วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565

ราหูเป็นพระอริยเจ้าขั้นสกิทาคามี

⚜️"ราหูเป็นพระอริยเจ้าขั้นสกิทาคามี"⚜️
🙏เห็นยักษ์ตนหนึ่งมีครึ่งตัว เขี้ยวใหญ่ยาวปากใหญ่ มองแล้วเหมือนราหูอมจันทร์ เมื่อเห็นก็คิดว่าเจอยักษ์ปลอมอีกแล้ว เมื่อมองไปอีกครั้งหนึ่งปรากฏว่าภาพยักษ์หายไป กลายเป็นเทวดาสูงโปร่ง เครื่องประดับเต็มตัวสวยงามมาก จึงถามท่านว่า เมื่อกี้ยักษ์อะไร

😊ท่านบอกว่า "ยักษ์ราหู"

🙏ถามท่านว่า เขาเขียนไว้ว่า ราหูตัวใหญ่มากหรือ 

😊ท่านบอกว่า #ถ้ามนุษย์เห็นเทวดาตามความจริง #ก็ใหญ่เหมือนกับทุกองค์ สำหรับผมก็ใหญ่เท่าเทวดาธรรมดา #แต่ไม่มีเทวดาองค์ไหนใหญ่เท่าท่านพ่อคือพระอินทร์ 

🙏ถามท่านว่า #เคยอมจันทร์ไหม 

😊ท่านหัวเราะแล้วบอกว่า #ผมไม่รู้จะอมก้อนดินไปทำไม 

🙏ถามท่านว่า ฉันจะเรียกชื่อแทนท่านว่าอย่างไรจึงควร 

😊ท่านบอกว่าเรียกว่า พี่ ก็แล้วกัน

เป็นอันรู้กันว่าควรเรียกกันว่า พี่ 

🙏ถามท่านว่า ท่านปรากฏตัวเพื่ออะไร 

😊ท่านบอกว่า #น้องมีงานหนักร่างกายก็ไม่ดี #จึงจะมาช่วยงานเพื่อเสริมบารมีเพื่อพระนิพพาน 

🙏ถามท่านว่า ท่านจะช่วยอย่างไร

😊ท่านบอกว่า #ช่วยทุกอย่างตามความสามารถ #แต่คงช่วยแบบราหูเทวดาไม่ใช่ราหูยักษ์ 

🙏ถามท่านว่า #เมื่อฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าแล้วท่านบรรลุอะไร 

😊ท่านบอกว่า #ท่านเป็นพระโสดาบันเวลานี้เป็นสกิทาคามีผล 

🙏คุยกันเพียงเท่านี้แล้วท่านก็บอกว่า หลับเถอะก็เลยหลับไป ตื่น 3.00 น. หลับต่อมาตื่นเอา 5.30 น.

🖋️📚 หนังสืออ่านเล่น เล่ม 2 หน้า 61-62 
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2565

ว่าด้วยเรื่องนิมิต ดูลม ดูจิต และไตรลักษณ์

"ว่าด้วยเรื่องนิมิต ดูลม ดูจิต และไตรลักษณ์"
นั่งวิปัสสนาแล้วฟุ้งซ่าน
ถาม : ถ้าเรานั่งวิปัสสนาแล้วฟุ้งซ่านไป จะต้องกลับมาดูลมหายใจหรือเราจะรู้ไปกับสิ่งที่เราฟุ้งซ่าน

