วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566

วิธีการเปิดตาที่สามหรือต่อม Pineal gland

กำหนดสติรับรู้ความรู้สึกที่จุดกึ่งกลางเหนือหว่างคิ้ว ที่เป็นจุดรับรู้ลมหายใจเข้า ภาวนา “พุท”
กำหนดสติรับรู้ลมหายใจออกที่ปลายจมูกลมออก ภาวนา “โธ”
พร้อมกับกำหนดเห็นภาพในมโนจิตเป็นดวงแก้วสีแดง สีเหลือง สีเขียว (เอาสีที่ชอบสีเดียว) วางไว้ที่จุดกึ่งกลางเหนือหว่างคิ้ว จุดเดียวกับ ภาวนา “พุท” ให้เห็นดวงแก้วที่มโนจิตตลอดเวลา ถ้าลืมภาพดวงแก้ว ให้ตั้งสติกำหนดภาพดวงแก้วขึ้นมาใหม่ พร้อมกับกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกระหว่าง จุดกึ่งกลางเหนือหว่างคิ้วกับปลายจมูกให้รู้สึกจุดกระทบทั้งสองจุดชัดจิต

เมื่อจิตเริ่มสงบดวงแก้วจะเริ่มสวยงามระยิบระยับสวยงาม สลับสีกันแดง เหลือง เขียว ทำให้เกิดปีติ น้ำตาไหล ขนลุกขนพอง ตัวขยาย เย็นซาบซ่านแผ่ทั้งกายและทิ้งคำบริกรรม พุท-โธ อยู่กับลมหายใจเข้า-ออกและดวงแก้ว

เมื่อจิตสงบมากขึ้น ลมหายใจละเอียดแผ่วเบาจะเริ่มกำหนดรู้ที่จุดกึ่งกลางเหนือหว่างคิ้วจุดเดียว ดวงแก้วเปลี่ยนเป็นแก้วใสบริสุทธิ์ เมื่อถึงสภาวะนี้จะเกิดสุขแบบไม่มีสุขใดในโลกเทียบเท่า เอาสุขทั้งชีวิตมารวมกันก็เทียบไม่ได้กับสุขนี้

เมื่อถึงความสงบขั้นสุดท้ายลมหายใจและกายจะดับสนิท เหลือแต่ดวงแก้วใสประกายพรึกส่องสว่างไสวสวยงามกลางความว่างที่ไม่สัมผัสถึงกายอีกต่อไป ไม่มีความรู้สึกทั้งสุขและทุกข์ มีแต่ความสงบและอุเบกขา อยู่กับความสงบจนเต็มอิ่มแล้วจิตจะถอนออกมารับรู้ความสุข ลมหายใจและกายตามลำดับ

สภาวะนี้จิตจะมีกำลังมากเหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากำหนดภาพร่างกาย หรือโลกธาตุให้เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เห็นกฏไตรลักษณ์ทุกขัง อนิจจัง อนัตตาให้เห็นเป็นภาพได้อย่างชัดเจน ให้จิตเกิดปัญญาเบื่อหน่ายการเวียนว่าย ตาย เกิดในวัฏสงสาร

เมื่อท่านเปิดตาที่สามสำเร็จแล้วเมื่อภาวนาพุทโธจะรู้สึกตึงๆ หรือชีพจรเต้น ตุ๊บๆๆ และปรากฏดวงแก้วประกายพรึกที่จุดกึ่งกลางเหนือหว่างคิ้ว ตลอดเวลา 

ข้อดีของตาที่สาม คือ เกิดทิพยจักขุญาณ มองเห็นอดีตหรืออนาคต มองเห็นวิญญาณสิ่งลี้ลับ จับกระแสพลังงาน รัศมีกาย อารมณ์และความคิดของผู้อื่นได้ดี การรับรู้ระดับสูงในทางจิตวิญญาณ และเป็นสัญลักษณ์ของการรู้แจ้ง รวมถึงการหยั่งรู้พิเศษ เช่น การเห็นนิมิต ตาทิพย์ รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ล่วงหน้า ติดต่อกับเทวดาเบื้องบนได้ และอธิษฐานขอสิ่งใดกับดวงแก้วมักจะสมปรารถนา ดังนั้นไม่ควรสาบแช่งใครจะเป็นกรรมหนัก

ข้อเสีย คือ ท่านจะรับรู้พลังงานผู้อื่นได้ง่ายทั้งพลังงานบวกและพลังงานลบ เมื่อรับพลังงานลบของผู้อื่นมากๆจะทำให้เกิดความเครียดสะสม ใครปิดตาทีสามเมื่อไม่ใช้งาน

