป็นอย่างนั้นสมัยก่อน เพียง ๕๐ - ๖๐ ปีมาแล้ว เขาประณามเป็นเรื่องเสียหาย เป็นเรื่องที่จะไม่มีอะไรที่น่าอับอายขายหน้าเท่ากับสิ่งเหล่านั้น
…. ถ้าในสํานักศึกษาอันเป็นที่สร้างดวงจิตดวงวิญญาณของมนุษย์เป็นอย่างนี้เสียแล้ว แล้วนอกนั้นมันจะเป็นอย่างไร? เพราะอะไรๆก็ออกไปจากสํานักศึกษา, เพราะว่าเราต้องผ่านสํานักการศึกษา จนกว่าจะเติบโตแล้วออกไป. ถ้าในสํานักสําหรับการศึกษานั้น เป็นแหล่งเพาะวิญญาณของซาตาน ของวัตถุนิยมเสียแล้ว มันก็หมดกัน ไม่มีอะไรเหลือ
…. ฉะนั้น ถ้าใครยังรักบ้านรักเมือง รักเกียรติยศของความเป็นมนุษย์แล้ว, ก็ช่วยกันไปคิดให้ดีๆ ช่วยกันต่อต้านไว้บ้าง อย่าไปตามกันอาจารย์ฝรั่งไปเสียทุกอย่างทุกทาง...ฯ
.
…. สมัยนี้คนบูชาเสรีภาพโดยตามใจกิเลส.
…. ยังมีสิ่งที่ร้ายกาจอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “เสรีภาพ”. ทุกคนบูชาเสรีภาพ แต่มันเป็นเสรีภาพเพื่อจะเป็นภูตผีปีศาจ หรือเป็นสัตว์เดรัจฉานในที่สุด. เสรีภาพของเขาต้องการอย่างนี้ : ต้องการจะเสรีภาพตามใจกิเลส ตามใจซาตาน ตามใจพญามาร ไม่มีศีลธรรม. นี่เขาต้องการเสรีภาพอย่างนี้ : อยากจะไว้ผมยาว, อยากจะแต่งตัวให้แปลกประหลาด, อยากจะมีเสรีภาพ. ไม่รู้ว่า เสรีภาพอะไรกัน
…. ทีนี้ เสรีภาพที่เป็นอันตรายที่สุด ก็คือการแสดงอะไรได้ตามชอบใจ : เขียนก็จะเขียนได้ตามชอบใจ, จะแสดงศิลปอะไรก็แสดงได้ตามชอบใจ, ไม่ถือว่าเป็นลามกอนาจาร สิ่งที่เป็นลามกอนาจาร ก็บัญญัติกันเสียใหม่ว่า ไม่ใช่ลามกอนาจาร
…. เรื่องที่เขาแก้ไขกันเสียใหม่ว่าไม่ลามกอนาจารนะ มันมากมายด้วยกัน : การประกวดนางหน้าด้านนั้น, ก็กลายเป็นของดีของวิเศษ ของอะไรไป ทั่วโลกสมัยนี้เขาเห็นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ดีที่สุด ประกวดกันทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ ผมเรียกว่าประกวดนางหน้าด้าน ถ้าหน้าไม่ด้านพอ ก็ไปเปิดแข้งเปิดขาเปิดอะไร แสดงอย่างนั้นไม่ได้
…. ถ้าเป็นสมัยก่อน คุณย่า คุณยาย เป็นลมตายแน่ ถ้าลูกหลานของแกไปทําอย่างนั้น เดี๋ยวนี้ เขาเห็นว่าถูกต้องดีงามไปหมด; นี่ก็คือ “เสรีภาพ” ผลของเสรีภาพมันเป็นอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดๆ โต้งๆ แล้วที่มันยังละเอียด เห็นได้ยาก แฝงอยู่ในอะไรต่างๆ ยังมีอีกมาก