ตอบ : หลักที่ท่านอธิบายไว้ในวิปัสสนาในสมถกรรมฐาน เขาบอกว่าเริ่มต้นก็พยายามทำจิตให้สงบ แต่ภาคปฏิบัติหลวงพ่อชาท่านแนะนำว่า มันสงบก็เอา ไม่สงบก็เอาถ้าจิตถอนออกจากความสงบ ถ้าฟุ้งซ่าน ก็ให้รู้ว่าจิตนั้นมันไม่เที่ยง ให้มาดูความไม่เที่ยง ดูความฟุ้งซ่านมันก็ไม่เที่ยงอีก เดี๋ยวมันก็ไปอันโน้น เดี๋ยวมันก็ไปอันนี้ ให้เอาหลักธรรมะในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาพิจารณา สภาวะจิตและสภาวะสังขารร่างกายตามความเป็นจริง มันจะอยู่ด้วยการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อีกอย่างก็คือให้เห็นอาการหยาบ ๆ อิริยาบททั้งสี่ เดี๋ยวยืน เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวนอน มันก็สับเปลี่ยนตลอด ถ้าฟุ้งซ่านเราตามไปดูแต่อย่าไปหลงมันอีก แล้วถอนมากำหนดดูลมหายใจเข้าออก ๆ จนกระทั่งจิตเราชำนาญ

         
        การปฏิบัตินี่ก่อนที่จะลุล่วงไป ท่านบอกว่ามีอุปสรรคใหญ่คือนิวรณ์ห้า กามฉันทะ ความใคร่ในกาม ติดรูป เสียง กลิ่น รส ต่อไปก็พยาบาท เคยทำอะไรไว้ถ้าจิตสงบมันจะผุดมาหมด เรียกว่าวิบาก คืออารมณ์จากวิบากกรรม ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านก็ให้ดูระยะหนึ่งแล้วตัดทิ้งไป หรือหาอุบาย เช่นใช้พรหมวิหารสี่ อย่างองคุลีมาลท่านมานั่งสมาธิจิตสงบนิดหน่อยก็มีนิมิตมา คือภาพที่ติดอยู่ในจิตที่ท่านถือดาบวิ่งไล่ฆ่าตัดนิ้วมือคนทั้งหลาย รูป วิญญาณต่างๆ มาปรากฏ จิตก็สะดุด สมาธิก็หาย พระพุทธเจ้าท่านก็ให้แผ่เมตตา

       ฉะนั้นคือให้ตามดู ให้รู้ว่ามันเป็นอะไรแต่อย่าไปยึด คิดง่ายๆว่ามันเป็นเพียงภาพเหมือนกับเปิดโทรทัศน์เห็นภาพหยาบบ้างละเอียดบ้าง นั่นคือจิตของเรา คือจิตหยาบจิตละเอียด มันแสดงให้เห็น ถ้าจิตหยาบเคยโมโหโทโสมันจะมีนิมิตประเภทงูร้าย หรือเสือ หรือยักษ์ ถ้าจิตเราเคยสร้างเมตตากรุณาก็อาจเห็นเป็นเทวดา เป็นจิตอย่างเดียว ไม่มีอะไร ดังนั้นให้ดูๆ แล้วให้ถอยมา ให้ปลงว่าอนิจจังมันไม่เที่ยง หลวงพ่อชาท่านสอนว่าอย่าลืมอนิจจังอย่างเดียวนี่

 

พระครูนิมิตวิริยานุกูล (สุบิน อุตฺตโม)
วัดป่าบ้านหนองแวง ศรีสะเกษ
สาขาวัดหนองป่าพงที่ 12
ตอบตามธรรม เล่ม 1