⚜️ #เราเกิดมามากพอแล้ว⚜️

✴️ #ก่อนจะมีความเข้าใจในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจคำว่านิพพานอันนี้แสนยากมาก #คนที่จะเข้าใจคำว่านิพพานได้นี่ต้องเกิดมา #เกิดมาชั่วแสนชั่วนับกัปไม่ถ้วน แล้วต่อมาก็เริ่มดี เริ่มดีหมายความว่าเริ่มจิตเป็นกุศล รู้จักการให้ทาน รู้จักการรักษาศีล รู้จักการบำเพ็ญภาวนาบ้าง มาเรื่อยๆมาตั้งแต่ต้น มาจนกระทั่งถึงชาติสุดท้ายกว่าจะถึงนี่

 ✴️ #ถ้าเป็นสาวกภูมิ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 อสงไขย กับแสนกัป เกิดนะ ไอ้ที่ไม่มาเกิดในภพนี้เขาไม่คิด เป็นเทวดาหรือพรหมหรือสัตว์นรกเขาไม่คิด คิดเฉพาะมาเกิดอย่างน้อยที่สุดต้องบำเพ็ญบารมีมาแล้วอย่างน้อยที่สุด 1 อสงไขยกับแสนกัป อสงไขยนี่แปลว่านับไม่ถ้วน นับไปๆๆจนนับไม่ถ้วนแล้วก็แถมอีกแสนกัป

✴️ #คนที่จะเข้าใจคำว่านิพพานนี่ต้องบำเพ็ญบารมีมากกว่านี้ นั่นเป็นเพียงแค่หลักสูตร จริงๆแล้วต้องทำกันมามากกว่านี้ #การที่จะเข้าใจคำว่านิพพานจริงๆ ต้องมีบารมีเป็นปรมัตถบารมี

🖋️🧑‍✈️ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๘๒ (๒๕๓๐) หน้า ๘๔
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน.

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566

“เสรีภาพ” ที่เป็นอันตรายที่สุดสมัยนี้คนบูชาเสรีภาพโดยตามใจกิเลสยุคที่...กลายเป็นปีศาจในร่างของมนุษย์