…. เสรีภาพในการเขียน ไม่มีใครว่าใครได้ แล้วก็เขียนเรื่องลามก อนาจาร ลงไปในหนังสือประจําวัน, แพร่หลายทั่วไปหมด ; ย้อมนิสัยเด็กๆ ให้เสียไปโดยไม่รู้สึกตัว, โดยไม่ต้องรู้สึกตัว, เขียนเรื่องอ่านเล่นโดยนามปากกา ที่มีชื่อเสียง นิยมนับถือกันทั้งประเทศ แต่แล้วก็เขียนเรื่องที่ทําให้เด็กมีจิตใจเลวทราม, เสื่อมเสียทางศีลธรรมโดยไม่รู้สึกตัว คุณไปเอาหนังสือพิมพ์มาพิจารณาดูเอาก็แล้วกัน ก็จะมองเห็น
…. ยังมีอะไรอีกมาก ที่ทําให้เด็กๆกลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์น, มีอีกมาก ทําให้คนเรากลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์, คนโต ๆ ไม่เป็นไร, ไม่กี่ปีก็ตาย. แต่ว่าการที่ทําให้เด็กๆ มากลายเป็นอย่างนั้นนั้น มันน่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่าเขายังจะอยู่ไปอีกนาน
.... การพูดจาก็ดี การเขียนก็ดี ศิลปวัตถุ นิทรรศการ ภาพยนตร์ อะไรต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นอย่างเดียวกันหมด เขามีเสรีภาพ มีอิสรภาพ มีเสรีภาพที่จะทํา, ใครห้ามกันไม่ได้ หรือบางทีเขาก็มีอํานาจอย่างอื่น มาช่วยให้เขาต้องทําหรือได้ทํา
…. เมื่ออ้างเสรีภาพไม่ได้ ก็ใช้อํานาจอย่างอื่นมาช่วยให้ได้ทํา เขาก็ทํากันทั่วไปหมดทุกหนทุกแห่ง ทุกหัวระแหง, ทําลูกเด็ก ๆ ของเราให้กลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์นมากขึ้นๆเหลือที่จะป้องกัน, เหลือที่จะแก้ไขแล้ว นี่แหละ คือรากฐานอันแท้จริงของการเสื่อมทางศีลธรรม, แล้วเรื่องอื่นๆ มันก็ต้องตามมาแน่นอน ; เรื่องอันธพาล, เรื่องอะไรก็ตาม มันก็ต้องตามมามากเหลือที่จะประมาณได้
…. นี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องทั้งหมดของมนุษย์ หรือของโลกมนุษย์ ที่จะอยู่หรือว่าจะล่มจม มีมูลมาจากการศึกษาแผนใหม่ วัฒนธรรมแผนใหม่ ที่มาจากข้างนอก เข้ามาสู่ประเทศไทย, เรียกว่าเราอยู่ในยุคของอะไร ลองคิดดู พวกเรากําลังอยู่ในยุคอะไร? ควรจะเรียกชื่อของยุคนี้ว่ายุคอะไร. ลองคิดู ? ส่วนผมนั้น สมัครเรียกว่า ยุคที่กลายเป็นปีศาจในร่างของมนุษย์..”
.
พุทธทาสภิกขุ