#ลมหายใจพุทโธ #ลมหายใจไม่เที่ยง

คนใจรั่ว

ชีวิต เป็นของลึกลับซับซ้อน ยากที่ผู้เป็นเจ้าของจะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง มนุษย์เราจึงไม่สามารถนำชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควรได้ง่าย ๆ บางคนได้รับการศึกษาสูง มีความรู้ดี แต่ก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตไปอย่างมีความสุขได้ เพราะเขารู้แต่เรื่องภายนอก ไม่รู้สภาพอันวุ่นวายภายในตัวเอง ความรู้ที่เพียรเล่าเรียนศึกษามา แทนที่จะเป็นเครื่องนำทางไปสู่ความสุข จึงกลับเป็นเครื่องสังหารตัวเอง
.
คนเราสังหารตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ คือ ปล่อยให้ใจรั่ว ใจที่รั่วก็เปรียบเหมือนภาชนะที่รั่ว เก็บน้ำไม่อยู่ มีแต่จะไหลซึมออกหมด แม้แต่ล้อรถที่รั่ว ก็กลายเป็นของไร้ค่า ถ้าเราไม่ปะรอยรั่วนั้นให้อยู่ก่อน ของที่รั่วจึงสังหารตัวมันเอง โดยทำให้คุณค่าและราคาน้อยลง ใจที่รั่วก็ย่อมสังหารผู้เป็นเจ้าของเอง เพราะใจรั่วเก็บความดีไว้ไม่ได้ หักห้ามไม่อยู่ กระเสือกกระสนเข้าหาความชั่วตลอดเวลา หากเราปล่อยให้รั่วนาน ๆ โดยไม่รีบเยียวยาเสียแต่แรก ใจก็จะแตก คนใจแตกเป็นดังที่พวกเราเห็นกันอยู่แล้ว เราย่อมทราบดีว่าเขามีสภาพอย่างไร ไม่มีใครอยากเป็นคนใจแตก ด้วยเหตุนี้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนไว้ว่า นิสมฺม กรณํ เสยฺโย ถอดความเป็นภาษาไทยว่า การใคร่ครวญก่อนแล้วจึงลงมือทำ (อะไร ๆ ก็ตาม) เป็นสิ่งประเสริฐ เพราะการใคร่ครวญว่าดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควรนั้น เป็นทางป้องกันไม่ให้ใจรั่ว
.
ชีวิตคนเราเปรียบเหมือนรถ มีเบรก มีพวงมาลัย และมีคันเร่ง คันเร่งเป็นตัวนำชีวิตให้พุ่งไปข้างหน้า ไม่เกียจคร้านงอมืองอเท้า ให้มีความมานะอดทนขยันในการหาเลี้ยงชีพ คือมีฉันทะ ความพอใจในงานที่กระทำ วิริยะ ความเพียรพยายามทำงานนั้นให้สำเร็จ จิตตะ รู้จักคิดไตร่ตรองกับงานที่กระทำอยู่ วิมังสา รู้จักแก้ปัญหาด้วยปัญญารอบคอบ เบรก เป็นตัวคอยยับยั้งเมื่อจะมีความชั่วเกิดขึ้น เช่นอย่างเมื่อเราหาทรัพย์สินมาได้ แล้วหากใจคิดอยากจะไปเล่นการพนัน ไปเที่ยวกลางคืน ก็ให้มีสติคอยยับยั้งไม่ให้ทำอย่างนั้น เพราะเป็นอบายมุขทางแห่งความเสื่อม พวงมาลัย เป็นตัวคอยนำไปในทางที่ถูก เช่น นำไปคบบัณฑิตแทนไปคบพาล นำไปทำบุญทำกุศลแทนไปเที่ยวโรงหนังโรงละคร นำไปเข้าห้องเรียนแทนไปจับกลุ่มนั่งคุยตามใต้ต้นไม้ อย่างนี้เป็นต้น
.
ผู้ประสงค์ความสุขจึงควรรู้จักตัวเอง รู้ว่าภายในตัวเองมีอำนาจลึกลับอะไรบ้าง ที่จะคอยชักจูงชักนำเราไปในทางเสื่อมเสีย และจะแก้อำนาจลึกลับนี้ด้วยอาวุธชนิดใด ผู้ที่รู้จักตัวเองดี ย่อมได้เปรียบผู้ที่ไม่รู้ เพราะเขาจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุข
.
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
คัดจากหนังสือ ธัมมะคู่แข่งขันฯ

ความอิสระจากทุกข์ หรือจบสิ้นทุกอย่าง

#ผู้ปฏิบัติธรรมจะได้ไม่คุ้มเสีย
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
ผู้ปฏิบัติธรรมจะเป็นคน "ใช้ชีวิตไปวันๆ"
ผู้ปฏิบัติธรรมจะเป็นคน "ไม่มีอนาคต"
ผู้ปฏิบัติธรรมจะเป็นคน "สิ้นคิด"
ผู้ปฏิบัติธรรมจะเป็นคน "ขี้แพ้"
ผู้ปฏิบัติธรรมจะเป็นคน "ทำลายตัวเอง"
ผู้ปฏิบัติธรรมจะเป็นคน "ไม่มีโชค"
ผู้ปฏิบัติธรรมจะเป็นคน "ไม่เหลืออะไร"

