วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร แนะนำหลักในการนั่งสมาธิ


จะแนะนำหลักในการนั่งสมาธิ ของท่านผู้ที่มาใหม่ยังไม่เคยทำ พอให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

๑. ให้ตั้งใจว่าเรื่องราวอะไรทั้งหมด เราจะไม่เก็บมาคิดนึก จะนึกถึงแต่พุทธคุณอย่างเดียว คือ "พุทโธ"

๒. ตั้งสติกำหนดนึถึงลมหายใจเข้าว่า พุท ออกว่า โธ  หรือจะนึก พุทโธๆ  อยู่ที่ใจอย่างเดียวก็ได้

๓. ทำจิตให้นิ่ง แล้วทิ้งคำภาวนา "พุทโธ" เสีย ให้สังเกตแต่ลมที่หายใจเข้าออกอย่างเดียว เหมือนกับเรายืนเฝ้าดูวัวของเราอยู่ที่หน้าประตูคอก ว่าวัวที่เดินเข้าไปและออกมานั้น มันเป็นวัวสีอะไร สีดำ แดง ขาว ด่าง วัวแก่หรือวัวหนุ่ม  เป็นลูกวัวหรือวัวกลางๆ แต่อย่าไปเดินตามวััวเข้าไปด้วย เพราะมันจะเตะขาแข้งหักหรือขวิดตาย ให้ยืนดูอยู่ตรงหน้าประตูแห่งเดียว หมายความว่า ให้จิตตั้งนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเคลื่อนไหวไปกับลม

ที่ว่าให้สังเกตลักษณะของวัวก็คือให้รู้จักสังเกตว่า ลมเข้าสั้นออกสั้นดี หรือลมเข้ายาวออกยาวดี ลมเข้ายาวออกสั้นดี หรือลมเข้าสั้นออกยาวดี ให้รู้ลักษณะของลมว่าอย่างไหนเป็นที่สบาย ก็ทำไปอย่างนั้นเรื่อยไป

ต้องทำให้ได้อย่างนี้ทั้ง ๓ เปราะ คือ เปราะแรกภาวนา พุทโธๆ ตั้งใจนึกด้วยสติหรือด้วยใจ เปราะที่สอง ให้สติอยู่กับลมเข้า พุท ลมออก โธ  ไม่ลืมไม่เผลอ และเปราะที่สาม จิตนิ่ง ทั้ง พุทโธ เสีย สังเกตแต่ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว

๔. เมื่อทำได้เช่นนี้ ใจของเราจะนิ่ง ลมก็นิ่งเหมือนกับขันน้ำที่ลอยอยู่ในโอ่ง น้ำก็นิ่งขันก็นิ่ง เพราะไม่มีใครไปกด ไปเอียง ไปกระแทกมัน ขันนั้นก็จะลอยเฉยเป็นปกติอยู่บนพื้นน้ำ เหมือนกับเราขึ้นไปนั่งอยู่บนยอดเขาสูงๆ หรือขึ้นไปลอยอยู่เหนิือเมฆ ใจของเราก็จะได้รับแต่ความสุขเยือกเย็น นี้ท่านเรียกว่าเป็น มหากุศล คือเป็น ยอด แก่น หรือรากเง่า ของกุศลทั้งหลาย

เมื่อดวงจิตของเราสงบ บุญต่างๆ ก็จะไหลเข้ามารวมอยู่ในดวงจิตของเรา คือความดีแล้วความดีในดวงจิตนั้นก็จะขยายตัวออกมาครอบทางกาย กายของเราก็จะหมดจากบาป ออกมาครอบทางวาจา ปากของเราก็จะหมดจากบาป ทางกายกรรมคือตาที่เราเคยสร้างบาปมา ทางหูที่เราเคยสร้างบาปมา และมือที่เราเคยสร้างบาปมา ฯลฯ  ความดีที่เกิดจาการภาวนานี้มันจะขยายมาล้างตา มาชำระหู มาล้างมือ กายที่บาปด้วยสัมผัส บุญก็จะขยายมาล้าง ทีนี้กาย วาจา ตา หู จมูก ปาก และส่วนอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลายของเรา ก็จะเป็นของสะอาดหมด

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562

รายพระนามพระพุทธเจ้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไปยังการนำทางไปยังการค้นหา
พระพุทธเจ้าที่ล่วงมาแล้วหลายพระองค์ มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน อุปมาว่าจำนวนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ล่วงไปแล้วมีจำนวนมากกว่าเม็ดทรายในมหาสมุทรทั้งสี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องพุทธวิสัยเป็นอจินไตย คือเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน
ในพุทธวงศ์ หมวดพุทธปกิณณกกัณฑ์ซึ่งว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า [1] กล่าวถึงพระพุทธเจ้าไว้ 28 พระองค์ โดยเป็นพระพุทธเจ้าก่อนพุทธวงศ์ 3 พระองค์ และในพุทธวงศ์ 25 พระองค์ รวมเป็น 28 พระองค์ดังนี้
ซึ่ง 28 พระองค์นี้ 3 พระองค์แรก คือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และ พระสรณังกรพุทธเจ้า ไม่ได้พยากรณ์แก่พระโคตมพุทธเจ้าสมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ แต่เพิ่งจะได้รับการพยากรณ์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรกจากพระทีปังกรพุทธเจ้า จึงนับพระทีปังกรเป็นพระองค์ที่ 1 ในพุทธวงศ์
(หมายเหตุ พระโคดมพุทธเจ้าในอดีตได้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกเมื่อ 20 อสงไขยกับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้วโดยในครั้งนั้นพระองค์เห็นพระธุดงค์อยู่ในป่าแล้วศรัทธาถวายผ้าเก่า ดังที่พระองค์ตรัสเล่าไว้เองใน พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 32)[2]ไม่ใช่ปรารถนาครั้งแรกตอนแบกมารดาว่ายข้ามแม่น้ำอย่างที่เข้าใจกันตามข้อมูลในหนังสือมุนีนาถทีปนี [3] และหลังจากที่ได้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกแล้วก็บำเพ็ญบารมีอย่างต่อเนื่องจนได้มาพบกับพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วได้รับพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้าว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน)
หากแบ่งตามกัป โดยการนับอสงไขยกัปในที่นี้ จะนับอสงไขยกัปแรกโดยเริ่มนับจากช่วงเวลาที่ อดีตชาติของพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มสร้างบารมี โดยการอธิษฐานในใจว่าปรารถนาจะเป็นพระสัมมาพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก จะมีพระพุทธเจ้าในอดีตตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกดังต่อไปนี้