“เสรีภาพ” ที่เป็นอันตรายที่สุด
สมัยนี้คนบูชาเสรีภาพโดยตามใจกิเลส
ยุคที่...กลายเป็นปีศาจในร่างของมนุษย์
.
…. “ ในมหาวิทยาลัยนี่ ก็ลองคิดดูซิ ก็มีการทะเลาะวิวาทกัน อย่างอันธพาลในหมู่นักศึกษานิสิตกันเอง, ไม่เคารพครูบาอาจารย์ เห็นครูบาอาจารย์เป็นลูกจ้าง, แล้วก็ไม่มีใครว่าอะไรใคร ไม่มีใครเห็นว่ามันเป็นของผิด. ถ้าเป็นอย่างนั้นสมัยก่อน เพียง ๕๐ - ๖๐ ปีมาแล้ว เขาประณามเป็นเรื่องเสียหาย เป็นเรื่องที่จะไม่มีอะไรที่น่าอับอายขายหน้าเท่ากับสิ่งเหล่านั้น
…. ถ้าในสํานักศึกษาอันเป็นที่สร้างดวงจิตดวงวิญญาณของมนุษย์เป็นอย่างนี้เสียแล้ว แล้วนอกนั้นมันจะเป็นอย่างไร? เพราะอะไรๆก็ออกไปจากสํานักศึกษา, เพราะว่าเราต้องผ่านสํานักการศึกษา จนกว่าจะเติบโตแล้วออกไป. ถ้าในสํานักสําหรับการศึกษานั้น เป็นแหล่งเพาะวิญญาณของซาตาน ของวัตถุนิยมเสียแล้ว มันก็หมดกัน ไม่มีอะไรเหลือ
…. ฉะนั้น ถ้าใครยังรักบ้านรักเมือง รักเกียรติยศของความเป็นมนุษย์แล้ว, ก็ช่วยกันไปคิดให้ดีๆ ช่วยกันต่อต้านไว้บ้าง อย่าไปตามกันอาจารย์ฝรั่งไปเสียทุกอย่างทุกทาง...ฯ
.
…. สมัยนี้คนบูชาเสรีภาพโดยตามใจกิเลส.
…. ยังมีสิ่งที่ร้ายกาจอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “เสรีภาพ”. ทุกคนบูชาเสรีภาพ แต่มันเป็นเสรีภาพเพื่อจะเป็นภูตผีปีศาจ หรือเป็นสัตว์เดรัจฉานในที่สุด. เสรีภาพของเขาต้องการอย่างนี้ : ต้องการจะเสรีภาพตามใจกิเลส ตามใจซาตาน ตามใจพญามาร ไม่มีศีลธรรม. นี่เขาต้องการเสรีภาพอย่างนี้ : อยากจะไว้ผมยาว, อยากจะแต่งตัวให้แปลกประหลาด, อยากจะมีเสรีภาพ. ไม่รู้ว่า เสรีภาพอะไรกัน
…. ทีนี้ เสรีภาพที่เป็นอันตรายที่สุด ก็คือการแสดงอะไรได้ตามชอบใจ : เขียนก็จะเขียนได้ตามชอบใจ, จะแสดงศิลปอะไรก็แสดงได้ตามชอบใจ, ไม่ถือว่าเป็นลามกอนาจาร สิ่งที่เป็นลามกอนาจาร ก็บัญญัติกันเสียใหม่ว่า ไม่ใช่ลามกอนาจาร
…. เรื่องที่เขาแก้ไขกันเสียใหม่ว่าไม่ลามกอนาจารนะ มันมากมายด้วยกัน : การประกวดนางหน้าด้านนั้น, ก็กลายเป็นของดีของวิเศษ ของอะไรไป ทั่วโลกสมัยนี้เขาเห็นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ดีที่สุด ประกวดกันทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ ผมเรียกว่าประกวดนางหน้าด้าน ถ้าหน้าไม่ด้านพอ ก็ไปเปิดแข้งเปิดขาเปิดอะไร แสดงอย่างนั้นไม่ได้
…. ถ้าเป็นสมัยก่อน คุณย่า คุณยาย เป็นลมตายแน่ ถ้าลูกหลานของแกไปทําอย่างนั้น เดี๋ยวนี้ เขาเห็นว่าถูกต้องดีงามไปหมด; นี่ก็คือ “เสรีภาพ” ผลของเสรีภาพมันเป็นอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดๆ โต้งๆ แล้วที่มันยังละเอียด เห็นได้ยาก แฝงอยู่ในอะไรต่างๆ ยังมีอีกมาก
…. เสรีภาพในการเขียน ไม่มีใครว่าใครได้ แล้วก็เขียนเรื่องลามก อนาจาร ลงไปในหนังสือประจําวัน, แพร่หลายทั่วไปหมด ; ย้อมนิสัยเด็กๆ ให้เสียไปโดยไม่รู้สึกตัว, โดยไม่ต้องรู้สึกตัว, เขียนเรื่องอ่านเล่นโดยนามปากกา ที่มีชื่อเสียง นิยมนับถือกันทั้งประเทศ แต่แล้วก็เขียนเรื่องที่ทําให้เด็กมีจิตใจเลวทราม, เสื่อมเสียทางศีลธรรมโดยไม่รู้สึกตัว คุณไปเอาหนังสือพิมพ์มาพิจารณาดูเอาก็แล้วกัน ก็จะมองเห็น
…. ยังมีอะไรอีกมาก ที่ทําให้เด็กๆกลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์น, มีอีกมาก ทําให้คนเรากลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์, คนโต ๆ ไม่เป็นไร, ไม่กี่ปีก็ตาย. แต่ว่าการที่ทําให้เด็กๆ มากลายเป็นอย่างนั้นนั้น มันน่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่าเขายังจะอยู่ไปอีกนาน
.... การพูดจาก็ดี การเขียนก็ดี ศิลปวัตถุ นิทรรศการ ภาพยนตร์ อะไรต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นอย่างเดียวกันหมด เขามีเสรีภาพ มีอิสรภาพ มีเสรีภาพที่จะทํา, ใครห้ามกันไม่ได้ หรือบางทีเขาก็มีอํานาจอย่างอื่น มาช่วยให้เขาต้องทําหรือได้ทํา
…. เมื่ออ้างเสรีภาพไม่ได้ ก็ใช้อํานาจอย่างอื่นมาช่วยให้ได้ทํา เขาก็ทํากันทั่วไปหมดทุกหนทุกแห่ง ทุกหัวระแหง, ทําลูกเด็ก ๆ ของเราให้กลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์นมากขึ้นๆเหลือที่จะป้องกัน, เหลือที่จะแก้ไขแล้ว นี่แหละ คือรากฐานอันแท้จริงของการเสื่อมทางศีลธรรม, แล้วเรื่องอื่นๆ มันก็ต้องตามมาแน่นอน ; เรื่องอันธพาล, เรื่องอะไรก็ตาม มันก็ต้องตามมามากเหลือที่จะประมาณได้
…. นี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องทั้งหมดของมนุษย์ หรือของโลกมนุษย์ ที่จะอยู่หรือว่าจะล่มจม มีมูลมาจากการศึกษาแผนใหม่ วัฒนธรรมแผนใหม่ ที่มาจากข้างนอก เข้ามาสู่ประเทศไทย, เรียกว่าเราอยู่ในยุคของอะไร ลองคิดดู พวกเรากําลังอยู่ในยุคอะไร? ควรจะเรียกชื่อของยุคนี้ว่ายุคอะไร. ลองคิดู ? ส่วนผมนั้น สมัครเรียกว่า ยุคที่กลายเป็นปีศาจในร่างของมนุษย์..”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมเทศนาชุดชุมนุมล้ออายุ หัวข้อเรื่อง “ยิ่งจะทำให้ดี, โลกมันยิ่งบ้า” เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓ กัณฑ์ค่ำ ณ ลานหินโค้ง จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “ชุมนุมล้ออายุ เล่ม ๑” หน้า ๕๑๕-๕๑๖,๕๑๙-๕๒๑