ไม่เอาความผิดพลาดในอดีตมาซ้ำเติมชีวิต..
ไม่เอาความเพ้อฝันในอนาคตมาหวาดกลัว..
ชื่อว่า "ใช้ชีวิตไปวันๆ"

ไม่วาดฝันจินตนาการไปในอนาคต
มีสติตามรู้..อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน..
ชื่อว่า "ไม่มีอนาคต"

ไม่ใช้ชีวิตอยู่ในความคิดปรุงแต่ง
มีสติ "เห็นความคิด" ที่เกิดดับในจิตจนรู้เท่าทัน..
ชื่อว่า "สิ้นคิด"

ใช้ชีวิตโดยไม่ขัดแย้งกับความเป็นจริงของโลก..
ยอมพ่ายแพ้แก่ผู้อื่น..เพื่อชนะกิเลสตน
ชื่อว่า "ขี้แพ้"

ใช้ชีวิตโดยไม่เอาอัตตาเป็นจุดศูนย์กลางโลก
ลดมานะ..ละทิฏฐิ..กำจัดความหลงผิดติดยึด
ชื่อว่า "ทำลายตัวเอง"

สร้างเหตุที่ดีเพื่อกำหนดชะตาชีวิตตนเอง
ไม่หวังผลดลบันดาลพึ่งโชคดวงที่ลวงคนเขลา
ชื่อว่า "ไม่มีโชค"

ใช้ชีวิตโดยรู้เท่าทันความไม่มั่นคงของชีวิต
ไม่จับยึดสิ่งใดว่าเป็นตัวเรา..ของเรา
ชื่อว่า "ไม่เหลืออะไร"

การปฏิบัติธรรมมีแต่จะเสีย..จนหมดตัว
เราจะเสียในทุกๆสิ่ง..จนไม่มีอะไรจะเสีย
สุดท้ายเราจะได้กลับมาเพียงสิ่งเดียว..
นั่นคือ "ความอิสระจากทุกข์"

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

คำสอนสุดท้ายก่อนพระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ตอนมา : เจ้ามาคนเดียว
ตอนไป : เจ้าก็ไปคนเดียว
ตอนมา : เจ้าอ่อนแอ
ตอนไป : เจ้าก็อ่อนแอ
ตอนมา : เจ้าไม่มีเงินทองข้าวของมากมาย
ตอนไป : เจ้าก็ไม่มีเงินทองข้าวของอะไรเลย
ตอนเจ้าอาบน้ำครั้งแรก มีคนอาบให้เจ้า
ตอนเจ้าอาบน้ำครั้งสุดท้าย ก็มีคนอาบให้เจ้า
นี่คือ ความจริงของชีวิต !!!

💥แล้วทำไมมนุษย์เราจึงมีเต็มไปด้วย
ความอาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยา
เกลียดชัง ขุ่นเคือง หยิ่งทะนง โลภ
และเห็นแก่ตัวมากมาย ขนาดนั้นไปทำไมกัน
เพราะตอนที่เราต้องจากไป
เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
มีแต่บุญและบาปเท่านั้น ที่จะติดตัวเจ้าไปสู่ภพใหม่

🙏คำสอนสุดท้ายก่อนพระพุทธองค์
จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน

🙏พระองค์ตรัสสอนไว้ว่า "จงอย่าประมาท"
1. อย่าประมาทในชีวิตว่าจะยืนยาว
2. อย่าประมาทในวัยว่ายังหนุ่มยังสาว
3. อย่าประมาทในสุขภาพว่ายังแกร่งกร้าว
4. อย่าประมาทในเวลาว่ายังเหลือมากเกินจะกล่าว
5. อย่าประมาทในธรรมะและบุญกุศลว่า
    "เอาไว้ก่อน วันหลังค่อยทำ"