อ้างอิง

  1.  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=33&A=8563&Z=8606
  2.  http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=7849&Z=7924
  3.  มุนีนาถทีปนี: ศาสตร์ว่าด้วยการเป็นพระพุทธเจ้า
  4.  พระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 32 สืบค้นจาก http://www.thammapedia.com/dhamma/tripitaka/tri_verpali/32.pdf
  5.  พระไตรปิฎกฉบับประชาชน อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ
  6.  http://reocities.com/ss12345_th/poti/P204.html
  7.  พระไตรปิฎกฉบับประชาชน อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ
  8.  http://reocities.com/ss12345_th/poti/P205.html

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

การเตรียมตัวให้พร้อมกับปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่มากที่จะเกิดขึ้นในปี 2020

การเตรียมตัวให้พร้อมกับปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่มากที่จะเกิดขึ้นในปี 2020
ทางคุณไมเคิล เลิฟได้รับการสื่อสารจากพลียะดีส
มีใจความสำคัญสรุปให้เพื่อนๆได้ดังนี้

1.ให้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมกับปรากฏการณ์ แกรนด์โซล่าร์ แฟลช
โซล่าร์ แฟลช น่าจะหมายถึงการสว่างวาบครั้งใหญ่ของสุริยะจักรวาล
สว่างวาบ น่าจะหมายถึงพลังงานแสงสว่างก้อนมหึมาที่จะถูกส่งมาที่โลก
ก้อนมหึมา น่าจะหมายถึงคลื่นพลังงานที่รุนแรงมากจนเกิดแสงสว่างไสวขึ้นทั้งจักรวาล
กำหนดไว้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม น่าจะตรงกับวันวันวสันตวิษุวัต 
(ราววันที่ 20 หรือ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าย่างสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง)
ปรากฏการณ์นี้เป็นไปเพื่อปลดปล่อยคนบนโลกให้เป็นอิสระจากการถูกครอบงำ
เป็นวันที่โลกทั้งใบจะขึ้นสู่มิติที่ 5 อย่างสมบูรณ์ 

2.กระบวนนี้เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเปิดใช้งานดีเอ็นเอเกลียวใหม่
ที่มนุษย์เรามีอยู่ในตัว แต่ถูกปิดกั้นไว้เมื่อ 350,000 ปีที่แล้วโดยพวกมืด
ปกติเราจะทราบกันเพียงว่า มนุษย์เรามีดีเอ็นเอเป็นเกลียวคู่ มี 2 คู่ 4 สาย
ในความเป็นจริงแล้วเรามี 12 สาย ที่เปิดใช้งานกับจักระทั้ง 12 จักระ
ในการเลื่อนระดับขึ้นของมนุษย์ จำเป็นที่จะต้องเปิดใช้งานดีเอ็นเอสายที่ห้าให้ได้
วิธีการเปิดใช้งานก็ด้วยการส่งคลื่นความถี่ที่สูงขึ้นเข้ามาที่โลกเป็นระยะๆ
โดยได้มีการกระทำกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2018 
เราสามารถตรวจวัดได้จากเครื่องอ่านคลื่นความถี่มวลรวมชูมานน์ เรโซแนนซ์
จะเห็นได้ว่าโลกของเรามีคลื่นมวลรวมที่สูงขึ้นเป็นช่วงๆตามที่ได้รับความข่วยเหลือจริง

3.ข้อดีของการเพิ่มขึ้นของคลื่นความถี่มวลรวมก็คือการตื่นรู้ของมนุษย์บางคน
ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีมนุษย์อีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงหลงอยู่กับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
นั่นก็คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ความอยากในวัตถุ ความไม่รู้ในเหตุของการเกิดของตน
ข้อเสียของการเปลี่ยนแปลงคลื่นความถี่คือมันทำให้หลายคนไม่สบายเอามากๆ
คลื่นแสงที่รุนแรงจะไปทำการคัดแยกผู้คนออกจากกัน ให้เหลือขาวอยู่กับขาว ดำก็จะอยู่กับดำ ไม่มีเทา คือบีบเค้นให้คนได้แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาว่าเขาเป็นฝ่ายแสงหรือฝ่ายมืด 
โลกของเราจะกลายเป็นโลกที่มีคลื่นสั่นสะเทือนมวลรวมเพิ่มขึ้นจากเดิม 7.83 hz.อันเป็นความถี่ของมิติที่ 3 ไปอยู่ที่ 40 hz.อันเป็นความถี่ขั้นต่ำของมิติที่ 5 ไปจนถึง 100 hz.

4.การที่จะไปถึง แกรนด์โซล่าร์ แฟลช คือระดับความถี่ 40-100 hz.
จึงเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายของเราไปด้วย
จากนี้ไปจะมีการใช้ปรับเปลี่ยนคลื่นพลังงานแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ให้ใหม่
โดยกองกำลังจานบินแสงของเราจะเข้าไปทำการปรับแต่งแก้ไขดวงอาทิตย์เสียใหม่
ซึ่งจะมีคนเห็นยานลำใหญ่ของเราบินเข้า-ออกจากดวงอาทิตย์และโคจรไปรอบๆโลก
จะมีการเปิดหลุมโคโรน่าเทียมเพื่อส่งลำแสงที่มีความถี่พิเศษมายังโลกให้มากขึ้น
เป็นลำแสงไอออนไนซ์ โฟตอน-แกรมม่าไลท์ ที่จะไปกระตุ้นดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตให้มีระดับจิตสำนึกที่สูงขึ้นในทันทีทันใด 