...หนังสือ "ชุมนุมล้ออายุ เล่ม ๑" โหลดได้ฟรีที่ลิงค์นี้
http://www.buddhadasa.org/files/pdf/B_Bnew/new206.pdf

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566

หลวงปู่บุดดา ถาวโร ทิ้งขันธ์ ๕ เข้าสู่พระนิพพาน

 ทั้งทีวีและน.ส.พ.ออกข่าวว่า หลวงปู่ บุดดาฯ ทิ้งขันธ์ ๕ ไปเมื่อวันพุธที่ ๑๒ ม.ค. ๒๕๓๗ เวลา ๒๐.๐๐ น. โดยประมาณ ด้วยอาการสงบ เพื่อนของผมท่านเล่าว่า ขณะที่กวาดวัดในตอนเช้าพอรู้ข่าวทั้ง ๆ ที่ตนเองก็รู้ล่วงหน้าว่าท่านจะทิ้งขันธ์หลังวันเกิดท่าน เมื่อ ๕ ม.ค. ๒๕๓๗ แต่อารมณ์จิตก็อดหวั่นไหวมิได้ ซึ่งก็เป็นของธรรมดา เพราะรู้ว่าตนยังมีอารมณ์ ๒ อยู่ (พอใจกับไม่พอใจ) พอทำจิตให้สงบลง ก็เห็นหลวงปู่กับหลวงพ่อยืนอยู่ หลวงปู่ท่านสอนว่า 

 ๑. ขันธ์ที่ช่วยตัวเองไม่ได้อย่างนี้ ไม่มีใครต้องการเอาไว้หรอก ข้าเหมือนคนอยู่บ้านผุๆ หลังคาก็รั่ว เพดานก็โหว่ บันไดก็ใช้การอะไรไม่ใคร่จะได้ มันซ่อมไม่ไหว ก็ต้องไปดีกว่า นี่มันเรื่องธรรมดานะท่านฤๅษี

 ๒. ไอ้คนโง่เท่านั้นแหละที่มันไม่ยอมรับธรรมดา ร่างกายไม่ดีมันก็บอกว่าดี ร่างกายสกปรกมันก็ว่าสะอาด ร่างกายมันจะไปไม่ไหว มันก็บอกว่าไปไหว มันฝืนความจริง เกาะร่างกายแจอย่างนี้ มันจะไปนิพพานได้อย่างไรกัน (ฟังแล้วสะอึกเพราะท่านพูดแทงใจดำ)

 ๓. เอ็งเห็นดอกไม้ที่ร่วงไหม? ก็รับว่าเห็นดอกที่ร่วงอยู่นี้ มีทั้งดอกอ่อนที่ยังไม่ตูม ดอกที่ตูมแล้วยังไม่บาน ดอกที่บานแล้วยังไม่โรย ดอกที่โรยแล้วยังไม่เหี่ยว ดอกที่เหี่ยวแล้วยังไม่แห้ง ดอกที่แห้งแล้วเป็นที่สุดก็มี นี่มันร่วงลงมาจากต้นไม้เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่สภาวะของมันไม่เท่ากัน

 ๔. ชีวิตร่างกายของคนก็เหมือนกัน บางรายตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ บางรายคลอดออกมาแล้วตาย บางรายตายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก บางรายตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว บางรายตายตอนวัยกลางคน บางรายตายเมื่อแก่ อย่างข้านี่ตายเมื่อแก่ ก็ไม่ต่างกับดอกไม้ที่แห้งคาต้น แล้วร่วงหล่นลงมา สภาวะความจริงมันเป็นอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในโลกมีอนัตตาเป็นที่สุด อย่างร่างกายก็คือตายไปในที่สุด

 ๕. แล้วเอ็งเห็นดอกไม้ร่วงหล่นอยู่นี่ เอ็งมีความเศร้าโศกบ้างหรือเปล่า (ก็ตอบว่าเปล่า)

 ๖. นั่นซิ มันร่วงมันหล่นมากมายเกลื่อนกลาดอย่างนี้ มันก็เป็นปกติของมัน ร่างกายก็เหมือนกัน มันร่วงมันหล่นก็เป็นปกติของมัน จะเศร้าโศกเสียใจอยู่ทำไม ภาวะปกติมันเป็นอยู่อย่างนี้ มันเป็นธรรมดา ก็จงอย่าไปฝืนมัน ไม่มีใครหรอกที่เกิดมาแล้วไม่ตาย