ที่มา : ธรรมเทศนาชุดชุมนุมล้ออายุ หัวข้อเรื่อง “ยิ่งจะทำให้ดี, โลกมันยิ่งบ้า” เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓ กัณฑ์ค่ำ ณ ลานหินโค้ง จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “ชุมนุมล้ออายุ เล่ม ๑” หน้า ๕๑๕-๕๑๖,๕๑๙-๕๒๑
...หนังสือ "ชุมนุมล้ออายุ เล่ม ๑" โหลดได้ฟรีที่ลิงค์นี้
http://www.buddhadasa.org/files/pdf/B_Bnew/new206.pdf

วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566

พระเจ้าอชาตศัตรูตายจากความเป็นคนไปอยู่โลหะกุมภีเป็นยมโลกียนรกขุมที่ ๑โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

พระเจ้าอชาตศัตรูตายจากความเป็นคน
ไปอยู่โลหะกุมภีเป็นยมโลกียนรกขุมที่ ๑
โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
"...พระเจ้าอชาตศัตรูมีความทรยศต่อพระราชบิดาคือพระเจ้าพิมพิสาร เป็นกบฏคิดฆ่าพ่อ ด้วยอำนาจของพระเทวทัตยุยงส่งเสริม เจตนาเดิมของพระองค์ไม่มี ในจิตใจของท่านนั้นไม่เต็มใจจะทำ แต่ว่าโดนพระเทวทัตยุหนักๆ เข้าก็ทนไม่ไหว ในที่สุดก็ต้องตามใจเพราะถือว่าเป็นอาจารย์ จึงคิดประหัตประหารพระราชบิดาซึ่งเป็นพระโสดาบัน โดยแย่งราชสมบัติและก็ทรมานพ่อ จับขังคุก ต่อมาก็ให้อดข้าว 

แต่พระเจ้าพิมพิสารท่านเดินจงกรม จึงอยู่ด้วยธรรมปีติ แม้จะอดข้าวก็ไม่ตาย ผิวพรรณยังผ่องใส ในที่สุดก็ถูกเฉือนเท้าไม่ให้เดิน ท่านมีความเจ็บปวดมาก แต่จิตใจของพระองค์ก็นึกถึงพระพุทธเจ้าจึงมีจิตใจชุ่มชื่น

หลังจากการฆ่าพระราชบิดาตายแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูก็เข้าหาพระ ทำบุญเป็นการใหญ่ ต่อมาได้ขอขมาต่อพระรัตนตรัย และเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนา ตั้งแต่ปฐมสังคายนาเป็นต้นมา 

ความจริงโทษอันนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า "จะต้องตกอเวจีมหานรก แต่อาศัยบุญใหญ่อันนี้ จึงช่วยให้พระเจ้าอชาตศัตรูไม่ต้องลงอเวจีมหานรก มาตกอยู่แค่โลหะกุมภี ซึ่งเป็นยมโลกียนรกขุมที่ ๑" 

สำหรับนรกขุมนี้ไม่ได้บอกอายุไว้ ไม่เหมือนนรกขุมใหญ่บอกอายุไว้ แต่ก็นานเหลือเกินเพราะพอลงไป ๑ ขุม อย่างน้อยที่สุดพระพุทธเจ้าตรัสไป ๒-๓ องค์ ก็ยังไม่ได้โผล่ขึ้นมาเลย โลหะกุมภี สำหรับโทษปาณาติบาต ถ้าทำปาณาติบาตก็ต้องไปตกนรกขุมใหญ่ก่อนแล้วไปผ่านนรกบริวาร เศษของกรรมยังไม่หมดต้องมาลงโลหะกุมภี 

"โลหะ" แปลว่า "ของแข็ง" เช่น เหล็ก ทองแดง ทองเหลือง เป็นต้น

"กุมภี" แปลว่า "หม้อ"

รวมแล้วแปลว่า "หม้อโลหะใหญ่" มีหม้อทองแดงใหญ่มหึมา ใหญ่เท่าๆ กับปริมาณของสัตว์นรกที่จะลงนรกขุมนี้ ถ้ามีสัตว์นรกมากหม้อก็ใหญ่มาก ถ้ามีสัตว์นรกน้อยหม้อก็ใหญ่น้อย ในหม้อทองแดงนี้มีนํ้าทองแดงเป็นนํ้าโลหะที่ถูกเคี่ยว มีความร้อนจัดและมีความรัดตัว 

บรรดาสัตว์นรกทั้งหลายที่มีโทษปาณาติบาตเหลือเป็นเศษของกรรม นายนิรยบาลก็เอาลงหม้อทองแดง โดยเอาหอกเสียบแล้วก็โยนลงไปในหม้อทองแดงบ้าง เอาค้อนใหญ่ตีหัวให้คะมำลงไปในหม้อบ้าง ในหม้อทองแดงมีนํ้าโลหะร้อนเดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา สัตว์นรกถูกความร้อนเผาผลาญอยู่อย่างนั้น ขึ้นมาปากหม้อแล้วก็จมลงไปก้นหม้อ เมื่อจมลงไปก้นหม้อแล้วก็ไหลขึ้นมาปากหม้อ วนกันอยู่แบบนั้นไม่มีเวลาหยุด จนกว่าจะหมดเศษกรรมเรื่องปาณาติบาตและก็ใช้เวลานานมาก