5.ลำแสงชุดใหม่จากดวงอาทิตย์ที่ส่งมาที่โลกจะทำการตัดเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของเซลล์ของเราเพื่อทำการแอคติเวทผลึกแก้วที่ติดมากับทุกเซลล์ของเราให้เปิดใช้งาน
สิ่งที่จะตามมาคือจะทำให้มนุษย์มีร่างกายที่โปร่งแสง มีน้ำหนักเบา เปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างจากคาร์บอนเบสให้กลายมาเป็นซิลิคอนเบส 
ซึ่งหลายๆคนคงจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สสารที่มีความทึบตันกลับกลายมาเป็นสิ่งที่โปร่งเบา ขอให้ติดตามดูกันเอาเองว่าจะมีคนที่จะสามารถตอบสนองกับคลื่นความถี่ใหม่นี้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในความเป็นชาวพุทธเราก็คงพอจะเดากันได้ว่าผู้ที่จะอัพเกรดตนเองได้รวดเร็วคือผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั่นเอง

ที่ถอดความมานี้ เป็น 1 ส่วนใน 10 ส่วนที่คุณไมเคิลเขียนมา
รายละเอียดของกระบวนการทั้งหมดได้ลงไว้ให้ในแผ่นภาพ 
เผื่อใครสนใจที่จะเจาะลึกลงไปในรายละเอียด

สิ่งที่พวกเราทั้งหลายพึงสังวรณ์ไว้ก็คือ
อาการทางกายที่หลายคนกำลังประสบอยู่ในขณะนี้
อาการทางใจที่หลายคนประสบอยู่ในขณะนี้
เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงคลื่นความถี่ให้กับโลกทั้งสิ้น
ผู้ที่ตื่นรู้จะต้องประสบ
คนที่ยังไม่ตื่นก็จะไม่รู้และไม่เจอสิ่งที่เราเจอ
เขาเหล่านั้นยังโง่งมจมอยู่กับการสนองความต้องการทางกาย
ก็จงอย่าได้ไปเปรียบเทียบตนเองกับพวกเขาเหล่านั้นเลย
สิ่งที่เราผู้ตื่นแล้ว จะต้องทำความเข้าใจให้มาก
ก็คือการพาตนเองเข้าสู่วิถีแห่งพุทธะให้ได้ และให้เร็วที่สุด
เพื่อที่เราจะได้เป็นส่วนสำคัญในการพาโลกขึ้นสู่มิติที่ 5 
เราคือผู้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ
เราคือผู้ที่จะมีคลื่นความถี่สูง แล้วดึงผู้คนให้ขึ้นสู่ที่สูงด้วยคลื่นของเรา

อย่าใช้เวลาผิดด้วยการเอาใจไปใส่ไว้กับเรื่องเน่าๆ
เรื่องของโลกในมิติที่ 3 อันเป็นโลกของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น
มีการเปิดโปงหลากหลายเรื่องราวของความเน่าเฟะของคนในสังคม
ที่นับวันจะทวีความแย่ลงมากกว่าเดิม
เรื่องของคนในครอบครัวที่ยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า 
เราก็ต้องหาทางเดินออกมาจากวงสาคณาญาติเน่าๆเหล่านี้ให้จงได้
เราจำเป็นต้องแสวงหาสภาพแวดล้อมที่ดีถ้าเราคิดว่าที่เราอยู่นั้นมันแย่
อย่าเสียเวลา อย่าให้ราคา กับของที่ไม่จริง กับคนที่ไม่จริงใจ
หัดเป็นคนรู้จักพอ รู้จักอยู่อย่างพอเพียง 
มาถึงตรงนี้แล้วเราต้องรู้ว่า อะไรคือที่ใช่ อะไรคือไม่ใช่
จงแสวงหาความสงบในกายและความสงบในจิต
แม้ตกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งปวง
นี่คือการเตรียมกายเตรียมใจให้พร้อมกับของจริงที่ใกล้เข้ามาทุกที
ของจริงที่ว่านี้คือ อิสรภาพของเราทุกคน
กล่าวคืออิสระจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
คุณพร้อมแล้วยังกับการอยู่ในโลกใหม่ยุดจักรพรรดิ
เมื่อใดที่คุณพร้อม...เมื่อนั้นยุคจักรพรรดิก็จะมาถึง
ยุคจักรพรรดิมาไม่ได้ มีไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ถึงพร้อม
คงบอกได้เพียงเท่านี้

โพสต์ของ Michael Love
https://www.facebook.com/100007178889998/posts/2372652696317337?sfns=mo
คลิปเสียงของ Michael Love
https://youtu.be/IUDwGLdPeIU