 ๗. จากนั้นหลวงปู่บุดดา ท่านก็เมตตามาปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นรูปกายพระสงฆ์ก่อน แล้วเปลี่ยนกายเป็นพระวิสุทธิเทพ เป็นกายแก้วใสสะอาดตา แล้วสอนว่า กายนี้ซิสบาย - ไม่เจ็บไม่ป่วย - ไม่แก่ - ไม่ตาย ตับ - ไต - ไส้ - ปอดไม่มี เครื่องในไม่มี สะอาดเกลี้ยงเกลา ถ้าอยากได้กายนี้ ก็ต้องพยายามวางอารมณ์เกาะยึดร่างกายลงเสียให้ได้ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียรนะลูก
 
ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๗ มกราคมตอน ๑
รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน
#รวมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์2   #หลวงปู่บุดดา
#สมเด็จองค์ปฐม  #ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566

"อาหาร 5 ชนิดสำหรับต่อมไพเนียล

อาหาร 5 ชนิดสำหรับต่อมไพเนียล
   1. - สับปะรด:
   สับปะรดเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการขจัดคราบต่อมไพเนียล อันที่จริง ต่อมไพเนียลได้ชื่อมาจากรูปร่างของโคนต้นสน สับปะรดมีวิตามินซี แมงกานีส และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพจำนวนมาก ซึ่งช่วยในการขจัดคราบของต่อมไพเนียลและช่วยให้มีสภาพดี นอกจากนี้ ผลไม้ชนิดนี้ยังมีพลังสูงเนื่องจากมีเอ็นไซม์ที่ช่วยลดน้ำหนักและเร่งการเผาผลาญ เช่น โบรมีเลน
   2. - กล้วย:
   กล้วยเป็นผลไม้แห่งความสุข ความจริงก็คืออาหารนี้เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ แต่ในกรณีนี้ มันทำให้เรามีทริปโตเฟนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเซโรโทนินหรือฮอร์โมนแห่งความสุขในปริมาณมาก ในทางกลับกัน เซโรโทนินจะสร้างเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับการนอนหลับของเราอย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับเมื่อเราตื่นและเมื่อเราหลับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมลาโทนินมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับต่อมไพเนียล และตราบใดที่เรามีฮอร์โมนนี้ในระดับที่ดี ต่อมไพเนียลก็จะอยู่ในสภาพที่ดี กล้วยช่วยให้ต่อมไพเนียลคลายตัวได้ดีมาก นอกจากจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นในทุกๆ ด้านแล้ว ในทางกลับกันก็มีวิตามินบีจำนวนมากเช่นกัน
   3. - มะพร้าว:
   น้ำมะพร้าวหรือผลไม้นั้นยอดเยี่ยมในการขจัดต่อมไพเนียล เกิดอะไรขึ้นกับมะพร้าว ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นถั่ว ไม่ใช่ผลไม้ เนื่องจากน้ำที่นำมาให้เราได้รับน้ำในระดับลึก เราจึงสามารถทำให้ต่อมไพเนียลหลุดลอกได้ นี่เป็นเพราะ: ยิ่งเรามีน้ำมากเท่าไหร่ โอกาสที่ต่อมไพเนียลจะแห้งและกลายเป็นปูนก็จะน้อยลง น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมในการรักษาอิเล็กโทรไลต์และระดับน้ำในร่างกายให้อยู่ในสภาพที่ดี
   4. - อะโวคาโดและ/หรืออะโวคาโด:
   ประกอบด้วยไขมันที่จำเป็นและสำคัญมากสำหรับอาหารมังสวิรัติหรืออาหารที่มีพืชเป็นหลัก คุณอาจรู้เรื่องนี้แล้ว แต่คุณอาจไม่รู้มาก่อนว่าอะโวคาโดมีลูทีน ลูทีนช่วยให้ต่อมไพเนียลคลายตัวและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง นอกจากนี้ อะโวคาโดยังมีกรดโอเลอิกซึ่งเกี่ยวข้องอย่างมากกับการทำงานของสมองและเซลล์ประสาท เมื่อเรากินไขมันในปริมาณที่เหมาะสม จิตใจของเราจะเร็วขึ้นและเราสามารถคิดได้อย่างชัดเจน สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอะโวคาโดและกรดโอเลอิกทำให้เซลล์ประสาทของเราทำงานเร็วขึ้น
   5. - ต้นข้าวสาลีหรือผักใบเขียวที่มีไอโอดีนสูง:
   การบริโภคผักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลัดเซลล์ของต่อมไพเนียล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นผักใบเขียวหรือผักที่อุดมด้วยไอโอดีน ตัวอย่างเช่น ต้นข้าวสาลี คะน้าหรือผักโขม สิ่งที่เกิดขึ้นกับผักชนิดนี้ก็คือ เนื่องจากผักชนิดนี้มีไอโอดีนในปริมาณมาก จึงช่วยชะล้างโลหะหนักทั้งหมดที่อยู่ในร่างกายของเราได้ พวกมันล้างพิษอย่างล้ำลึกและกำจัดสิ่งเหล่านี้ซึ่งร่างกายมักสะสมอยู่ในต่อมไพเนียล ทำให้กลายเป็นปูนอย่างช้าๆ เนื่องจากสารพิษที่เราสัมผัสเข้าไป
   กล่าวโดยย่อ อาหารเหล่านี้คืออาหารที่ทรงพลังที่สุดที่คุณสามารถรวมไว้ในอาหารของคุณเพื่อทำให้ต่อมไพเนียลคลายตัวได้”