......ใครก็ตามที่ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
คนคนนั้นได้ชื่อว่า เป็นผู้ใช้ชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด
ส่วนใครก็ตามที่ประมาท พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เป็นคนที่ตายไปแล้วครึ่งตัว

💥คำถามสำคัญที่สุด
ที่เราจะถามตัวเองก่อนจากโลกนี้ไป
ก็คือ ท่านได้เตรียมตัวให้พร้อม
ต่อการจากลาโลกนี้ไปแล้วหรือยัง ?

💥มาตัวเปล่าแล้ว ก็ไปตัวเปล่า
ตายแล้ว เอาอะไรไปไม่ได้เลย
ตายแล้วไปไหน คนเราเกิดมาทำไม
จงอย่าประมาทในการใช้ชีวิตเลย

#คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า

  อิติปิโส​ วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง​ พุทธะปิติอิ

  * หลวงพ่อได้เล่าถึงความเป็นมาและวิธีใช้คาถาบทนี้ไว้ดังนี้
   สมัยหนึ่ง มีคนเขามาหาท่านแล้วเขาส่งหนังสือมาให้ เวลานั้นเป็นเวลาค่ำท่านบอกว่า เวลาค่ำอย่างนี้อ่านหนังสือไม่ออก จะต้องจุดไฟ แล้วก็ใช้แสงไฟส่องอ่าน​ พอตกเวลากลางคืน ก็ปรากฏว่าเวลาที่ท่านเจริญพระกรรมฐาน ก็ใช้กำลังของอภิญญาหกส่งจิต โดยใช้มโนมยิทธิไม่ใช่ใช้อภิญญาใหญ่ ขึ้นไปนมัสการสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา ที่จุฬามณีเจดีย์สถาน​ เมื่อไปถึงก็กราบองค์สมเด็จพระพิชิตมาร พอเงยหน้าขึ้น
   *องค์สมเด็จพระชินศรีก็ตรัสว่า
ตามธรรมดาพระนี่ถึงไม่มีแสงไฟ ก็ควรจะอ่านหนังสือออก ท่านก็ถามว่าทำอย่างไรจึงจะอ่านออกพระพุทธเจ้าข้า
   * สมเด็จท่านตรัสว่า ทิพจักขุญาณของเธอมีแล้ว​ แต่อาศัยที่เป็นผู้ปรารถนาพุทธภูมิมาเดิม ทิพจักขุญาณจึงไม่แจ่มใสเหมือนพระอริยเจ้า

   ฉะนั้นเพื่อจะให้ความแจ่มใสเกิดขึ้นเห็นภาพชัด ควรปฏิบัติแบบนี้ ควรใช้คาถานี้ ไปภาวนาจนกว่าจะเป็นฌานสมาบัติ

  #คาถาก็คือคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่าคาถาว่าดังนี้
  #อิติปิโส #วิเสเสอิ #อิเสเส #พุทธะนาเมอิ #อิเมนา #พุทธะตังโสอิ #อิโสตังพุทธะปิติอิ​