บางท่านบอกว่าสัตว์เกิดมาเป็นอาหารของคน สำหรับคนเลวเท่านั้นที่พูดแบบนี้ สัตว์ทุกตัวรักชีวิตจะเห็นว่า เวลาที่เราจะเข้าไปจับหรือเวลาที่เราจะฆ่ามัน มันมีอาการดิ้นรนหนีเพื่ออิสรภาพ ไม่ต้องการให้ใครทำร้ายมัน การฆ่าสัตว์ที่ยังมีชีวิตทุกประเภทจะต้องลงโลหะกุมภี 

เคยมีพวกหมอมาถามว่า "พวกพยาธิที่อยู่ในท้องก็ดี บรรดาเชื้อโรคทั้งหลายก็ดี ก็มีร่างกายมีชีวิตเหมือนกัน อย่างนี้ถ้าเราฆ่ามีโทษไหม" อันนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้บอก บอกแต่พวกเล็นพวกไรต่างๆ แต่ว่าการฆ่าต้องเต็มไปด้วยเจตนา ถ้าหากว่าเราเดินไปเหยียบตายโดยไม่เห็น ไม่มีเจตนาอย่างนี้ ท่านไม่จัดว่าเป็นกรรมต้องลงนรก เวลายุงกัดเรารำคาญเอามือไปลูบไปแตะคิดว่าจะให้ยุงหนีไป บังเอิญเป็นยุงก้นปล่องมันกินเลือดเราเข้าไปเต็มที่แล้วมันไปไม่ไหว ตัวมันอ่อน พอไปถูกเข้าตายโดยไม่มีเจตนาจะฆ่าให้ตาย อย่างนี้ไม่มีโทษต้องลงโลหะกุมภี

ถ้าไม่ต้องการมายมโลกียนรกขุมที่ ๑ คือโลหะกุมภี ก็มีเมตตาปรานีเข้าไว้ หรือทรงพรหมวิหาร ๔ ทั้งหมด ก็จะไม่ปรากฏร่างของเราในอบายภูมิ..."

#อารมณ์ฌาน

เมื่อเข้าบวชได้ ๓ วันนับตั้งแต่วันออกบวช หลวงพ่อปานท่านสั่งให้รักษาอารมณ์ ลมหายใจเข้าออก ท่านถือเป็นหลักใหญ่ ก่อนภาวนาท่านให้ปลงขันธ์ ๕ ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ต้องอธิบายนะ และสอนให้ใคร่ครวญอารมณ์ชั่วที่ใจให้ระงับเสียชั่วคราว คือ นิวรณ์๕ ได้แก่ การพอใจในรูปสวย เสียงเพราะหรือเสียงประจบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสอร่อยจากรสอาหารหรือรสสัมผัส และให้ตั้งอารมณ์เมตตาไม่เป็นศัตรูกับใคร เราจะเป็นมิตรับคนและสัตว์ทั้งโลก ตัดความสงสัย ตัดอารมณ์นอกรีต นอกรอยที่คิดเกินครูสอน ระงับความง่วงเมื่อมันเข้ามาขัดจังหวะ แต่ไม่ให้ทนง่วงจนเกินพอดี ท่านบอกว่าจะเกิดโรคประสาท เขาจะหาว่าทำกรรมฐานบ้า ความจริงทำกรรมฐานให้รักษาอารมณ์ให้เป็นปกติเป็นเป็นการปฎิบัติตัดอารณ์บ้า แต่ถ้าใครทำจนบ้า คนนั้นเป็นคนทำเกินพอดี เกินคำสั่งของพระพุทธเจ้า เรียกว่าศิษไม่เชื่อครู เรื่องการพยายามเกินพอดีท่านำชักำชับมาก ห้ามทำเด็ดขาด ถ้าทราบจะถูกประณามในที่ประชุม ท่านสอนการใคร่ครวญท่านให้ทำให้มาก เมื่อมีอารมณ์ระงับความชั่วได้แล้วและพอมองเห็นจริงกับไตรลัษณ์บ้างแล้ว จึงให้ภาวนา วิธีสอนของท่านมีผล ๒ ทาง คือ