  ( บทความแปล Cr.Maria Quintana )

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566

กรรมฐานหลัก

หลักพื้นฐานที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้ปฏิบัติมากที่สุดก็คือ “ให้พิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ คือรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ ทั้งหยาบและเอียด ทั้งเลวและประณีต ทั้งที่มีในที่ใกล้หรือที่ไกล ทั้งของตัวเราเองและของผู้อื่น ทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคต ทั้งหมดทั้งสิ้น โดยเห็นความเป็นสิ่งไม่เที่ยง ต้องทนอยู่ และไม่ใช่ตัวตน”

จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรมแล้วยังจะเป็นการกำจัดอนุสัยของกิเลสให้ลดน้อยลงด้วย ซึ่งการปฏิบัติจะต้องพิจารณาดูจากร่างกายและจิตใจของเราเองจริงๆจึงจะได้ผล ไม่ใช่คิดคำนวณเอาหรือท่องตามตัวหนังสือ ซึ่งนั่นจะเป็นเพียงการท่องเหมือนนกแก้วนกขุนทองเท่านั้น

๑. ธาตุกรรมฐาน

อีกวิธีหนึ่งในการปฏิบัติอริยมรรคก็คือ “การพิจารณาทุกสิ่งโดยความเป็นธาตุ” คือให้พิจารณาทุกสิ่งโดยเฉพาะร่างกายและจิตใจของเรา ว่าเป็นเพียงธาตุมาปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น คือร่างกายก็มาจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลมปรุงแต่งขึ้นมาและอาศัยธาตุว่างตั้งอยู่ ส่วนจิตใจก็มาจากวิญญาณธาตุปรุงแต่งขึ้นมา จึงไม่มีตัวตนใดๆที่จะมาเป็นเราหรือของเราหรือของใครๆอย่างแท้จริงได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าทุกสิ่งเป็นเพียงกระแสการปรุงแต่งของธรรมชาติเท่านั้น ชีวิตจึงเหมือนมายา หรือเหมือนกับความฝันที่พอตื่นขึ้นมาทุกสิ่งในฝันก็จะหายไปหมดสิ้น 

๒. อสุภะกรรมฐาน

อีกวิธีหนึ่งในการปฏิบัติอริยมรรคก็คือ การพิจารณาถึงความไม่งามของร่างกาย ที่เรียกว่า อสุภะ โดยสมัยพุทธกาลนั้นภิกษุที่เจริญแนวทางนี้จะเข้าไปในป่าช้าอันเป็นที่ทิ้งศพของชาวบ้านในสมัยนั้น แล้วก็ไปยืนเพ่งพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆ เช่น ศพที่ขึ้นอืดพอง ศพที่ขึ้นเขียว หรือศพที่มีแต่กระดูก เป็นต้น โดยน้อมเข้ามาในร่างกายของตนเองและแม้ในของคนอื่นว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ ไม่พ้นไปได้ 

การเพ่งอสุภะนี้เป็นการกำจัดราคะ (ความติดอกติดใจ) ในเรื่องเพศโดยตรง คือถ้าเรามองเห็นเพศตรงข้ามเป็นสิ่งสวยงามเราก็จะเกิดราคะ แต่ถ้ามองเห็นเป็นสิ่งไม่สวยงามก็จะไม่เกิดราคะ วิธีนี้จึงเหมาะสมแก่ผู้ที่มีราคะจัด อีกทั้งการเพ่งซากศพจนเกิดเป็นนิมิตติดตาที่เรียกว่า อสุภะนิมิต และนำนิมิตนั้นมาเพ่งต่อไป ก็จะทำให้เกิดรูปฌานได้อีกด้วย

๓. อนุสติ ๑๐

การปฏิบัติง่ายๆสำหรับผู้ครองเรือนก็คือ การเจริญอนุสติ คือการตามระลึกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่จะใช้ระลึกก็ได้แก่