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

หลวงพ่อฤาษีพบพระพุทธเจ้าครั้งแรก ด้วยตาเนื้อ ที่วัดบางนมโค



ระยะต่อมา วันที่สอง ตอนเช้าก็ออกมาบิณฑบาตกับเขา
ทำวัตรทำวาเสร็จก็เข้าป่าช้าไป เงียบ บ้านใครบ้านมัน
คิดว่า เราตั้งใจจะบวช จำศัพท์ได้ว่า
"นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คเหตวา"
หลวงพ่อปานท่านแปลว่า ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาพัสตร์
มาเพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
เราต้องการนิพพาน นิพพานจะอยู่ที่ไหน ท่านบอกว่า
ถ้าทำถึงเมื่อไรจะพบเมื่อนั้น เวลานี้เรายังมองไม่เห็น
พูดไปก็ไร้ประโยชน์ เราต้องทำให้พบ เวลาก่อนภาวนา
ก็นึกถึงนิพพาน นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรม
นึกถึงพระอริยสงฆ์ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป นึกถึง
หลวงพ่อปาน นึกถึงหลวงพ่อเล็ก นึกถึงหลวงพ่อจง
หลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อปั้น ว่ากันเรื่อยตามชอบอกชอบใจ
ว่าตามสบาย นึกในใจไว้ แล้วขอให้ช่วยลงท้าย ช่วยให้
พบความเป็นมาของนิพพานหรือนิพพานจริง ๆ
แล้วมาตอนเวลาประมาณสัก ๔ โมงเย็นเศษ จิตมันนึก
ขึ้นมาหลังจากสรงน้ำเสร็จว่า พระพุทธเจ้าเมื่อสมัยที่
ทรงพระชนม์อยู่มีพระรูปพระโฉมเป็นอย่างไร ถ้าบุญบารมี
ของเรามีจริง ถ้าชาตินี้จะพึงไปนิพพานได้จริง ขอให้เห็น
ภาพพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่ความจริงไม่จำกัดแต่วันนั้นนะว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
จนกว่าจะตาย ขอให้ได้เห็นรูปพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์อยู่
ในสมัยที่มีชีวิต หลังจากนั้น ทำวัตรสวดมนต์เสร็จ
๕ โมงเย็นเศษ ๆ ก็นั่งเล่นอยู่หน้ากระท่อม เอาหลังพิงกอไผ่
ที่ถางเสียเตียนแล้ว นั่งอยู่โคนกอไผ่ ลมพัดเย็น ๆ สบาย ๆ
หันหน้าไปทิศตะวันตก ภาวนาว่า พุทโธบ้าง คิดถึง
พระนิพพานบ้าง ก็คิดในใจว่า ป่าช้าเขาเป็นที่เก็บผี
ไม่ช้าเราก็เป็นผีเหมือนเขา เมื่อคิดมาคิดไปตามนั้น
ต่อมาก็ภาวนาว่า พุทโธ จิตก็สงบ ตอนหลังนี่ไม่เอาแล้ว
ไม่คิดแล้ว เอาพุทโธอย่างเดียว
จิตสงบ พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ขอไปที่นั่น ตั้งใจตามนี้
คิดไว้ก่อน คิดว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ขอไปที่นั่น
อย่างไร ๆ เราก็ตายกันแน่ แล้วก็ภาวนาว่า พุทโธ ๆๆๆ
หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ ลมหายใจ
อ่อนลงไป ทีละน้อย ๆ ๆ มีความรู้สึกน้อย จนกระทั่ง
มีอารมณ์วูบ อารมณ์วูบ วื้ด คล้าย ๆ กับตกจากที่สูง
มีอารมณ์สงัด มีอารมณ์โปร่ง เบา มีความสุขมาก
ปรากฏมีอาการสว่างมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ลืมตา สว่างจ้า
ข้างหน้า รู้สึกชื่นใจ พอมองไปข้างหน้า เห็นแท่นใหญ่
สวยมาก เป็นแท่นทองประดับแก้ว แพรวพราวเป็นระยับ
สวยสดงดงามมาก แล้วก็มีพระนั่งอยู่บนแท่นองค์หนึ่ง
แล้วก็มีคนนั่งใกล้ ๆ แท่นคนหนึ่ง เป็นผู้ชาย ผิวดำ รูปร่าง
ทรวดทรงตามปกติ หมายความว่า ทรวดทรงธรรมดา ๆ
ไม่อ้วน แล้วก็ไม่ผอม แต่ว่าผิวดำ
เสียงพระท่านเรียกว่า มหาพุฒ ๆ คำว่า มหาพุฒ เป็นชื่อ
ของคน ๆ นั้น เมื่อมองดูพระองค์นั้น ท่านก็ยิ้ม สวยจริง ๆ
ผิวเหลือง เหลืองมาก จีวรท่านก็เหลือง คล้ายสีทอง
ส่วนสัดต่าง ๆ สมบูรณ์ทุกอย่าง สวยจริง ๆ แขนก็กลมบ่อง
นิ้วก็กลมบ่อง จะมีริ้วรอยสักนิดหนึ่งก็ไม่มี สวยจริง ๆ
พระเนตร คือ ลูกตาก็สวย คิ้วก็สวย คางก็สวย ปากก็สวย
แหม...อีตอนนี้ลืมคนรัก ลืมสาวที่เคยรักว่า เคยสวย
มันเทียบกันไม่ได้เลย ความสวยทำให้จิตใจปลื้มมีอารมณ์ปีติ
เวลานั้นกำลังหลับตาอยู่ แต่นึกในใจว่า คำว่าอุปาทานนี่
ชาวบ้านเขาชอบพูดกัน แต่ว่า การเห็นภาพแบบนี้ หลวงพ่อปาน
ก็ไม่เคยห้าม แต่ก็ยังไม่แนะนำให้จับภาพ ในวันแรกเลยไม่รู้เรื่อง
เห็นภาพ ก็อยากดูภาพนั่น ดูเสียชื่นใจ นาน หลับตา
ลองลืมตาขึ้นมาก็เห็นแฮะ หลับตากับลืมตาก็เห็นเท่ากัน
เสียงท่านบอกว่า ลืมตาก็ได้ หลับตาก็ได้ แล้วเสียงท่านถามว่า
ต้องการนิพพานรึ
ก็กราบเรียนบอกว่าต้องการนิพพาน ถามท่านว่า ท่านเป็นใคร
กราบท่านก่อนนะ ตอนนั้นก็เหมือนกับคุยกับคนธรรมดานี่แหละ
แต่โอ้โฮ...แท่น หน้าตักท่านประมาณสัก ๘ ศอก แล้วที่บริเวณ
เวลานั้นมันไม่ใช่กอไผ่นี่ เวลาที่เห็นท่าน มันเหมือนกับนั่งอยู่
ในวิหารใหญ่ ๆ เหมือนในวังอะไรก็ไม่รู้หรอก เหมือนธรรมดา ๆ
ไม่มีกอผ่งกอไผ่ ความจริงเรานั่งอยู่ที่กอไผ่
ถามว่า ท่านเป็นใคร ท่านถามว่า เธอนึกถึงใครล่ะ ขณะที่ภาวนา
นึกถึงใคร ตอนท้ายนี่ ก็เลยบอกท่านบอกว่า ก่อนที่ชีวิตจะตาย
อยากจะมาพบพระพุทธเจ้า อยากจะเห็นพระรูปพระโฉมของท่าน
สมัยที่มีพระชนม์อยู่ ท่านก็เลยบอกว่า เธออยากเห็นใคร ฉันก็คือบุคคลคนนั้น พอท่านพูดอย่างนั้น ก็มีความเข้าใจจริงว่า นี่คือ
พระพุทธเจ้า
ลุกขึ้นกราบอีก ๓ ครั้ง ท่านบอกว่า แต่กราบเฉย ๆ นี่ดีมาก
ถ้าจิตใจยังคิดอยากกราบอยู่ ถ้านึกอยากจะกราบ แต่ยังไม่ทัน
จะกราบ ก็มีบุญแล้ว เวลาตายก็ตกนรกไม่ได้ แต่ความจริง
ถ้าอยากจะให้มีคุณจริง ๆ มีอานิสงส์จริง คือ ไม่ต้องกราบ
ด้วยกายก็ได้ นึกกราบในใจไว้เรื่อย ๆ เมื่อนึกถึงตถาคตเมื่อไร
ก็ตั้งใจกราบ แล้วก็จงจำภาพนี้ไว้ ภาพนี้จะปรากฏให้เธอเห็น
ชัดทั้งหลับตา และลืมตาเป็นครั้งแรกในชีวิตจำภาพนี้ไว้ให้ดี
ต่อไปจะไม่เห็นอีกละ
แต่ว่าถ้านึกเมื่อไร ภาพนี้จะปรากฏกับใจของเธอทันที ให้เธอ
จำภาพนี้ไว้ ถ้าเธอจำภาพนี้ไว้เพียงใด คำที่อาจารย์ของเธอ
สอนว่า นิพพานมีจริง แต่ไม่สามารถจะบอกได้ ภายในไม่ช้านัก
เธอจะพบนิพพาน ก็ถามท่านว่า จะพบนี่ จะพบเมื่อตายแล้ว
หรือยังไม่ตาย ท่านบอกว่า คำว่า ตายแล้วมันไม่มีความหมาย
ต้องพบกันก่อนตายซิ ของมีจริงนี่
เมื่อเราทำจริง ตั้งใจจริง แต่ก็อย่าลืมนะ อันดับแรก สังโยชน์ ๓
บารมี ๑๐ ต้องครบ สังโยชน์ ๓ ต้องตัดให้ได้ และตัดเรื่อย ๆ
ไปจนกว่าจะถึงสังโยชน์ ๑๐ แต่จะตัดได้หรือไม่ได้ นี่ไม่เป็นไร
ถ้ากำลังใจมีความมั่นคงในพระพุทธเจ้า เธอมีความมั่นคง
ในบารมี ๑๐ ประการ เธอจะพบนิพพานในชาตินี้