อารมณ์คิดหรือไคร่ครวญเป็นการปล่อยให้เรือไหลไปตามระแสน้ำ คือไม่เอาเรือขวางเมื่อน้ำเชี่ยว ทั้งนี้เพราะจิตมีความสัมพันธ์กับความคิดที่ไม่มีขอบเขตมาแล้วหลายแสนกัป คิดเป็นชาติ เกิดก็หลายล้านชาติ ทุกชาติที่เกิดมันคิดตามอารมณ์ของมัน ไม่มีใครห้ามปรามมัน มันมีอิสระในความคิด ตอนนี้เราจะเกิดมาห้ามมันคิด เอะอะก็ห้ามมันเลย มันจะไหวเหรอ ท่านให้คิดก่อน แต่หาเรื่องให้คิดมุมกลับ คือ คิดตัด คิดระงับ แต่ไม่ตัดไม่ระงับทันทีทันใด เช่น คิดถึงรูป มันต้องมองความสวยกันก่อน เมื่อจะระงับอารมณ์ที่ติดในความสวย คราวนี้ต้องกแก้ผ้าคนสวยกัน เมื่อแก้ผ้าแล้วยังเห็นว่าสวย ต้องผ่าท้อง กันเอาตับไตใส้ปอดออมาดู คราวนี้จะมีอะไรสวย มันก็หมดเรื่องกัน 

เมื่อหาเรื่องให้คิด จิตพอมีอารมณ์สบาย แม้ไม่มีโอกาสเที่ยวใกลนักแต่ยังมีโอกาสเที่ยว อารมณ์กลุ้ม บรรเทา อันนี้ เป็นวิธีบรรเทาอารมณ์กลุ้มของจิต

อันดับ ๒ เมื่อใคร่ครวญตามนั้นก็เกิดอารมณ์เบื่อใน รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส หมดความสงสัยเพราะเห็นจริงกับความจริงที่มองเห็น เกิดอารมณ์ยับยั้งใจไม่ดิ้นมีอารมณ์เบื่อ หมดสงสัยใจก็เป็นสมาธิง่าย 

ถ้าพิจารณาไม่เห็นตอนความเปลี่ยวไม่ลด ท่านห้ามภาวนา เมื่อทำตามท่านรู้สึกว่ามันง่ายจริงๆ ใคร่ครวญพอสมเหตุผลแล้วเริ่มจำความเคลื่อนใหวของลมหายใจ จับภาพพระโดยเฉพาะหลวงพ่อองค์ยิ้มง่ายมากและแจ่มใสชัดเจน ทรงอยู่ได้นานเป็นชั่วโมง

คืนที่ ๒ ลองตั้งอารมณ์อย่างนั้น ๕ ชั่วโมง เห็นทรงได้สบาย จะทรงอารมณ์เมื่อไหร่ก็ได้ พอย่างวันที่ ๓ ยิ่งมีความคล่อง ทรงอารมณ์ได้ฉับพลัน นานเท่าไหร่ก็ได้ พอเช้าวันที่ ๔ เวลาฉันข้าวเช้า หลวงพ่อท่านฉันอิ่ม ท่านวางมือ มองไป มองมา ท่านหัวเราะและพูดว่า เอ่อเจ้ากระทิงเปลี่ยว ๔ ตัว มันเก่งวะ มันทรงฌาน ๔ ทั้ง ๔ องค์ น่ารักนะ เขามา ๓ วัน เขาทรงฌาน ๔ ได้ พวกที่บวชพร่ะก่อนเขาได้อะไรกันบ้าง เรื่องของฌานที่ท่านบอกฉัน ฉันไม่เห็นมีอะไร มีอารมณ์สบายและตั้งมั่นเท่านั้น ไม่เห็นมีรูปร่าง คิดว่าหนังสือที่เขาเขียน เขียนมากไป ถ้าเราทรงฌานจริง ไม่มีอะไร นอกจากใจไม่กังวล รักษาอารมณ์ให้ทรงตัวเท่านั้น ไม่เห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์อะไรเลย