  * สมเด็จตรัสว่า คาถานี้ถ้าไปเรียนและภาวนาทำให้เป็นฌานนิมิตต่างๆ จะแจ่มใส คนที่ตาไม่ดีก็อ่านหนังสือออกได้หรือว่าเวลามืดๆ ก็สามารถจะมองเห็นหนังสือมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามประสงค์ถ้าใช้คาถานี้เป็น ฌานท่าน​ย้ำมาว่ามืดๆ ก็อ่านหนังสือออก ท่านก็มาทำมาทำได้ไม่นานทำเพียงครู่เดียวจิตเข้าถึงฌานสี่ ทรงฌานสี่สบายๆ ก็เลยว่ากันถึงฌานแปด ถึงฌานแปดสบายก็หลบลงมาถึงฌานสี่ในรูปฌาน ทำไปทำมาก็ลองหลับตาอ่านหนังสือก็เห็นอ่านออก​ แต่วิธีนี้จะใช้ทั่วๆไปไม่ได้เอาไว้ใช้แต่เมื่อมันจำเป็น จำเป็นจริงๆ ไม่ต้องหยิบหนังสือมา เป็นแต่เพียงนึกว่าจะอ่านหนังสือมันก็มีความเข้าใจว่าหนังสือฉบับนั้นเขาว่าอย่างไร
หลวงพ่อบอกว่า "ใครอ่านแล้วเอาไป ทำได้จงอย่าทำตนเป็นคนวิเศษ​ เวลาอ่านหนังสือต่อหน้าคนมันอ่านไม่ออก จริงๆ ก็ใช้ไฟใช้แว่นส่อง ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ก็เอาจิตดับจากภาพหนังสือนั้นเสีย
ใช้ใจอย่างเดียวก็จะอ่านหนังสือออก"

 ⚜ #พระพุทธคาถา

  #สัมมาสัมพุทธัสสะ #พระอะระหังพุทโธนะโมพุทธายะ

  ท่านให้บูชาพระคือสวดมนต์ทุกคืนๆ ละ ๗ จบ​ หลวงพ่อบันทึกไว้ในสมุดบันทึกของท่านว่าดังนี้
ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นำมามอบให้วันที่ ๒๑ สิงหาคม​ ๒๕๐๙ เวลา ๙ น. ณ สำนักพระยายม ท่านพระยายมบอกให้ทราบว่าท้าวมหาราชทั้ง ๔ จะมาคุยด้วย แล้วท้าวมหาราชาทั้ง ๔ ก็มา #ท่านท้าวธตรฐมาก่อนแล้วท้าววิุฬหก #ท้าววิรูปักษ์ และ #ท้าวเวสสุวัณมาตามลำดับ ท่านเอาคาถามาให้ดูบอกว่า #พระอินทร์ให้นำมาถวาย โดยกล่าวว่า #พระอินทร์รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอามาให้ #ท่านว่าคณะท่านทั้ง ๔ #และเทวดาจะตามรักษาคาถานี้ให้เป็นไปตามนั้น อานุภาพคาถามีดังนี้

 🔹️๑.​ ศัตรูจะพินาศไปเองเมื่อคิดประทุษร้าย
 🔹️๒. จะเกิดผลในด้านมงคลทุกประการตามที่ปรารถนา
 🔹️๓. จะสามารถเห็นได้แจ่มแจ้งด้วยญาณ เห็นได้ชัดเจนทุกประการ และทุกขณะที่ประสงค์จะเห็น
 🔹️๔. เป่าให้ศิษย์ผู้เรียนทิพจักขุญาณ และเรียนไปปรโลกได้ มีญาณเครื่องเห็นแจ่มใส

🙏คำสอนหลวงพ่อ​พระราช​พรหมยาน​ วัดจันทาราม(ท่าซุง)​ ต.น้ำซึม​ อ.เมือง​ จ.อุทัยธานี
📖หนังสือ​คำ​สอน​หลวงพ่อ​วัดท่าซุง​ ๔๘​ หน้าที่​ ๒​ (สมบัติพ่อให้)

#วัดสี่แยกเจริญพร

พระอริยสงฆ์หลายองค์กล่าวถึงหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