บทสวดมนต์ “ปรมินทมหาภูมิพละอตุลยะเตชะมหาราชัสสะปัตติทานคาถา”

บทสวดมนต์ “ปรมินทมหาภูมิพละอตุลยะเตชะมหาราชัสสะปัตติทานคาถา”
.
**รวมใจเป็นหนึ่ง บทสวดมนต์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร**
.
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
( ๓ จบ )
.
ยถาปิ ปะระมินโท โส ภูมิพะโล มหิสสะโร
สวีริโย สะมุสสาโห ทีฆะทัสสี วิจักขะโณ
อะธิราชา มะหารัญญา โลกะภาเค มะหิตตะเล
ทัยยานัง เทวะภูโต โข ธะระมาโน ปสังสิโต
สักกะโต ชะนะตาเยวะ สัมมานิโตภิปูชิโต
ทัยยะวาสีนะมัตถายะ หิตายะ จะ สุขายะ จะ
สัตตะติวัสสะกาเล วะ รัชชัง ธัมเมนะ การะยิ
เอวัง ชะรา จะ มัจจุ จะ อะธิวัตตันติ ภูปติง
ขัตติเย พราหมะเณ เวสเส สุทเท จัณฑาละปุกกุเส
น กิญจิ ปริวัชเชติ สัพพะเมวาภิมัททะติ.
ตัสะมา หิ ปัณฑิโต โปโส สัมปัสสัง อัตถะมัตตะโน
สัมปเทยเยวะ ภิยโยโส อัปปะมาเทนะ ชีวิตัง
อัปปะมัตโต อุโภ อัตเถ อะธิคัณหาติ เจตะโส
ทิฐเฐ ธัมเม จะ โย อัตโถ โย จัตโถ สัมปรายิโก
สะวากขาตัสสะ ปาฐัสสะ อัตถัง อัญญายะ สาธุกัง.
ปฏิปัชเชถะ เมธาวี อะโมฆัง ชีวิตัง ยะถา
ยันทานิ เม กตัง ปุญญัง เตนาเนนุททิเสนะ จะ
ยา กาจิ กุสลา มะยาสา สุเขนะ สิชฌะตัง สะทา
ปะระมินทะมหาราชา ภาคี โหตุ วะ ปัตติยา
เขมัปปะทัญจะ ปัปโปตุ ตัสสาสา สิชฌะตัง สุภาติ ฯ

คำแปล คาถาถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีพระวิริยอุตสาหะ มีพระวิสัยทัศน์ยาวไกล มีปัญญาฉลาดหลักแหลมในการปกครองประเทศ ทรงเป็นพระมหาราชผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระมหาราชใดๆ ในโลก ทรงได้รับการสรรเสริญ สักการะ นับถือ บูชา ยกย่องว่าเป็นเทวดาที่ยังมีชีวิตอยู่ของปวงพสกนิกรชาวไทย ทรงครองสิริราชสมบัติเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามสิ้นกาลเวลา ๗๐ ปี

แม้ฉันใด แต่ความชราและความตายย่อมพรากองค์พระภูมินทร์ฉันนั้น ความตายหาได้ละเว้นใครๆ ไม่ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร คนจัณฑาล ความตายย่อมทำลายทุกสิ่งถ้วนทั่ว เพราะฉะนั้นแล ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ส่วนตนก็พึงดำเนินชีวิตของตนให้ยิ่งด้วยความไม่ประมาท บุคคลผู้ไม่ประมาทย่อมจะได้รับประโยชน์ทั้ง ๒ ส่วน คือ ประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ในภายภาคหน้า ผู้มีปัญญารู้อรรถสาระแห่งพระบาลีตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสไว้ดีแล้วน้อมปฏิบัติ โดยประการที่ชีวิตจะเป็นชีวิตที่มีสาระ ไม่เป็นชีวิตเปล่าประโยชน์ (ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท) บุญอันใดที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว ณ กาลบัดนี้ ด้วยเหตุแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว และด้วยการถวายพระราชกุศลอันนี้ ด้วยความปรารถนาอันใดอันหนึ่งที่เป็นกุศลของข้าพเจ้า ขอบุญและความหวังนั้นจงสำเร็จโดยง่ายทุกเมื่อ ขอพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จงทรงเป็นผู้มีส่วนแห่งปัตติทานของข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอพระองค์จงถึงซึ่งบทอันเกษม คือ พระนิพพาน ขอความปรารถนาอันดีงามของพระองค์ทั้งปวงนั้นจงสำเร็จโดยพลัน เทอญ ฯ
.
๐ คำถวายพระราชกุศล ๐
แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
.
อิทัง ปุญญะผะลัง
ปะระมินทะระมะหาภูมิพะละ
อะตุละยะเตชัสสะ โหตุ
.
ขอบุญกุศลนี้จงสำเร็จเป็นบารมีธรรม
แด่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยเทอญ
...
สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้แต่งและแปล
...
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า พสกนิกรชาวไทยผู้จงรัก และภักดี

วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อานุภาพ ผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม

: อานุภาพ ผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม :
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
จากหนังสือ...ลูกศิษย์บันทึก
เรื่องเล่าโดย  พล.ต.ท. นพ.สมศักดิ์  สืบสงวน
เหตุการณ์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๒๐

       
ในสมัยนั้น ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมูนิสต์)  มีอิทธิพลสูง
ได้ยึดเทือกเขาภูพานเป็นฐานใหญ่ของเขา และยังท้าทายฝ่ายทหารว่า หากจะตีเขาได้จะต้องใช้กำลังหลายกองพล   และใช้เวลาหลายเดือนจึงจะสำเร็จ  พล.ต.ยุทธศิลป์ เกสรสุข (ยศในขณะนั้นปัจจุบันมียศ พล.ท.)    ซึ่งเป็นรองแม่ทัพ จึงนำเรื่องนี้มากราบเรียนหลวงพ่อ  หลวงพ่อท่านเป็นพระ จะไปรบกับเขาก็ไม่สมควร  แต่ท่านก็มีวิธีช่วยเป็นกำลังใจให้กับทหารได้ดังนี้...​

       
๑. ท่านเดินทางไปพร้อมกับคณะ เพื่อทำพิธีบวงสรวงก่อนที่ฐานทัพของทหาร
       
       
๒. แจกผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม ให้กับทหารในหน่วยนั้นทุกคน  (ผ้ายันต์สีแดง)
       
       
๓. ให้ฤกษ์แก่ฝ่ายทหาร  ทั้งนี้หมายถึงให้ฤกษ์ดีว่าเป็นมงคล  ไม่ได้ระบุให้เข้าไปตีกันรบกัน เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ส่วนเขาจะไปทำอะไรกันนั้น พระท่านต้องอุเบกขา
        ​
       
ผมจำได้ว่า   หลวงพ่อทำพิธีตั้งแต่เช้ามาก   เพราะจากรูปถ่ายที่ นาวาตรีประชา สิกขวานิช ร.น.ถ่ายไว้    ปรากฏพุทธนิมิตเป็นฉัตร ๕ ชั้น ทอดมาตามแสงแดดครอบคลุมองค์หลวงพ่อเท่านั้น    ยังทำมุมน้อยมาก (มีรูปถ่ายอยู่ที่บ้านสายลม และที่วัดท่าซุง) หลังพิธีแล้ว ฝ่ายทหารก็นำหลวงพ่อ หลวงปู่ครูบาธรรมชัย และคณะเข้าห้องยุทธการ    เพื่อฟังบรรยายสรุปของฝ่ายทหาร เมื่อบรรยายจบปรากฏว่ามีนายทหารที่ฉลาดถาม  ได้ถามหลวงพ่อกับหลวงปู่ว่า ​

       
ขณะนี้พวกผกค.เขาอยู่ที่ไหนบ้าง โดยให้ท่านเอาไม้เท้าช่วยชี้ไปในแผนที่ทหาร ปรากฏว่าท่านชี้จุดให้ทันทีทันใด โดยไม่ต้องคิดหรือต้องเสียเวลา เหล่าทหารต่างร้องอือพร้อม ๆ กันหลายคน   และบอกว่าตรงจุดเป๋งเลยครับหลวงพ่อ   บางคนไม่ฉลาดถาม  ก็ถามวิธีเข้าโจมตี หลวงพ่อท่านก็ปฏิเสธเพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ส่วนวิธีถามที่ฉลาดผมขอสงวนไว้ก่อนครับ

       
จากนั้นก็คุยกันในเรื่องอื่น ๆ ผมฟังไป ๆ คงจะตื่นเต้นมาก เลยเกิดทุกข์หนัก ต้องขอตัวขอเวลานอกไปพิจารณาทุกข์ที่ห้องสุขา   และผมคงจะพิจารณาทุกข์   ขณะกำลังบรรเทาทุกข์แล้วมีผล คือ เห็นอริยสัจ   เพราะธรรมะของพระองค์ท่านแนะนำวิธีปฏิบัติไว้ชัดว่าให้ปฏิบัติตลอดเวลาทุกเวลา ทุกโอกาส ทุกสถานที่ และทุกอิริยาบถ คือ เป็นอกาลิโก   ผมก็ปฏิบัติตามท่านอย่างเพลิดเพลิน   พอจบภารกิจส่วนตัวของผมแล้ว ก็ออกมารีบเดินเข้าห้องยุทธการ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว ชักใจไม่ดีรีบวิ่งออกมาข้างนอก ก็ปรากฏว่ารถหลวงพ่อและคณะหายไป ​

       
ไม่พบใครสักคนเลย หันรีหันขวางอยู่ บังเอิญมีนายทหารท่านหนึ่งท่านจำผมได้   เห็นผมจึงถามว่าคุณมากับหลวงพ่อใช่ไหม ผมก็ตอบว่าใช่ครับ ทหารผู้นั้นก็บอกว่าหลวงพ่อกับคณะไปนานแล้ว คุณไปอยู่ที่ไหนมา ก็ตอบไปว่าอยู่ในห้องน้ำครับ ท้องมันไม่ค่อยดี  ขณะนั้นผมเองรู้สึกเง็งไปหมด (ไม่ใช่งง เพราะมันเป็นความรู้สึกที่เกินกว่า...งง)  แต่เคราะห์ยังดีที่  นายทหารท่านนั้นช่วยแก้สถานการณ์ให้ทันควัน โดยส่งรถจิ๊ปเล็ก พร้อมคนขับให้ผมกระโดดขึ้นพร้อมกับท่านรีบบึ่งตามคณะหลวงพ่อไปจนทัน การปฏิบัติธรรมของผมเป็นที่ครื้นเครงของพวกเราทุก ๆ คนที่ได้หัวเราะกันจนฉี่จะออก
       