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ได้ถูกไฟ 11 กอง เผาอยู่เสมอ

อันว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ และเทวดา 
ได้ถูกไฟ 11 กอง เผาอยู่เสมอ 
เป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์นานาประการ 11 กอง คือ 
1.ราคะ ความกำหนัดชอบใจ อยากได้กามคุณ 5 มีรูปเป็นต้น 

2.ไฟโทสะ คือ ความโกรธ มีความไม่พอใจเป็นลักษณะ 

3.ไฟโมหะ ได้แก่ ความลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง 
โผฎฐัพพะ ลังเล ใจฟุ้งซ่าน ไปตามอารมณ์ 

4. ชาติ คือ ไฟแห่งความเกิดอันเป็นทุกข์ 

5. ชรา คือ ไฟแห่งความแก่อันเป็นทุกข์ 

6. มรณธ คือ ไฟแห่งความตายอันเป็นทุกข์ 

7. โสกะ คือ ไฟแห่งความเศร้าโศก 

8. ปริเทวะ คือ ไฟบ่นเพ้อร่ำไร รำพัน 

9. ทุกขัง คือ ไฟแห่งความทุกข์ลำบากกายใจ 

10.โทมนัส คือ ไฟแห่งความเสียใจ 

11.อุปายโส คือ ไฟแห่งความคับแค้นใจ 

ไฟทั้ง 11 กองนี้แหละเผาลนสรรพสัตว์ทั้งหลาย 
ให้ต้องพากันงมงาย เวียนว่ายตายเกิด ได้รับทุกข์ต่างๆ 

องค์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่

ถ้าขาดสติแล้ว...สมถะ และวิปัสสนานั้น...ไม่มี ทางเจริญได้เลย

"ใครจะเจริญสมถะ หรือวิปัสสนา
ขั้นใด ก็ตาม ถ้าขาดสติแล้ว...
สมถะ และวิปัสสนานั้น...ไม่มี ทางเจริญได้เลย 
นับแต่เริ่มแรกปฏิบัติมา 
จนสุดทางเดิน ผมไม่มองเห็นธรรมใด  
ที่เด่น และฝังลึกในใจ เท่าสติ...นี่เลย 

สติ...
เป็น ทั้งพี่เลี้ยง 
เป็น ทั้งอาหาร 
เป็น ทั้งยารักษา ของสมาธิ และปัญญา
ทุกขั้นธรรม 

ดังกล่าวนี้...
จะเจริญได้ จนสุดขั้นของตน  
ล้วนขึ้น อยู่...กับสติ...
เป็นผู้บำรุงรักษา โดยจะขาดไม่ได้

ท่านจงฟังให้ถึงใจ 
ยึดไว้ อย่าหลงลืม สติ...นี่แล คือขุมกำลังใหญ่ แห่ง...ความเพียรทุกด้าน 
ต้องผ่านสติ...นี้ก่อน จะเคลื่อนไหวโยกย้าย
ความคิดเห็นไปในทางใด หยาบหรือ ละเอียด
ในธรรมขั้นใด 

ต้องมีสติ...
เป็นตัวการสำคัญ ในวงความเพียร."
____________________________________________
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

#พระแท้ !!

"พระ" ในพระศาสนา
ผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม 
ที่ไม่ได้บวชพระ ไม่ได้บวชเณร 

ถ้าเป็น " #พระโสดาบัน" 
พระพุทธเจ้า ทรงเรียกว่า "พระ" 
เพราะว่าเป็น "พระแท้"

สำหรับคนที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา
ที่ยังไม่ได้เป็นพระโสดาบัน ท่านเรียก "สมมติสงฆ์"
เพราะว่า เป็น สงฆ์สมมติ ไม่ใช่ "สงฆ์แท้"

ความเป็น "พระแท้" ของความเป็น "พระ"
ก็เริ่มตั้งแต่ "พระโสดาบัน"

🔳ที่มาจาก คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง 
ฉบับที่ ๓๐ หน้า ๗๕
ขออนุญาตนำมาเผยแผ่เป็นธรรมทานค่ะ
แบ่งปัน : มงกุฎเพชร อภิญญา