หลวงปู่ดาบส สุมโณ พูดถึงหลวงพ่อฤๅษีฯ ว่า "พระคุณเจ้าองค์นั้นเป็นอรหันต์องค์เอกองค์หนึ่งของโลก ในปลายศาสนา ๕๐๐๐ ปี จะหาใครสอนเสมอเหมือนพระคุณท่านหาไม่ได้แล้ว พระคุณท่านองค์นั้นสอนได้คล้ายพระพุทธเจ้าสอน เพราะท่านปรารถนาพระโพธิญาณ ถ้าท่านไม่ลาพุทธภูมิหักใจเป็นพระอรหันตสาวกเสียก่อน ท่านเทศน์คราวไร เรา..พวกเรานี้ที่บำเพ็ญบารมีตามท่านมา ก็จะฟังเทศน์จากท่านเพียงครั้งเดียวก็จะเป็นพระอรหันต์ตามได้ จำไว้นะ ! กลับไปฟังคำสอนของพระคุณท่าน ฟังเทปของท่าน ดูวีดีโอของท่าน ให้ส่งจิตคิดตามเสียงท่านประหนึ่งว่าเป็นเสียง ในใจเรา ก็อาจจะบรรลุมรรคผลได้ตามที่ตัดสินใจ ตามเสียงนั้นเฉพาะหน้า เหมือนฟังจากพระพุทธเจ้านั่นแหละ องค์นี้หาใครสอนได้เสมือนท่านยากนักหนาแล้ว" 

ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินธโรมหาเถระ) วัดสามพระยา ปรารภกับหลวงพี่ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ เจ้าอาวาส วัดท่าซุงว่า " คำสอนของท่านเจ้าคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี) ใช้เป็นตำราได้ทั้งหมดนะ " 

พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร มหาเถระ) บอกว่า "หลวงพ่อมหาวีระ(หลวงพ่อฤาษี) ท่านเป็นโลกวิทู แจ้งทั้งโลก แจ้งทั้งธรรม" 

หลวงปู่บุดดา ถาวโร ยังปรารภถึงหลวงพ่อว่า " หลวงปู่น่ะเหมือนหิ่งห้อย หลวงพ่อมหาวีระ(หลวงพ่อฤาษี) นั้นเหมือนพระอาทิตย์" 

ครูบาคำแสนเล็ก ท่านบอกว่า “หลวงปู่ บวชมา 60 กว่าพรรษา เข้านี่แล้วยังไม่เคยพบพระองค์ไหนเหมือนหลวงพ่อ(หลวงพ่อฤาษี) ” 

หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒ ในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร กำลังสนทนาธรรมกันที่วัดป่าดอนมูล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนกำลังรับฟังธรรม จากพระเดชพระคุณท่านฯ ทั้งสองอยู่ หลวงปู่ชุ่มก็หันหน้ามา บอกผู้เขียนว่า “ท่านบุญรัตน์ ให้ไปกราบหลวงพ่อใหญ่ วัดท่าซุงหน่อย ท่านเป็นพระทอง หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ท่านเปี่ยมด้วย เมตตาบารมี ใครได้กราบไหว้ก็เป็นบุญกุศลใหญ่นัก” หลวงปู่คำแสนซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ก็กล่าวเสริมขึ้นว่า “เออ ดีมาก หลวงพ่อวัดท่าซุงเป็นผู้ประกอบไปด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่ง เหมือนกับครูบาศรีวิชัย หาที่ไหนไม่ได้แล้ว” ผู้เขียนได้รับฟังหลวงปู่ทั้งสององค์บอกกล่าว ดังนั้น ก็ก้มกราบเท้าทั้งสองหลวงปู่ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ จนน้ำตาไหล หลวงปู่ชุ่มบอกว่า “พระเดชพระคุณหลวงพ่อวีระ วัดท่าซุงนี่ท่านเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงมาก บารมีสูง ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่าน ท่านจะไม่มาอีกแล้ว จะเข้าสู่พระนิพพาน เพราะฉะนั้นท่าน จึงสั่งสอนให้ลูกหลานและศิษย์ท่านปฏิบัติให้เข้าถึง พระนิพพานกันหมด” หลวงปู่ชุ่มบอกกับผู้เขียนว่า “ขอให้ท่านจงได้ปฏิบัติติดตามคำสอนของพระเดชพระคุณ หลวงพ่อเถอะ จะได้ถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้” ผู้เขียนก็น้อมรับว่า “สาธุ” ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนก็ได้มีโอกาส ได้ไปกราบเท้าพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อฯ อีกหลายครั้ง.

***************************
น้อมกราบแทบเท้าหลวงพ่อฤาษีลิงดำ