       
หลังจากที่หลวงพ่อและคณะได้เยี่ยมให้กำลังใจกับทหารตามหน่วยต่าง ๆ แล้วก็กลับไป กทม.   และจากนั้นอีกไม่กี่วัน พล.ต.ยุทธศิลป์ ก็สั่งทหารแค่หนึ่งกองร้อยเข้าโจมตีที่มั่นของผกค.เป็นการหยั่งเชิง โดยมีตัวท่านเป็นผู้สั่งการอยู่ข้างบนเครื่องบิน  ผลปรากฏว่าดีมากเกินคาดหมาย  แต่มีรายงานจากวิทยุว่ามี ทหารเสียชีวิต ๑ นาย ท่านเกิดสงสัยว่ามันตายได้อย่างไร เพราะท่านมั่นใจว่า   ทหารของท่านต้องไม่มีใครตาย   ท่านให้แค่บาดเจ็บเท่านั้น จึงสั่งลงมาจากเครื่องบินให้ค้นตัวทหารที่ตายว่า พบอะไรติดตัวบ้าง ​

       
โดยเฉพาะผ้ายันต์แดง ธงมหาพิชัยสงคราม ทหารก็รายงานว่าไม่พบผ้ายันต์แดงเลยในตัว   ท่านรู้สึกผิดหวังมากที่เขาไม่พกเอาผ้ายันต์แดงแดงไปด้วยทั้ง ๆ ที่สั่งแล้ว เมื่อถอนตัวกลับฐานทัพ    ก็สอบข้อเท็จจริงเรื่องพลทหารที่ตายว่าชื่ออะไร อยู่หน่วยไหน ทำไมจึงไม่มีผ้ายันต์สีแดง ก็พบว่าเป็นทหารที่เพิ่งย้ายกลับเข้ามาเมื่อวานนี้เอง จากหน่วยทหารราชบุรี (อ.ปากท่อ) ท่านจึงถึงบางอ้อ

       
วันที่สอง ท่านเพิ่มหน่วยจู่โจมเป็นสองกองร้อย ผลปรากฏว่ามีตาย ๒ คน และก็มีสาเหตุจากไม่มีผ้ายันต์แดงติดตัวเช่นกัน เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาจากหน่วยอื่น   ความลับไม่มีในโลกทั่วทั้งกองทัพรู้ข่าวรู้อิทธิปาฏิหาริย์ของผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงครามกันหมด ผลก็คือ  ทหารทุกคนที่ไม่มีผ้ายันต์ สีแดง  จะไม่ยอมออกโจมตีในวันต่อไป  จึงเดือดร้อนถึงท่านรองแม่ทัพ    ดังนั้น เพื่อขวัญและกำลังใจของลูกน้อง ท่านรองจึงต้องบินมาหาหลวงพ่อในคืนนั้นเพื่อขอผ้ายันต์แดงไปแจกลูกน้องให้ครบทุกคน
       
       
วันที่ ๓ ทุกคนมีขวัญและกำลังใจเต็ม ๑๐๐% ใช้กำลังเป็น ๓ กองร้อย ปรากฏผลว่าสามารถยึดฐานใหญ่และฐานย่อยของภูพานได้ทั้งหมดชนิดที่ ผกค. ขวัญกระเจิงไม่ยอมสู้ด้วย เพราะวันที่ ๓ นี้ทหารทุกคนถือปืนวิ่งเข้ายึดฐานโดยไม่มีใครยอมหมอบ หรือวิ่งเข้าหาที่กำบังเหมือน ๒ วันแรก ทุกคนดาหน้าเข้ายึดเอาดื้อ ๆ โดยไม่กลัว ไม่ยอมหลบลูกปืนสักคน จึงยึดได้ด้วยเวลาอันสั้น ​

       
และไม่มีใครเสียชีวิตเลย ผมนึกภาพเอาเองนะครับว่า หากผมเป็น ผกค. ผมก็คงต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด  เพราะยิงเท่าใดก็ไม่โดนตัว หรือโดนก็ไม่เข้าคงดาหน้าเข้ามาเต็มไปหมด เหมือนกับยิงทหารที่ทำจากหุ่น  (เหมือนในสมัยขุนแผน   ท่านเป็นแม่ทัพเสกหุ่นให้เป็นทหารรบที่ไหนก็ชนะหมด) พอหลวงพ่อท่านทราบข่าวจากท่านรองแม่ทัพ   ท่านพร้อมคณะไปเยี่ยมทหารหน่วยนั้นในวันต่อมา

       
หลังจากได้คุยกับทหารหน่วยพิเศษนี้แล้ว ผมพอจะสรุปผลย่อ ๆ ได้ดังนี้...
       
       
๑. ขณะที่ฝ่าย ผกค. ยิงปืนเข้าใส่พวกเรานั้น ส่วนใหญ่บอกว่าไม่โดนแต่เฉี่ยวหรือเฉียดตัวไป รู้สึกว่าลูกปืนมันวิ่งมาเต็มไปหมด แต่ไม่ยักโดนตัว

       
๒. บางคนบอกว่า บางครั้งก็โดน แต่ไม่เข้า ไม่รู้สึกเจ็บ มีความรู้สึกคล้าย ๆ มีแมลงหรือผึ้งบินมาชนตัวเท่านั้น​

       
๓. มีอยู่ ๑ ราย ที่เล่าว่าขณะที่เดินไปบ้าง วิ่งไปบ้าง ยิงปืนใส่ข้าศึกบ้าง รู้สึกหิวจึงเอามือล้วงมาม่า (เส้นหมี่) กินไปด้วย แต่แปลกใจว่าทำไมมาม่ามันถึงแข็งและเหนี่ยวนัก เลยคายออกมาจากปากดู ปรากฏว่ามันไม่ใช่มาม่า  แต่เป็นลูกปืนที่ข้าศึกยิงมาโดนตัวแต่ไม่เข้า ลูกกระสุนแบนเหมือนถูกบี้ แล้วจึงหล่นลงไปในกระเป๋าเสื้อที่มีมาม่าอยู่