๑. พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าที่เป็นผู้สั่งสอนสัตว์ให้พ้นทุกข์ (พุทธคุณ ๙)

๒. ธรรมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมที่ปฏิบัติตามแล้วทำให้พ้นทุกข์ได้ (ธรรมคุณ ๙)

๓. สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ที่นำพระธรรมมาสอนแก่เรา (สังฆคุณ ๙)

๔. สีลานุสติ ระลึกถึงคุณของศีลที่ช่วยให้เรามีความปรกติสุข (และคุ้มครองเราไม่ให้ตกไปในอบายภูมิ)

๕. เทวตานุสติ ระลึกถึงธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา (คือหิริและโอตตัปปะ) ที่ช่วยคุมครองโลกให้มีความสงบสุข (เราก็ควรเอาอย่างท่านในการมีหิริและโอตตัปปะ)

๖. จาคานุสติ ระลึกถึงทานที่ตนได้เคยบริจาคไว้ (ทำทานเพื่อละความตระหนี่ในใจ และรู้ว่าทานที่ทำไว้ดีแล้ว จะเป็นเสบียงในการเดินทางในวัฏฏะ ไม่ต้องอดอยาก ยากจน)

๗. มรณานุสติ ระลึกถึงความตายที่จะต้องเกิดขึ้นแก่ตนอย่างแน่แท้ (ทำให้ไม่ประมาทในชีวิต รีบขวนขวายละอกุศล สร้างกุศล)

๘. อานาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้า-ออก (มีสติอยู่กับลมหายใจเข้า ออก อย่างต่อเนื่อง)

๙. กายคตาสติ ระลึกถึงอาการ ๓๒ ของร่างกาย มี ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง เป็นต้นเนื่องๆ (จะได้เห็นความจริงว่า ร่างกายนี้ไม่สวยงาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์อย่างไร เพื่อละคลายความยึดมั่นในตนบ้าง)

๑๐. อุปสมานุสติ ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ อันได้แก่ นิพพานว่าเป็นที่พักผ่อนของจิตวิญญาณอันดิ้นรน (เมื่อระลึกถึง.. จึงควรปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์๘ เพื่อเข้าถึงพระนิพพานในที่สุด)

๔. สัญญา - ความสำคัญมั่นหมาย

การเจริญอริยมรรคอีกแนวทางหนึ่งก็คือ
การเจริญสัญญา คือสัญญาหรือความจำสิ่งต่างๆได้ หรือความสำคัญมั่นหมายของเรานี้ปรกติมันจะเป็น สัญญาวิปลาส คือผิดเพี้ยนไม่ตรงกับความเป็นจริง อันเป็นเหตุให้เกิดอนุสัยของกิเลสขึ้นมา คือเรามักจะมีสัญญาว่าเที่ยง ว่าเป็นสุข ว่าเป็นตัวตนอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงต้องมาเจริญสัญญาใหม่ให้เป็นไปในทางที่จะไม่เกิดอนุสัยของกิเลส แต่จะเกิดความเคยชินของปัญญาหรือของอริยมรรคขึ้นมาแทน ซึ่งสัญญาที่ควรเจริญก็ได้แก่

๑. อนิจจสัญญา ความกำหนดหมาย ว่าไม่เที่ยง (ในขันธ์ทั้ง ๕)

๒. อนัตตสัญญา ความกำหนดหมาย ว่าไม่ใช่ตัวตน (ในอายตนะทั้งในและนอก)

๓. อสุภสัญญา ความกำหนดหมาย ว่าไม่งาม น่าเกลียด (ในอวัยวะต่างๆของร่างกาย)

๔. อาทีนวสัญญา ความกำหนดหมาย ว่าเป็นโทษ (จากโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ในร่างกายของเรา)

๕. ปหานสัญญา ความกำหนดหมาย ในการละ (อกุศลวิตก ๓)

๖. วิราคสัญญา ความกำหนดหมาย ในธรรมอันปราศจากราคะ (ความสงบเย็นของนิพพาน)

๗. นิโรธสัญญา ความกำหนดหมาย ในธรรมเป็นที่ดับ (ดับสนิทเพราะคืนกิเลส)

๘. สัพพโลเกอนภิรติสัญญา ความกำหนดหมาย ในความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง (คือในกามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ)

๙. สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา ความกำหนดหมาย ว่าไม่เที่ยงในสังขารทุกกลุ่ม (ทั้งภายในและภายนอก)

๑๐. อาหาเรปฏิกูลสัญญา ความกำหนดหมาย ในความสกปรกน่าเกลียดของอาหารที่กินเข้าไปจนกระทั่งถ่ายออกมา