       
๔. บางคนเล่าว่า ขณะวิ่งไปยิงไปนั้น บางครั้งก็มองเห็นข้าศึกที่ซุ่มอยู่ข้างทาง แต่มันไม่ยักยิง เห็นตามันค้างคล้ายกับหุ่นหรือคนตกใจ ข้อนี้ขออนุญาตวิจารณ์ว่าคงเป็นอานุภาพของผ้ายันต์แดง ทำให้เกิดอาการ “ นะจังงัง ” ขึ้น  หรือเพราะมันตกใจจริง ๆ ที่ไม่เคยเห็นคนที่ไม่ยอมหลบลูกปืน จึงมีสภาพคล้ายเห็นผี แล้วตกใจตาค้าง

       
๕. เรายึดได้ฐานใหญ่มาก จนไม่น่าเชื่อ เพราะฐานนี้มีทั้งร.พ.และเวชภัณฑ์มากมาย มีโรงพละศึกษา, สนามบาส, โรงครัวขนาดใหญ่พร้อมเสบียงกินได้เป็นปี, อาวุธมากมาย, เครื่องปั่นไฟและน้ำมัน โดยเฉพาะราวตากผ้า ท่านรองแม่ทัพบอกว่าต้องใส่รถ ๑๐ ล้อทั้งคันอาจจะขนไม่หมด แสดงว่ามันมีกำลังพลไม่ใช่น้อยเกินกว่าที่เราคาดคะเนไว้อีก และมีการทดน้ำไว้ใช้ด้วย แสดงว่าเขาอยู่มานานหลายปี​

       
๖. เนื่องจากเราใช้กำลังพลน้อยแค่ ๓ กองร้อย หากจะยึดพื้นที่ไว้ก็เสี่ยงเกินไปเพราะตอนกลางคืน   มันอาจหวนกลับมาใหม่ก็ได้   จึงสั่งทำลายและเผาให้หมด สำหรับผมคิดเอาเองว่าหากผมเป็น ผกค. ก็ไม่ขอยอมหันหลังกลับมาตียึดคืนแน่ ๆ เพราะเข็ดไปจนตาย จะไม่ขอพบทหารผี (ทหารหุ่น) เหล่านี้อีก​

       
๗. เป็นจริงตามคาดหมาย เพราะตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นตันมา ผกค. ก็หายซ่าไปเลย
       
       
เรื่องของหลวงพ่อท่าน ยังมีอีกมาก ยากที่ผมจะเล่าให้ฟังหมดได้ และโดยธรรมแล้ว อะไรก็ตามที่มันมากเกินไป ผลมันแทนที่จะมากตามส่วนกลับไม่ได้ผลหรือกลับเป็นผลเสีย เช่น ยาทุกชนิด   หากใช้เกินขนาดล้วนเป็นโทษแก่ผู้ใช้ทั้งสิ้น  ร่างกายของคนก็เช่นกัน หากส่วนใดเจริญมากไป ก็กลายเป็นมะเร็ง สมจริงตามคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ใน “ปฐมเทศนา” ความว่าอย่าตึงไป (เครียดเกินไป) อย่าหย่อนไป (อยากมากเกินไป,ขี้เกียจมากไป) จะไม่มีผล ให้เดินสายกลาง ผมจึงต้องขอจบเรื่องไว้อีกตอนหนึ่งเพียงแค่นี้ แต่ก่อนจะจบ ขอสรุปเรื่องผ้ายันต์แดงธงมหาพิชัยสงครามไว้ เพื่อเตือนความจำ ดังนี้...
       
       
๑. ความศักดิ์สิทธิ์ของธงมหาพิชัยสงครามมีมากมาย เขียนอีก ๒-๓ ตอนก็ไม่จบ ที่เล่าให้ฟังนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางเรื่องเท่านั้น
       
       
๒. ผู้นำไปใช้หากนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น เป็นโจรปล้น-ฆ่าเขา-ขโมยเขา ธงนี้จะไม่คุ้มครอง ซ้ำยังให้ผลร้ายกับผู้นั้นด้วย หากถูกยิงลูกปืนจะเข้าแสกหน้าทะลุออกท้ายทอยทุกราย
       

๓. ธงมหาพิชัยสงครามไม่ใช่ไสยศาสตร์ แต่เป็นพุทธศาสตร์ จึงไม่เสื่อม (หากใช้ในทางที่ดี)
       
       
๔. เวลาทำพิธีพุทธาภิเษกนั้น ธงแดงมหาพิชัยสงครามกับผ้ายันต์เกราะเพชรนั้น ทำเหมือนกัน มีคุณภาพเหมือนกันทุกประการ ใช้แทนกันได้
       
       
๕. เรื่องป้องกันหรือบรรเทาอุบัติเหตุไฟไหม้บ้าน, พายุใหญ่ หรือวาตภัย มีผู้เล่าให้ฟังเสมอว่ามีผลดีอย่างอัศจรรย์ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ต้องอธิษฐานขอ และผลขึ้นอยู่ที่ความมั่นคงของจิตของแต่ละคนด้วย

: หมายเหตุจาก...ผู้โพสต์  ทุกวันนี้ผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม
ยังคงมีให้เช่าบูชาได้  ที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี  และที่บ้านสายลม
กทม. มีสองขนาด  ผืนใหญ่ กับ ผืนเล็ก  จำราคาผืนเล็กได้ว่าราคา  ๓๒๐.- บาท ส่วนผืนใหญ่ไม่ทราบราคา  ลองโทรสอบถามราคาได้ที่บ้านสายลม เบอร์ 02-6167177 

       
ขอแนะนำว่าส่วนตัวผู้โพสต์   ได้นำผ้ายันต์ฯ   ผืนเล็กไปเคลือบพลาสติกแบบเต็มแผ่น  บูชาไว้ที่บ้าน ๑ ผืน  ติดไว้ที่หน้ารถยนต์ ๑ ผืน  ไว้ที่โต๊ะทำงาน ๑ ผืน    หรือท่านจะพับผ้ายันต์ให้เล็กลงแล้วนำไปอัดกรอบพลาสติก    โดยให้รูปพระที่ผ้ายันต์อยู่ด้านหน้ากรอบ  (ลองพับดูครับจะได้รูปพระพอดี)  แล้วนำมาห้อยคอแบบพระเครื่องก็ได้จะสะดวกดีครับ