๑๑. อนิจเจทุกขสัญญา ความกำหนดหมาย ในความทุกข์จากความไม่เที่ยง

๑๒. ทุกขนัตตสัญญา ความกำหนดหมาย ในความเป็นอนัตตาแห่งทุกข์ทั้งปวง

๑๓. อัฏฐิกสัญญา ความกำหนดหมาย ในศพที่มีแต่กระดูก

๑๔. ปุฬวกสัญญา ความกำหนดหมาย ในศพที่มีแต่หนอน

๑๕. วนีลกสัญญา ความกำหนดหมาย ในศพที่ขึ้นเขียว

๑๖. อุทธุมกสัญญา ความกำหนดหมาย ในศพที่ขึ้นพอง

๑๗. มรณสัญญา ความกำหนดหมาย ในความตายที่จักมีแก่ตนเป็นแน่แท้

การเจริญสัญญานี้ก็เหมือนกับการเจริญอนุสติ คือให้หมั่นพิจารณาอยู่เสมอๆไม่ว่าจะทำกิจวัตรใดอยู่ หรือต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายตลอดทั้งวันจนกระทั่งหลับ พอตื่นขึ้นก็รีบทำต่อทันที คือทำให้เกิดเป็นความเคยชินยิ่งกว่าความเคยชินตามธรรมดา เพื่อให้กระทุ้งเข้าไปถึงจิตใต้สำนึก หรือเปลี่ยนจิตใต้สำนึกให้ฉลาดหรือมีปัญญามากขึ้น คือทำให้มีสัญญาว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนมากยิ่งขึ้น ซึ่งผลโดยตรงของการเจริญสัญญาต่างๆก็ได้แก่

อสุภสัญญาเป็นเครื่องทำจิตให้หวนกลับ งอกลับ ถอยกลับ ไม่ยื่นเข้าไปดื่มด่ำอยู่ในเมถุนธรรม (การร่วมเพศ) แต่มีความวางเฉยหรือมีความรู้สึกปฏิกูล (สกปรกน่าเกลียด) ดำรงอยู่ในจิต

มรณสัญญาเป็นเครื่องทำจิตให้หวนกลับ งอกลับ ถอยกลับ จากความยินดีในชีวิต จะได้ไม่ประมาท

อาหาเรปฏิกูลสัญญาเป็นเครื่องทำให้จิตถอยกลับจากตัณหาในรสของอาหารทั้งหลาย

สัพพโลเกอนภิรติสัญญาเป็นเครื่องทำจิตให้ถอยกลับจากความเป็นจิตที่ติดอยู่ในโลก

อนิจจสัญญาเป็นเครื่องทำจิตให้ถอยกลับจากลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ

อนิจเจทุกขสัญญา เมื่อเจริญอยู่เป็นอันมาก สัญญาว่าความน่ากลัวอันแรงกล้าย่อมปรากฏขึ้น ในความไม่ขยัน ในความเกียจคร้าน ในความทอดทิ้งการงาน ความประมาท ความไม่ประกอบความเพียร และความสะเพร่า เปรียบเหมือนมีเพชฆาตเงื้อดาบอยู่ตรงหน้า

ทุกขนัตตสัญญาอันเป็นเครื่องทำให้จิตถอยกลับจากมานะว่าตน ทั้งในกายอันประกอบด้วยวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหลายภายนอกด้วย

#ทานแบ่งออกเป็น_๒อย่าง

สรุปในเรื่องของทานก็คือ ทานแปลว่าการให้นั้นมีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน

๑. #อามิสทาน ได้แก่ การให้วัตถุ จะเป็นเงินหรือวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องบริโภคก็ตาม

๒. #ธรรมทาน มี ๒ ประเภท ประเภทแรกในที่นี้ได้แก่ การบอกธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร
บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ชี้เหตุผลให้รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว

และธรรมทานอีกส่วนหนึ่ง ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า สำคัญที่สุดจัดว่า #เป็นปรมัตทาน คือเป็นทานที่ไม่ต้องลงทุน ก็ได้แก่ #อภัยทาน 

ทานทั้งสองอย่างกล่าวคือ อามิสทานกับอภัยทานนี้มีผลต่างกัน อามิสทานนั้นให้ผลอย่างสูงก็แค่กามาวจรสวรรค์ แต่สำหรับ #ธรรมทาน กล่าวคือให้ธรรมเป็นทานก็ดี ให้ #อภัยทานก็ดี ทานทั้งสองประการนี้ เป็นปัจจัยแห่งนิพพาน พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ใครเป็นผู้มีอภัยทานประจำใจ คนนั้นก็เป็นผู้เข้าถึงปรมัตถบารมีแล้ว คำว่า #ปรมัตถบารมีนี้เป็นบารมีสูงสุด เป็นบารมีที่จะทำให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน...

โอวาทธรรม หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
จากหนังสือ ธรรมสัญจร เล่ม ๓ หน้า ๒๖ - ๒๗